ถาดกระเบื้องเคลือบสีขาวลายครามสะท้อนเงาของเปลวเทียนที่ใกล้จะมอดดับ กลิ่นหอมของกำยานจันทน์เทศลอยอวลผสมผสานกับกลิ่นอายความอับชื้นของคุกใต้ดินในจวนอ๋องประจิม สวี่ว่านชิงนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้จันทน์แดง ตัวนางสวมอาภรณ์ปักลายหงส์บินวาดปีกสีครามเข้ม ท่วงท่าสง่างามราพณ์พญาหงส์ผู้ครองนภา ปลายเลื้อยนิ้วเรียวยาวบรรจงวางพู่กันขนกระต่ายลงบนแท่นฝนหมึกอย่างเชื่องช้า สายตานิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ทว่าซ่อนประกายคมกริบดั่งใบมีดที่อาบยาพิษ
เบื้องหน้าของนางคือ มู่หรงฮูหยิน อนุภรรยาผู้เคยเรืองอำนาจและกุมบัญชีทรัพย์สินในเรือนหลังมานานแรมปี บัดนี้สภาพของสตรีผู้เย่อหยิ่งกลับทรุดโทรม เส้นผมยุ่งเหยิงปรกใบหน้าที่ซีดขาว ดวงตาคู่นั้นแดงก่ำเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชังจนแทบแผดเผา
"เจ้า... เจ้ามันปีศาจสวี่ว่านชิง! แผนการทั้งหมด... เป็นฝีมือเจ้าใช่ไหม!" มู่หรงฮูหยินกรีดเสียงแหลมสูงพยายามพุ่งตัวเข้าใส่ ทว่าถูกองครักษ์เงาของจวนอ๋องกดบ่าไว้จนต้องทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นศิลาเย็นเยียบ
ว่านชิงมิได้แม้แต่จะชายตามองนาง นางเพียงยกถ้วยชาอุ่นขึ้นจิบเบาๆ ลิ้มรสชาติความขมปร่าที่ค่อยๆ แผ่ซ่านบนปลายลิ้น ก่อนจะเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังอำนาจจนผู้ฟังต้องสะท้านเยือกในไขสันหลัง
"ปีศาจหรือ... ผิดแล้วมู่หรงฮูหยิน ข้าเพียงแต่คืนทุกสิ่งที่เจ้าเคย ‘หยิบยืม’ จากผู้อื่น กลับคืนสู่เจ้าอย่างสาสมต่างหาก" ว่านชิงวางถ้วยลงกระทบโต๊ะเบาๆ เสียงนั้นกังวานก้องไปทั่วห้องโถง "บัญชีการยักยอกเงินคลังจวนอ๋องสามแสนตำลึงทอง รายชื่อสายลับที่เจ้าแอบส่งข่าวให้องค์ชายสามหลงจิ้ง และหลักฐานการวางยาพิษในสำรับอาหารของท่านอ๋องเมื่อสามปีก่อน... ทุกตัวอักษร ล้วนเขียนด้วยลายมือของเจ้าเองทั้งสิ้น"
ร่างของมู่หรงฮูหยินสั่นเทาน้อยๆ ดวงตาเบิกโพ้างลานด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด ความลับที่นางคิดว่าฝังกลบไว้อย่างมิดชิด บัดนี้กลับถูกขุดคุ้ยขึ้นมาวางแผ่หลาอยู่เบื้องหน้าอย่างเลือดเย็น
"เจ้า... รู้ได้อย่างไร..."
"ในโลกนี้ไม่มีความลับใดไร้ร่องรอย มีเพียงคนโง่เขลาที่คิดว่าตนเองฉลาดที่สุดเท่านั้น" ว่านชิงลุกขึ้นยืน ชายกระโปรงยาวลากพื้นส่งเสียงเสียดสีกับพื้นหิน นางก้าวเข้าไปใกล้ร่างที่สั่นเทานั้นช้าๆ ก้มตัวลงกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่เชือดเฉือน "จำไว้... ในจวนอ๋องประจิมแห่งนี้ อำนาจที่แท้จริงไม่เคยตกอยู่ในมือของผู้ที่ใช้มารยา แต่เป็นของผู้ที่ถือความยุติธรรมและ... กุมหัวใจของท่านอ๋องไว้ต่างหาก"
สิ้นคำสั่งเด็ดขาดของว่านชิง องครักษ์เงาก็ลากตัวมู่หรงฮูหยินออกไปอย่างไร้ความปรานี เสียงกรีดร้องโหยหวนค่อยๆ เงียบหายไปตามทางเดินมืดมิด เหลือไว้เพียงความเงียบงันและความเยือกเย็นที่ปกคลุมทั่วเรือนหลัง
บรรยากาศภายในห้องโถงกลับคืนสู่ความสงบ ทว่าความตึงเครียดระลอกใหม่กลับเข้ามาแทนที่ เมื่อเงาร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามา
หลงเฟิงเฉินในอาภรณ์คลุมสีดำสนิทปักลายมังกรทองดิ้นเงิน ดวงตาคมกราบลึกล้ำดั่งเหวลึกคู่นั้นกวาดมองผลงานตรงหน้า ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างระหงของสตรีผู้ยืนสง่านิ่งอยู่กลางห้อง ความดุร้ายเยือกเย็นที่เคยแผ่ออกมาจากตัวเขายามอยู่ในสนามรบพลันมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงประกายความอบอุ่นลึกล้ำที่มอบให้แก่สตรีตรงหน้าผู้เดียว
"เจ้าจัดการทุกอย่างเรียบร้อยด้วยตนเองอีกแล้ว" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น พร้อมกับที่ร่างสูงก้าวเข้ามาประชิด เขายื่นมือหนาออกไปไล้ปอยผมที่คลอเคลียแกVนวลของนางอย่างเบามือ ราวกับนางเป็นสิ่งล้ำค่าที่เปราะบางที่สุดในใต้หล้า
"หม่อมฉันเพียงแต่วางระเบียบในเรือนหลังให้เข้าที่เข้าทาง เพื่อไม่ให้ท่านอ๋องต้องทรงกังวลราชกิจภายนอกเพคะ" ว่านชิงเงยหน้าสบตาเขา รอยยิ้มบางเบาปรากฏบนริมฝีปากอิ่ม "หรือว่า... วิธีการของหม่อมฉันรุนแรงเกินไปในสายตาของท่าน?"
หลงเฟิงเฉินแค่นหัวเราะในลำคอแผ่วเบา ไออุ่นจากฝ่ามือของเขาประคองข้างแก้มของนางไว้ "รุนแรงหรือ? สำหรับคนผู้นั้น ถือว่าน้อยไปด้วยซ้ำ ว่าنชิง... เจ้าคือดวงใจของเปิ่นหวาง (อ๋องเช่นข้า) แผ่นดินนี้หากผู้ใดกล้าแตะต้องเจ้า เปิ่นหวางพร้อมจะเผามันให้ราบเป็นหน้ากลองอยู่แล้ว"
คำกล่าวที่เปี่ยมด้วยความคลั่งรักและดุดันนี้ มิใช่คำหวานพร่ำเพรื่อ หากแต่คือกฎเหล็กที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งแคว้น สตรีในใต้หล้าต่างหวาดกลัวท่านอ๋องประจิมผู้กระหายเลือด ทว่าสำหรับสตรีในอ้อมกอดนี้ เขากลับยอมสยบแทบเท้า มอบอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในจวนอ๋องให้ โดยไม่มีข้อแม้ใดๆ ทั้งสิ้น
ในวินาทีนั้นเอง ความไว้วางใจอันไร้ขอบเขตได้หลอมรวมดวงใจของทั้งสองดวงเข้าด้วยกัน อำนาจในเรือนหลังตกเป็นของสวี่ว่านชิงอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีผู้ใดกล้าท้าทายอำนาจของฮูหยินเอกผู้นี้อีกต่อไป
ทว่า... ความเงียบสงบมักเป็นสัญญาณเตือนภัยของพายุลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัว
*ปัง!*
เสียงทุบประตูห้องโถงด้านนอกดังสนั่นหวั่นไหว ตามมาด้วยฝีเท้าเร่งรีบของพ่อบ้านใหญ่ที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าลงแทบเท้าด้วยความตื่นตระหนกจนตัวสั่นเทา
"ท่านอ๋อง! ฮูหยิน! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" พ่อบ้านละล่ำละลักละลานละลอกละลอย ละล่ำละลักกล่าวด้วยน้ำเสียงขาดห้วง "ราชโองการด่วนจากในวังหลวง... ฮ่องเต้ทรงมีพระราชประสงค์ให้ท่านอ๋องนำกองทัพบุกประชิดชายแดนเหนือทันทีในคืนนี้... และ... และมีรับสั่งให้ปลดสวี่ว่านชิงออกจากตำแหน่งฮูหยินเอก เนื่องจากต้องสงสัยว่ามีส่วนพัวพันกับการกบฏของตระกูลสวี่!"
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลงเฟิงเฉินพลันมลายหายไปในพริบตา ดวงตาดำสนิทคู่นั้นแปรเปลี่ยนเป็นความมืดมิดดุจรัตติกาลอันไร้ก้นบึ้ง ไอสังหารแผ่ซ่านพวยพุ่งออกมาราวกับสัตว์ป่าที่ถูกปลุกให้ตื่นจากการจำศีล
ในขณะที่สวี่ว่านชิงมิได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นางเพียงหรี่ตาลงเล็กน้อย มองไปยังราชโองการในมือของพ่อบ้านที่มีตราประทับสีชาดขององค์ชายสามหลงจิ้งเด่นชัด
*เกมการเมืองในราชสำนัก... เพิ่งเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง*
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านช่วงเวลาอันเข้มข้นนี้ไปพร้อมกับพงศาวดารมีชีวิตเสมอนะครับ
ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าขาดจากท่านอ๋องก(ล)บฏ•ตอนที่ 13
รุ่งอรุณแห่งความเปลี่ยนแปลง
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าขาดจากท่านอ๋องก(ล)บฏ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!