คมศรดอกแรกแหวกม่านไหมปักลายเมฆาด้วยความเร็วระดับพายุหมุน มันปักเข้าสู่กรอบหน้าต่างรถม้าหลวงอย่างแม่นยำ ปลายลูกศรอาบยาพิษสีม่วงเข้มส่งกลิ่นหวานเอียนจนชวนคลื่นไส้ สวี่ว่านชิงไม่แม้แต่จะกะพริบตา นางเพียงเอียงศีรษะหลบวิถีมรณะนั้นเพียงเสี้ยวชุน นิ้วเรียวยาวดั่งลำหยกยังคงคีบถ้วยชาอุ่น ๆ ไว้มั่น ราวกับสิ่งที่พุ่งทะลุกรอบไม้เข้ามาเมื่อครู่เป็นเพียงกิ่งไม้แห้งที่ร่วงหล่นจากต้น ไม่ใช่ศาสตราวครหมายเอาชีวิต
"ดูเหมือนสุนัขที่เลี้ยงไว้ในเมืองหลวง จะร้อนใจอยากต้อนรับเราเร็วกว่ากำหนดเสียกระบวนนะครับ ฮูหยิน"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มในความมืดดังขึ้น หลงเฟิงเฉินมิได้ขยับกายหนี เขากลับรวบเอวบางของภรรยาเข้ามาแนบชิด ดวงเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายกวาดมองผ่านช่องม่านโปร่งออกไปภายนอก รอยยิ้มเยียบเย็นผุดขึ้นที่มุมปากหนา ทว่าแววตานั้นกลับไร้ซึ่งความปรานีโดยสิ้นเชิง
ขบวนเสด็จกลับจวนอ๋องประจิมในยามนี้ หาได้สงบราบคาบดั่งเช่นขามาไม่ ตั้งแต่ล่วงล้ำเข้าสู่เขตแดนรอยต่อระหว่างหัวเมืองกับเมืองหลวง กลิ่นอายความตายก็ลอยคละคลุ้งมากับสายลมหนาว กองกำลังไม่ทราบฝ่ายนับร้อยชีวิตในชุดดำสนิทอำพรางใบหน้า กระจายตัวอยู่บนยอดผาสูงชันสองข้างทาง ราวกับฝูงกาต้มน้ำเดือดที่พร้อมจะพ่นพิษใส่เหยื่อทุกเมื่อ
"ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้ท่านอ๋องเดินทางกลับอย่างเงียบเชียบ แต่องค์ชายสามกลับอดรนทนไม่ไหว ส่งมือสังหารเงาโลหิตมาต้อนรับเราเสียตั้งแต่หน้าประตูนครหลวงเช่นนี้ เกรงว่าเสบียงในคลังหลวงคงจะเลี้ยงดูสุนัขเหล่านี้อ้วนท้วนสมบูรณ์เกินไปกระมังครับ" สวี่ว่านชิงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏบนเรียวปากงาม นางปรายตามองลูกศรอาบยาพิษที่ปักอยู่บนเบาะรองนั่ง ก่อนจะแค่นเสียงเบาในลำคอ "พิษหุบเขาพันอสรพิษ... รสนิยมต่ำช้าเช่นนี้ มีเพียงสนมเอกมู่หรงและพวกพ้องในวังหลังที่มักจะสรรหามาใช้"
"ในเมื่อพวกมันอยากลองดีกับคมดาบของเปิ่นหวางนัก เปิ่นหวางก็จักสนองคุณให้สาสม"
หลงเฟิงเฉินสะบัดแขนเสื้อเพียงครั้งเดียว คมกระบี่ประจำกาย 'มังกรทมิฬ' ก็หลุดออกจากฝักพร้อมส่งเสียงก้องกังวานดั่งพยัคฆ์คำราม ออร่าความดุร้ายแผ่ซ่านกดดันบรรยากาศภายในรถม้าจนแทบหายใจไม่ออก ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ท่านอ๋องหนุ่มเตรียมจะพุ่งทะยานออกไปบัญชาการรบภายนอก สวี่ว่านชิงกลับยื่นมือเรียวไปแตะลงบนหลังมือหนาของสามีเอาไว้ก่อน
"ท่านอ๋องโปรดยั้งม้า... อย่าเพิ่งออกไปตอนนี้ครับ"
ดวงตาคู่คมหันกลับมามองสตรีตรงหน้าด้วยความฉงนเล็กน้อย "ว่านชิง? ข้างนอกนั่นกำลังระดมยิงเกาทัณฑ์ หากช้าไป ขบวนทหารองครักษ์ของเราอาจเสียหายหนัก"
"ปล่อยให้พวกมันได้ใจไปอีกสักเค่อเถอะครับ" สวี่ว่านชิงแย้มยิ้มบางเบา ดวงตาคู่สวยประกายแสงวิบวับดั่งกุนซือผู้กุมชัยชนะไว้ในกำมือ "หากท่านอ๋องออกไปฆ่าพวกมันจนหมดสิ้นตอนนี้ ทางราชสำนักย่อมมีข้ออ้างกล่าวหาว่าท่านใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุระหว่างเดินทางกลับ แต่ถ้าหากเราปล่อยให้พวกมันบุกเข้ามาถึงตัวรถม้า... และพบว่าสิ่งที่รออยู่หาใช่ความตายของพวกเรา แต่เป็น 'ของขวัญ' ที่ท่านอ๋องเตรียมไว้ต้อนรับราชvลานีเล่าครับ?"
หลงเฟิงเฉินชะงักไปชั่วขณะ ก่อนที่มุมปากหยักจะยกย่องขึ้นอย่างพึงพอใจ สามีภรรยาคู่นี้มักจะใจตรงกันในยามที่ต้องเชือดเฉือนศัตรูเสมอ ความโหดเหี้ยมของเขาผสานกับความล้ำลึกของนาง ช่างเป็นอาวุธที่น่ากลัวที่สุดในแผ่นดินนี้
*ฉึบ! ฉึบ! ฉึบ!*
เสียงเกาทัณฑ์ห่าใหญ่พุ่งแหวกอากาศปักลงมาหลังคารถม้าจนพรุน ไม้สนเนื้อดีเริ่มปริแตกตามแรงกระแทก เสียงฝีเท้าของม้าศึกและเสียงปะทะกันของดาบภายนอกดังสนั่นหวั่นไหว กลิ่นคาวเลือดเริ่มโชยทะลุผ่านม่านเข้ามาในตัวรถ ทว่าภายในห้องโดยสารแคบ ๆ นี้กลับมีเพียงความเงียบสงบอันน่าประหลาด
มือเรียวของสวี่ว่านชิงหยิบขวดหยกสีขาวเล็ก ๆ ออกมาจากแขนเสื้อ นางเปิดจุกไม้ออกอย่างใจเย็น ก่อนจะเทผงสีเทาอ่อนลงบนถ่านร้อนในกระถางไปป์ทองเหลือง กลิ่นหอมจาง ๆ คล้ายดอกเหมยหลอมรวมกับกลิ่นกำยานแผ่กระจายไปทั่วพื้นที่
"นี่คือ...?" หลงเฟิงเฉินหรี่ตาลง
"ยาสลายวิญญาณไร้ลักษณ์ครับ" สวี่ว่านชิงกล่าวเสียงนุ่ม "เพียงแค่สูดดมเข้าไปสามลมหายใจ ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ ก็จะไร้ซึ่งเรี่ยวแรงแม้แต่จะยกดาบขึ้นมาป้องกันตัว นานถึงหนึ่งชั่วยามเต็ม ๆ"
สิ้นคำพูดของนาง ม่านผ้าไหมหน้าประตูก็ถูกกระชากออกอย่างแรงด้วยปลายดาบคมกริบ เงาร่างของมือสังหารในชุดดำทะยานเข้ามาในรถม้าด้วยจิตสังหารเปี่ยมล้น หมายจะปลิดชีพเป้าหมายตรงหน้าในดาบเดียว
แต่น่าเสียดาย... ที่พวกมันสูดดลมหายใจเข้าไปเต็มปอดเรียบร้อยแล้ว
*ตุบ! ตุบ!*
ร่างของมือสังหารสองคนที่พุ่งเข้ามาล้มพับลงกับพื้นรถม้าทันที ดวงตาเบิกโพ้างด้วยความตื่นตระหนก ร่างกายแข็งทื่อ ขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่นิ้วเดียว พวกมันทำได้เพียงส่งเสียงอู้อี้ในลำคอด้วยความหวาดกลัวยามเมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่นคมดั่งพญายมของหลงเฟิงเฉิน
ท่านอ๋องหนุ่มไม่ได้ลงมือสังหารพวกมันทันที เขากลับใช้ปลายกระบี่เขี่ยหน้ากากผ้าสีดำออก เผยให้เห็นใบหน้าซีดเผือดที่มีรอยสักรูปงูพิษที่ต้นคอ ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ประจำหน่วยลับภายใต้สังกัดขององค์ชายสามหลงจิ้งอย่างชัดเจน
"หึ... เป็นสุนัขที่ซื่อสัตย์เสียจริง วิ่งมาตายให้เปิ่นหวางดูถึงที่" หลงเฟิงเฉินแค่นหัวเราะเสียงต่ำ
สวี่ว่านชิงขยับกายเข้าไปใกล้ร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของมือสังหาร นางโน้มตัวลงกระซิบข้างหูมันด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนดั่งพี่สาวข้างบ้าน แต่กลับทำให้คนฟังรู้สึกหนטสั่นไปถึงขั้วหัวกระดูก
"กลับไปทูลเจ้านายของพวกท่านด้วยนะว่า... ของขวัญที่ส่งมาต้อนรับ ฮูหยินผู้นี้รับไว้ด้วยความเต็มใจ และวันหน้า... เปิ่นกงจะส่งคืนให้เป็นร้อยเท่าพันทวีอย่างสาสมแน่นอนครับ"
นางเอื้อมมือไปหยิบป้ายหยกประจำตัวที่ห้อยอยู่ที่เอวของมือสังหารหัวหน้าหน่วยมาถือไว้ ก่อนจะโบกมือไล่ให้องครักษ์เงาที่ซ่อนอยู่จัดการลากศพและคนที่เหลือออกไปจากรถม้าอย่างเงียบเชียบ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ขบวนเดินทางเคลื่อนตัวต่อไปท่ามกลางความมืดมิดของราตรีที่โรยตัวลงมาปกคลุม ทว่าบรรยากาศรอบตัวกลับกดดันและอันตรายยิ่งกว่าเดิม
เบื้องหน้าคือประตูเมืองหลวงที่ปิดสนิท ทว่าท่ามกลางความมืดมิดหน้าประตูเมือง มีเงาร่างของขุนนางชั้นผู้ใหญ่ผู้หนึ่งยืนรอรับเสด็จอยู่ พร้อมกับกองทหารราชองครักษ์หลวงที่ถือคบเพลิงสว่างไสว และในมือของขุนนางผู้นั้น... คือราชโองการลับฉบับใหม่ที่ประทับด้วยลัญจกรหยกมังกรทอง ซึ่งถูกส่งตรงมาจากพระราชวังต้องห้ามกลางดึกสงัดเช่นนี้!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านช่วงเวลาอันเข้มข้นนี้ไปพร้อมกับพงศาวดารมีชีวิตเสมอนะครับ
ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าขาดจากท่านอ๋องก(ล)บฏ•ตอนที่ 23
เดินทางกลับเมืองหลวงด้วยความระแวง
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าขาดจากท่านอ๋องก(ล)บฏ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!