กลิ่นหอมกรุ่นของสุราดอกท้อหมักหมื่นลี้ถูกคละเคล้าด้วยไอร้อนจากเตาผิงทองเหลืองลายวิหคสวรรค์ ทว่าบรรยากาศภายในตำหนักรับรองฤดูใบไม้ผลิกลับเยียบเย็นเสียยิ่งกว่าน้ำค้างกลางคิมhuf; หลิวซูจิ่ง องค์ชายสามแห่งแคว้น ประทับอยู่ ณ เบื้องบนด้วยรอยยิ้มที่เคลือบไว้ด้วยยาพิษ สายตาคมปลาทูคู่นั้นกวาดมองผ่านหมู่มวลขุนนางและสตรีสูงศักดิ์ ก่อนจะมาหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างเพรียวบางในชุดกระโปรงผ้าแพรปักลายกิ่งเหมยสีชาด สวี่ว่านชิง... สตรีผู้ซึ่งในยามนี้มิได้เป็นเพียงแค่อนุภรรยาตกกระป๋องในสายตาผู้ใด หากแต่เป็นหมากตัวสำคัญที่อาจพลิกกระดานอำนาจทั้งหมดในราชสำนักได้ในคราเดียว
"ฮูหยินเอกสวี่... เหล้าจอกนี้ ข้าในฐานะพี่เขย ย่อมต้องคารวะต้อนรับเจ้าสู่ความรื่นรมย์ในค่ำคืนนี้สักครา"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำแต่เจือแววคุกคามดังขึ้นท่ามกลางเสียงบรรเลงพิณโบราณ องค์ชายสามยกจอกสุราขึ้นสูง ทว่าปลายนิ้วที่เรียวยาวกลับบีบขอบจอกแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวโพลน รอบกายของพระองค์เต็มไปด้วยองครักษ์เงาที่แฝงตัวอยู่ตามเสาไม้จันทน์หอม ทว่าไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียงหายใจดังเกินควร
สวี่ว่านชิงมิได้สะทกสะท้าน ดวงตาดอกท้อคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อย นางเพียงคลี่ยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยสติปัญญาและความเยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปี นางรู้ดีว่าสุราในจอกนั้นมิใช่สุราธรรมดา หากแต่เป็น "อัคคีทมิฬ" ยาพิษไร้สีไร้กลิ่นที่หากดื่มเข้าไปเพียงครึ่งหยด เส้นชีพจรทั่วร่างจะแหลกสลายภายในหนึ่งก้านธูป
"องค์ชายทรงตรัสเกินไปแล้วเพคะ หม่อมฉันเป็นเพียงสตรีในเรือนหลัง ไฉนเลยจะกล้ารับไมตรีอันหนักอึ้งจากพระองค์" ว่านชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าทุกคำกลับคมกริบดั่งใบมีดซ่อนในแพรไหม "อีกประการ... กฎเกณฑ์ในจวนอ๋องประจิมเคร่งครัด สุรานอกเรือน... หม่อมฉันย่อมไม่กล้าแตะต้องตามอำเภอใจ"
"เจ้าปฏิเสธน้ำใจของข้าหรือ?" องค์ชายสามหรี่ตาลง รอยยิ้มบนพระพักตร์มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความดุดร้ายของสัตว์ป่าที่จ้องจะขย้ำเหยื่อ "หรือว่า... เจ้าคิดว่าหลงเฟิงเฉินจะปกป้องเจ้าได้ตลอดรอดฝั่ง? เขาในยามนี้กำลังเผชิญหน้ากับฎีกาถอดถอนจากเหล่าขุนนางฝ่ายเหนือ เจ้าคิดว่าสุนัขจนตรอกเช่นนั้น จะมีปัญญามาปกป้องสตรีที่ไร้ค่าในสายตาผู้อื่นได้อย่างนั้นหรือ!"
สิ้นคำพูดขององค์ชายสาม บรรยากาศในงานเลี้ยงพลันเงียบสงบลงราวกับป่าช้า บรรดาขุนนางต่างก้มหน้าหลบสายตา ไม่มีผู้ใดกล้าหาญพอที่จะยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเกมการเมืองระหว่างผู้มีอำนาจทั้งสองฝ่าย มู่หรงฮูหยินที่นั่งอยู่ไม่ไกลแอบยกมุมปากขึ้นอย่างสะใจ นางรอเวลานี้มาเนิ่นนาน—เวลาที่สวี่ว่านชิงจะต้องอับอายและพินาศย่อยยับด้วยน้ำมือขององค์ชายสาม
"หากหม่อมฉันจะลองดื่มดูเล่า... พระองค์จะทรงพอพระทัยขึ้นมาบ้างหรือไม่เพคะ?" ว่านชิงเอ่ยขึ้นพร้อมกับยื่นมือเรียวขาวดั่งหยกไปรับจอกสุราจากมือขององค์ชายสามอย่างเชื่องช้า
ดวงตาขององค์ชายสามเป็นประกายด้วยความยินดี องค์ชายสามรู้ดีว่าชัยชนะอยู่ในกำมือแล้ว ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ปลายนิ้วของนางกำลังจะสัมผัสโดนขอบจอกสุรานั้นเอง...
*โครม!*
ประตูบานใหญ่แกะสลักลายมหาราชห้าเล็บถูกถีบกระเด็นหลุดจากวงกบ เสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่ากลางฤดูร้อน! แรงลมมหาศาลพัดโหมกระหน่ำเข้ามาจนเปลวเทียนนับร้อยเล่มในห้องโถงไหววูบเกือบดับสิ้น กลิ่นอายสังหารอันเข้มข้นและเย็นยะเยือกแผ่พุ่งปกคลุมไปทั่วทุกตารางนิ้ว จนผู้คนในห้องต่างรู้สึกหายใจไม่ออกราวกับมีภูเขาหินมากดทับ
ร่างสูงสง่าในชุดคลุมยาวสีดำสนิทปักลายมังกรทมิฬด้วยดิ้นทองก้าวเข้ามาด้วยฝ่าเท้าที่มั่นคงและหนักแน่น ดวงตาคมกริบคู่นั้นดุจเหยี่ยวในยามค่ำคืนที่จ้องมองเหยื่อ มันเต็มไปด้วยความเยือกเย็น ดุร้าย และอำนาจที่ล้นเหลือจนผู้คนไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบตา—หลงเฟิงเฉิน ท่านอ๋องประจิมผู้กุมกองทัพพยัคฆ์ทมิฬปรากฏกายขึ้นแล้ว!
"ใครบังอาจ... ยื่นมือมาแตะต้องคนของเปิ่นหวาง?"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามจากขุมนรกดังขึ้นสะท้อนก้องในโถงกว้าง
ก่อนที่ผู้ใดจะทันได้ตั้งตัว ร่างของหลงเฟิงเฉินก็พุ่งวาบมาปรากฏอยู่เบื้องหน้าสวี่ว่านชิงดั่งภูตผี พระองค์ไม่แม้แต่จะชายตานององค์ชายสามผู้มีศักดิ์เป็นพระเชษฐา/อนุชา ฝ่ามือหนาที่สวมถุงมือหนังสีดำยื่นออกไปคว้าข้อมือของว่านชิงไว้ ก่อนจะดึงร่างบางเข้าหาตัวอย่างแรงจนแผ่นหลังของนางแนบชิดกับแผงอกกว้างที่กำยำและเปี่ยมด้วยไออุ่น ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของทุกคนในงาน
สวี่ว่านชิงชะงักไปเล็กน้อย นางเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา แววตาที่เคยเยือกเย็นและระแวดระวังของนางในยามนี้กลับไหววูบลงชั่วขณะ เมื่อได้เห็นร่องรอยความเหนื่อยล้าและความร้อนรนที่ฉาบอยู่ภายใต้ความดุร้ายของบุรุษผู้นี้
"ท่านอ๋อง..." องค์ชายสามฝืนยิ้มแห้งแล้ง สีพระพักตร์เปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำด้วยความโกรธเกรี้ยวและหวาดระแวง "เจ้าสาม... นี่เจ้าถึงกับบุกเข้ามาพังงานเลี้ยงเพื่อสตรีผู้นี้เชียวหรือ? นางเป็นเพียงอนุ..."
"นางไม่ใช่แค่อนุ" หงเฟิงเฉินเอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นจนถึงกระดูกดำ ดวงตาคมกริบหันไปจ้องมององค์ชายสามราวกับจะเฉือนเนื้ออีกฝ่ายเป็นชิ้นๆ "นางคือชายาเอก เป็นดวงใจ และเป็นสตรีเพียงคนเดียวในแผ่นดินนี้ที่เปิ่นหวางยอมคุกเข่าให้ หากผู้ใดบังอาจรินสุราพิษให้นางแม้แต่หยดเดียว... เปิ่นหวางจะสั่งให้กองทัพพยัคฆ์ทมิฬบดขยี้แคว้นส่วนที่เหลือของเจ้าให้ราบเป็นหน้ากลอง!"
คำประกาศิตอันเหี้ยมเกรียมและเต็มไปด้วยจิตสังหารนั้นทำเอาองค์ชายสามถึงกับถอยหลังกรูด พระพักตร์ซีดเผือดไร้สีเลือด บรรดาขุนนางต่างพากันหมอบกราบลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
ทว่า ในขณะที่ทุกคนกำลังตกตะลึงกับความคลั่งรักที่พร้อมจะเผาทุกสิ่งของท่านอ๋องนั้น หลงเฟิงเฉินกลับก้มลงกระซิบข้างใบหูของสวี่ว่านชิงด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงอย่างน่าประหลาด ทว่าแฝงไว้ด้วยความนัยที่ทำให้นางต้องหัวใจกระตุกวูบ
*"เจ้ากล้าดียังไงถึงเอาตัวเข้าแลกกับยาพิษของมัน... กลับไปจวนแล้ว เปิ่นหวางจะลงโทษเจ้าให้สาสมในค่ำคืนนี้"*
ว่านชิงเม้มริมฝีปากแน่น นางกำลังจะอ้าปากโต้แย้ง ทว่าจู่ๆ สายตาของนางก็เหลือบไปเห็นเงาร่างลึกลับที่สวมชุดสีเทาเข้มกำลังวิ่งหายออกไปทางประตูดังหลังตำหนัก พร้อมกับทิ้งห่อผ้าไหมสีขาวที่เปื้อนคราบโลหิตสดๆ เอาไว้บนพื้นหิมะ
นางจำตราประทับบนห่อผ้านั้นได้แม่นยำ... มันคือตราสัญลักษณ์ลับของสำนักหมอหลวงที่ถูกยุบไปเมื่อสิบปีก่อน!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านช่วงเวลาอันเข้มข้นนี้ไปพร้อมกับพงศาวดารมีชีวิตเสมอนะครับ
ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าขาดจากท่านอ๋องก(ล)บฏ•ตอนที่ 10
หมากตานี้ผู้ใดกำหนด
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าขาดจากท่านอ๋องก(ล)บฏ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!