"เกรงว่าสตรีที่ไร้ซึ่งสายโลหิตสูงส่ง แม้จะได้สวมอาภรณ์ปักดิ้นทองคำแท้สี่ส่วน ก็มิอาจปกปิดกลิ่นอายคาวเลือดจากห้องโอสถต่ำต้อยได้กระมังเพคะ"
สุ้มเสียงหวานหยาดเยิ้มทว่าแฝงเข็มพิษของฮูหยินรองมู่หรง ดังขึ้นท่ามกลางเสียงบรรเลงพิณเจ็ดสายอันเงียบเชียบในตำหนักรับรองวสันต์ บรรยากาศภายในงานเลี้ยงระดับสูงของพระราชสำนักพลันเยียบเย็นลงทันตา เหล่าคุณหนูและฮูหยินจากตระกูลขุนนางใหญ่ต่างหยุดพัดขนนกในมือ แวบหนึ่งมีประกายตาสมเพชเวทนาและรอคอยการชมดูความอับيายพุ่งตรงไปยังสตรีชุดผ้าไหมสีเมฆครามผู้กำลังรินสุชาอย่างเชื่องช้า
สวี่ว่านชิงมิได้เงยหน้าขึ้นทันที นางเพียงใช้ปลายนิ้วเรียวดั่งหยกขาวประคองจอกสุราเคลือบกระเบื้องลายครามหมุนวนเบาๆ กลิ่นหอมของดอกเหมยหลอมรวมกับกลิ่นอายความกดดันในราชสำนัก ช่างเป็นฉากหน้าที่จัดฉากไว้ต้อนรับนางโดยเฉพาะ หลังจากวันประกาศกฤษฎีกาแต่งตั้งพระชายาประจิม สตรีในเมืองหลวงต่างพร้อมใจกันมองนางเป็น 'หมากตัวประกอบ' ที่ท่านอ๋องผู้เหี้ยมโหดเก็บไว้ล้างซวยเพียงเท่านั้น
"ฮูหยินรองมู่กล่าวได้ลึกซึ้งยิ่งนัก..." สวี่ว่านชิงเอื้อnเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงใหญ่ นางเงยหน้าขึ้นสบตาคู่สนทนา รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากกลับทำให้บรรยากาศรอบกายหนาวเยือกยิ่งกว่าสายลมเหมันต์ "สายโลหิตสูงส่งที่ท่านกล่าวถึง เกรงว่าจะหมายถึงตระกูลมู่หรงผู้พี่ ที่บิดานั่งแท่นเสนาบดีคลังแต่กลับทุจริตเสบียงคลังทหารชายแดนจนทหารนับหมื่นต้องอดอยากในฤดูหนาวปีกล่อนั้นกระมัง? ช่างเป็นสายโลหิตที่... มีกลิ่นอายคาวเลือดและคราบน้ำตาของราษฎรตลบอบอวล เสียดายที่ต่อให้สวมชุดปักดิ้นทองคำแปดส่วน ก็มิอาจชะล้างความเน่าเฟะในกระดูกสันหลังออกไปได้"
"เจ้า!" มู่หรงหว่านเอินหน้าถอดสี ริมฝีปากสั่นระริกด้วยความโกรธเกรี้ยวจนปิ่นปักผมไข่มุกสั่นไหว นางไม่คาดคิดเลยว่าสตรีที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงแพทย์หญิงบ้านนอก จะกล้าหยิบยกเรื่องลับในราชสำนักมาตบหน้ากลางงานเลี้ยงฉลองพระราชสมภพเช่นนี้
"คำก็สายโลหิต สองคำก็ชาติกำเนิด..." คุณหนูใหญ่ตระกูลสวีผู้สนับสนุนฝ่ายองค์ชายสามรีบแทรกตัวเข้ามาเพื่อกู้หน้าให้สหาย ร่วมผสมโรงด้วยรอยยิ้มหยัน "ฮูหยินเอกผู้เลื่องชื่อแห่งจวนท่านอ๋องประจิม เหตุใดจึงใจแคบถือสาคำหยอกล้อเพียงนี้เล่าเพคะ? หรือเพราะท่านไม่เคยเข้าร่วมงานสังคมชั้นสูง จึงไม่รู้ว่ากาลเทศะของสตรีในเมืองหลวงเขาปฏิบัติกันเช่นไร รูปร่างหน้าตาก็สะสวยดีอยู่หรอก น่าเสียดายที่กิริยาวาจาไร้ซึ่งความอ่อนหวานดั่งดอกไม้ริมทาง แทบไม่คู่ควรกับตำแหน่งพระชายาเอกเคียงข้างท่านอ๋องผู้เกรียงไกรแม้แต่น้อย"
สายตาทุกคู่ในตำหนักจับจ้องมาที่สวี่ว่านชิงเป็นตาเดียว แรงกดดันมหาศาลจากอำนาจตระกูลใหญ่บีบคั้นเข้ามาจนแทบหายใจไม่ออก ทว่าสวี่ว่านชิงกลับมิได้แสดงอาการหวาดกลัวแม้แต่น้อย นางค่อยๆ วางจอกสุราลงบนโต๊ะไม้จันทน์เสียงดังกระทบเบาๆ ทว่าดังก้องกังวานในความเงียบ
"ดอกไม้ริมทางอย่างข้า... อย่างน้อยก็เติบโตด้วยหยาดฝนบริสุทธิ์จากฟ้าดิน หาใช่เติบโตด้วยการดูดกลืนเลือดเนื้อของราษฎรในเมืองหลวงเช่นพวกท่าน" สวี่ว่านชิงกวาดสายตาคมกริบดั่งใบมีดกวาดมองเหล่าคุณหนูผู้สูงศักดิ์ทีละคน "คุณหนูสวี ท่านกล่าวว่าข้าไม่คู่ควรกับท่านอ๋องประจิม... ช่างน่าขันยิ่งนัก ในวันที่กองทัพประจิมถูกศัตรูแคว้นเป่ยปิดล้อมสามด้านที่หุบเขาอูหลิง จนแม่ทัพนายกองต่างถอดใจ มีผู้ใดในตระกูลขุนนางสูงส่งเหล่านี้ยื่นมือเข้าช่วยบ้าง? หรือมีแต่พวกท่านที่นั่งจิบชาชมวิว ร่างฎีกาใส่ร้ายป้ายสีเพื่อตัดกำลังเสบียงของท่านอ๋องลับหลัง?"
"บังอาจ!" เสียงตวาดกร้าวจากองค์ชายสามหลงจิ้งที่ประทับอยู่ ณ เบื้องสูงฝั่งบุรุษดังขึ้นพร้อมกับแรงสะเทือนจากถ้วยชาที่ถูกกระแทก องค์ชายสามพระพักตร์ถมึงทึงด้วยความโทสะ ดวงตาคู่นคมดุจเหยี่ยวจ้องเขม็งมายังสวี่ว่านชิง "สวี่ว่านชิง เจ้าเป็นเพียงสตรีในเรือนหลัง กลับกล้ากล่าวหาขุนนางและราชâōนย์ด้วยวาจาเหลวไหลเช่นนี้ รู้อยู่แก่ใจหรือไม่ว่าโทษฐานหมิ่นพระเกียรติและใส่ร้ายราชสำนักคืออะไร!"
บรรยากาศในตำหนักพลันตกอยู่ในความเงียบงันชวนอึดอัด ไม่มีใครกล้าหายใจแรง องค์ชายสามเตรียมยกมือขึ้นเพื่อส่งสัญญาณให้องครักษ์เข้าควบคุมตัวนางทันที ความพยายามที่จะเหยียบย่ำสวี่ว่านชิงในวันนี้ได้ลุกลามกลายเป็นการเผชิญหน้าระหว่างอำนาจในราชสำนักและเกียรติยศของจวนอ๋องประจิมไปเสียแล้ว
รอยยิ้มเยдяเย็นผุดขึ้นที่มุมปากของสวี่ว่านชิง นางกำลังจะเอ่ยวาจาโต้กลับด้วยหลักฐานชิ้นสำคัญที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ ทว่า—
ฉับพลันนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นและทรงพลังดั่งเสียงกัมปนาทจากสนามรบก็ดังขึ้นจากเบื้องนอก ประตูไม้แกะสลักบานใหญ่ของตำหนักรับรองถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ความเกรงใจ สายลมเย็นเยือกจากภายนอกพัดพาเอากลิ่นอายโลหิตและไอสังหารอันเข้มข้นเข้ามาปกคลุมทั่วบริเวณจนทุกคนต้องสะดุ้งเฮือก
ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมปักลายมหาราชสีดำสนิทปักดิ้นทองคำลายพยัคฆ์ทะยานก้าวเข้ามา ใบหน้าคมคายดั่งเทพสงครามสลักเสลาด้วยความเย็นชาไร้ความปรานี นัยน์ตาดุร้ายคู่นั้นกวาดมองไปรอบตำหนักด้วยรัศมีกดดันที่ทำให้ขุนนางและคุณหนูทั้งหลายต่างพากันเข่าอ่อนทรุดลงคุกเข่าด้วยความหวาดกลัวโดยไม่ต้องมีผู้ใดเอ่ยปาก
หลงเฟิงเฉิน... ท่านอ๋องประจิมผู้กุมอำนาจกองทัพครึ่งประเทศ เสด็จมาถึงแล้ว
ร่างสูงหยุดยืนนิ่งอยู่เบื้องหลังสวี่ว่านชิง มือหนาเอื้อมออกไปแตะลงบนบ่าบอบบางของนางเบาๆ ทว่ามั่นคง ราวกับประกาศให้คนทั้งแผ่นดินได้ประจักษ์ว่าสตรีผู้นี้อยู่ภายใต้การคุ้มครองของพยัคฆ์ร้ายที่ดุร้ายที่สุดในแผ่นดิน ก่อนที่ดวงตาคมกริบดั่งใบมีดโกนจะหันไปจ้องมององค์ชายสามด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ยที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น
"น้องสาม..." สุ้มเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันทั้งหมดลงในประโยคเดียว "ภรรยาของเปิ่นหวัง... ใครหน้าไหนในที่นี้... บังอาจกล้าแตะต้องนางหรือ?"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านช่วงเวลาอันเข้มข้นนี้ไปพร้อมกับพงศาวดารมีชีวิตเสมอนะครับ
ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าขาดจากท่านอ๋องก(ล)บฏ•ตอนที่ 9
แผนซ้อนแผนในงานเลี้ยงวังหลวง
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าขาดจากท่านอ๋องก(ล)บฏ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!