"หากการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของหม่อมฉัน ต้องแลกมาด้วยการสละชีพในท้องพระโรงแห่งนี้ ฝ่าบาท... ขอพระองค์ทรงทอดพระเนตรดูให้ชัดเจนเถอะพ่ะย่ะค่ะ ว่าความอยุติธรรมกำลังกลืนกินราชสำนักต้าหลี่ไปถึงไหนแล้ว"
เสียงของสวี่ว่านชิงกังวานใส ทว่าหนักแน่นดั่งระฆังสำริดที่ถูกตีกลางมหาท้องพระโรง กลิ่นอายความกดดันระดับอัฐิแทบกลายเป็นผุยผงแผ่ซ่านไปทั่วทิศ
เบื้องบนพระแท่นมังกร ฮ่องเต้หลงจงผู้มีพระพักตร์ซีดเซียวจากการประชวรเรื้อรัง ทรงกำพนักเก้าอี้แน่นจนข้อพระกรปูดโปน ดวงเนตรหรี่แคบมองสตรีผู้ยืนหยัดอย่างองอาจเบื้องล่าง นางสวมชุดกระโปรงยาวปักลายหงส์คู่เมฆา สีชาดเข้มตัดกับผิวขาวราวกระเบื้องเคลือบ ปิ่นหยกมันแพะบนมวยผมสั่นไหวเล็กน้อยตามจังหวะการหายใจที่สงบนิ่ง ไร้ซึ่งร่องรอยความหวาดกลัว แม้เบื้องขวาคือองค์ชายสามหลงจิ้งผู้แย้มยิ้มเยาะด้วยความมั่นใจ และเบื้องซ้ายคือเหล่าขุนนางฝ่ายกราบทูลที่พร้อมใจกันประณามนางว่าเป็น 'กบฏวางยา'
ถ้วยกระเบื้องเคลือบสีฟ้าครามลวดลายปลาคาร์พคู่ ว่างสงบนิ่งอยู่บนโต๊ะไม้จันทน์หอมตรงหน้า ทว่าภายในถ้วยนั้นบรรจุของเหลวสีอำพันเข้มข้น ซึ่งทุกคนในที่นี้ต่างรู้ดีว่าเป็น 'พิษสหัสวรรษ' พิษโบราณที่ไร้ซึ่งยาแก้ในแผ่นดิน ผู้ใดดื่มเพียงครึ่งหยด ลำไส้จะขาดร่อน ภายในเจ็ดทิวาราตรีโลหิตจะไหลทวารทั้งเจ็ดจนสิ้นใจ
"สวี่ว่านชิง... เจ้าช่างกล้าหาญนัก" องค์ชายสามหลงจิ้งก้าวออกมาครึ่งก้าว รอยยิ้มเยียบเย็นปรากฏที่มุมปาก ดวงตาคมกริบทอประกายเหี้ยมเกรียม "หลักฐานส่อชัดว่าเจ้าแอบลักลอบนำสมุนไพรต้องห้ามออกจากคลังหลวง อนุภรรยาในจวนอ๋องประจิมอย่างเจ้า สมคบคิดกับหลงเฟิงเฉินผู้เป็นสวามี วางแผนปลิดชีพฝ่าบาทเพื่อเปิดทางให้กองทัพประจิมเคลื่อนพลเข้าเมืองหลวง ยังมีหน้ามากล่าวอ้างความยุติธรรมอีกหรือ"
คำกล่าวหานี้ร้ายกาจนัก มันไม่ใช่แค่การปรักปรำบุคคล แต่เป็นการชักศึกเข้าบ้านและดึงเอาอำนาจทหารในมือท่านอ๋องประจิมมาเป็นเครื่องมือประหารชีวิตตระกูลหลงทั้งพรรคพวก
สวี่ว่านชิงไม่สะทกสะท้าน มุมปากของนางกลับคลี่ออกเป็นรอยยิ้ม... รอยยิ้มที่ทำให้บรรยากาศรอบกายหนתหนาวเหน็บลงอย่างฉับพลัน เป็นรอยยิ้มเยือกเย็นดั่งสายลมหนาวพัดผ่านทุ่งหิมะพันลี้ นางปรายตาคมกริบมององค์ชายสาม ราวกับกำลังมองดูตัวตลกที่กำลังเต้นเร้นอยู่บนลานประหาร
"องค์ชายสามทรงปักปรำเก่งกาจยิ่งนัก สมกับที่ทรงศึกษาตำราพิชัยสงครามมาหลายปี" สวี่ว่านชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ความสั่นเครือ "แต่ท่านคงลืมไป... ว่าข้าคือใคร"
นางก้าวเท้าเข้าไปใกล้โต๊ะไม้จันทน์หอมช้าๆ อาภรณ์สีชาดสะท้อนแสงไฟจากคบเพลิงในท้องพระโรงจนดูราวกับหยาดโลหิตที่ไหลริน มือเรียวบางดั่งลำหยกเอื้อมไปสัมผัสถ้วยกระเบื้องเคลือบที่มีพิษร้ายแรงถึงชีวิต ความเงียบงันเข้าปกคลุมท้องพระโรงทันที เหล่าขุนนางต่างกลั้นหายใจ แม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องโน้มพระวรกายมาข้างหน้าด้วยความระทึก
"เจ้าจะทำอะไร!" องค์ชายสามขมวดคิ้วเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างที่ควบคุมไม่ได้
"หม่อมฉันจะพิสูจน์ให้ฝ่าบาทและใต้เท้าทั้งหลายได้เห็น..." สวี่ว่านชิงกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวาน นัยน์ตาดำขลับสะท้อนภาพถ้วยยาพิษอย่างแน่วแน่ "...ว่าสิ่งที่เรียกว่า 'ยาแก้พิษสหัสวรรษ' ที่ใต้เท้าฝ่ายอาลักษณ์กราบทูลเมื่อครู่ แท้จริงแล้วเป็นเพียงน้ำต้มสมุนไพรบำรุงธาตุที่ถูกใส่ร้ายป้ายสี!"
สิ้นคำ นางยกถ้วยกระเบื้องขึ้นจรดริมฝีปาก ท่ามกลางเสียงอุทานด้วยความตกใจของมหาดเล็กและนางกำนัลรอบด้าน
*อึก...*
ของเหลวสีอำพันถูกกลืนลงคออย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย สวี่ว่านชิงหลับตาลงชั่วพริบตาเพื่อรับรสชาติขมปร่าที่แผ่ซ่านลงสู่ลำคอ ความร้อนผ่าวสายหนึ่งวิ่งพล่านไปทั่วร่างราวกับไฟแผดเผา แต่นางผู้เป็นอดีตแพทย์หญิงยอดกุนซือผู้เคยผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วนย่อมรู้ดีว่า ภายในร่างกายของนางเวลานี้กำลังเกิดอะไรขึ้น
ก่อนหน้านี้สามวัน นางแอบทาน 'เม็ดายาเก้าวิญญาณคุ้มกันโลหิต' ที่ปรุงขึ้นเองจากตำรับโบราณที่สาบสูญ ยาเม็ดนั้นถูกย่อยสลายและเคลือบกระเพาะอาหารไว้หมดสิ้นแล้ว พิษสหัสวรรษต่อให้ร้ายกาจเพียงใด ก็ไม่อาจทำลายเส้นชีพจรของนางได้ นอกเสียจากจะทำให้ร่างกายนagisเซเล็กน้อยเพื่อตบตาผู้คน
*พรึ่บ!*
สวี่ว่านชิงทรุดกายลงคุกเข่าเบื้องพระพักตร์ฮ่องเต้ มือข้างหนึ่งกุมหน้าอกไว้ ใบหน้าขาวเนียนเริ่มปรากฏเหงื่อกาฬผุดพราย ริมฝีปากซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด ทว่าดวงตายังคงเปล่งประกายความเย่อหยิ่งทระนงไม่เสื่อมคลาย นางแกล้งกระอักโลหิตออกมาเล็กน้อย สีแดงฉาดหยดลงบนพื้นหินอ่อนสีขาวสะอาดตา ตัดกันอย่างน่ากลัว
"ฝ่าบาท... ทรงทอดพระเนตรเถอะพ่ะย่ะค่ะ... ยาพิษนี้... ช่างฤทธิ์รุนแรงนัก..." นางแสร้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงขาดห้วง ราวกับลมหายใจกำลังจะขาดร่อนลงทุกขณะ
องค์ชายสามยิ้มกริ่มอย่างได้ใจ ก้าวออกมาประสานมือคำนับ "ฮ่องเต้! นางสารภาพด้วยการกระทำแล้ว! นางดื่มพิษเข้าไปเพื่อหนีความผิดฐานกบฏ ขอพระองค์โปรดมีพระราชโองการประหารชั่วโคตรตระกูลสวี่และกวาดล้างพรรคพวกของอ๋องประจิมทันที!"
ฮ่องเต้หลงจงทรงขมวดพระพักตร์แน่น ความลังเลฉายชัดในแววตา พระองค์ทรงโปรดปรานความยุติธรรม แต่วินาทีนี้หลักฐานประจักษ์ชัดคาตา สตรีผู้นี้ดื่มพิษเข้าไปแล้ว และกำลังจะสิ้นใจตายอยู่เบื้องพระพักตร์!
ทว่า... ในวินาทีที่ทุกคนคิดว่าเกมนี้สวี่ว่านชิงเดินหมากพลาดจนต้องสังเวยชีวิตตนเองนั้นเอง...
รอยยิ้มที่มุมปากของสวี่ว่านชิงก็กลับลึกขึ้นอีกระดับ นางไม่ได้แสดงอาการใกล้ตายอย่างที่ควรจะเป็น แต่นางกลับค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สบตากับองค์ชายสามตรงๆ ดวงตาคู่นั้นไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย มีเพียงความเยือกเย็นดุจน้ำแข็งขั้วโลกที่แฝงไว้ด้วยคมมีดซ่อนเร้น
"องค์ชายสามทรงร้อนรนเกินไปแล้วกระมัง..." สวี่ว่านชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติ เสียงที่ไม่มีความสั่นพร่าแม้แต่น้อย
ทุกคนในท้องพระโรงชะงักกึก บรรยากาศรอบกายพลันเย็นเยียบลงจนน่าขนลุก
สวี่ว่านชิงค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม รอยเลือดที่มุมปากถูกปาดออกด้วยปลายนิ้วเรียวอย่างไม่แยแส ริมฝีปากที่ซีดเผือดเมื่อครู่กลับมามีสีระเรื่อขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ นางสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นอายความกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างบอบบางนี้ กลับทรงพลังยิ่งกว่าแม่ทัพที่ถืออาวุธนับแสนนาย
"เจ้า... เจ้าไม่ตายหรือ?" องค์ชายสามถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือกราวกับเห็นผีกลางวันแสกๆ
"พิษสหัสวรรษอันลือลั่น ที่แท้ก็เป็นเพียงน้ำต้มรากบัวผสมสารหนูเจือจางที่ท่านแอบสอดมือเข้ามาในห้องเครื่อง เพื่อใส่ร้ายหม่อมฉัน..." สวี่ว่านชิงกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวานใส กราดสายตามองขุนนางฝ่ายที่สนับสนุนองค์ชายสามทีละคน จนทุกคนต้องหลบสายตา "น่าเสียดาย... ที่หม่อมฉันเติบโตมาในตระกูลแพทย์ เรียนรู้สมุนไพรมาตั้งแต่จำความได้ พิษแค่นี้... เทียบเท่ากับน้ำแกงจืดชามหนึ่งเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ!"
สิ้นเสียงของนาง ความโกลาหลก็บังเกิดขึ้นในท้องพระโรงทันที ขุนนางหลายคนเริ่มกระซิบกระซาบด้วยความตื่นตระหนก ฮ่องเต้ทรงทุบพระหัตถ์ลงบนโต๊ะมังกรด้วยความกริ้ว "นี่มันเรื่องอะไรกัน! ใคร่ครวญให้ดี! ใครบังอาจกล้าเล่นละครตบตาเบื้องสูง!"
ก่อนที่ความวุ่นวายจะลุกลามไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ดังขึ้นจากนอกท้องพระโรง
*กรับ... กรับ... กรับ...*
เสียงรองเท้าบูทหนังหุ้มข้อกระทบพื้นหินอ่อนดังเป็นจังหวะ ทรงพลังและทรงอำนาจ ทุกย่างก้าวที่เดินเข้ามาทำให้บรรยากาศในท้องพระโรงดิ่งฮวบลงราวกับตกอยู่ในลานประหารกลางฤดูหนาว
มหาดเล็กหน้าประตูประกาศเสียงสั่นเครือ "ทะ... ท่านอ๋องประจิม เสด็จ——!"
ร่างสูงสง่าในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายมังกรทองดิ้นเงิน ปลายชายผ้าคลุมสะบัดตามแรงก้าวเดิน ใบหน้าคมคายดุจเทพสลัก เย็นชา ไร้ความรู้สึก และแฝงไว้ด้วยจิตสังหารที่รุนแรงจนแทบทำให้คนหายใจไม่ออก ดวงตาคู่คมดั่งเหยี่ยวป่ากวาดมองไปรอบท้องพระโรง ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างบางของสวี่ว่านชิงที่ยืนยิ้มรออยู่
หลงเฟิงเฉินก้าวเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างชายาเอกของตน มือหนาเอื้อมไปโอบเอวบางไว้ด้วยความทะนุถนอม ทว่าสายตากลับคมกริบราวกับใบมีดที่พร้อมจะเชือดเฉือนคอทุกคนที่บังอาจมองมาที่นาง
"ใครหน้าไหน..." เสียงทุบต่ำเยือกเย็นดุจน้ำแข็งจากก้นบึ้งขุมนรกดังขึ้นจากปากของท่านอ๋องประจิม "...ที่กล้าบังอาจรังเกียจชายาของเปิ่นหวาง?"
องค์ชายสามหน้าถอดสี ถอยหลังกรูดจนเกือบสะดุดชายผ้าตัวเอง
และในวินาทีนั้นเอง ประตูบานใหญ่ด้านหลังท้องพระโรงก็ถูกเปิดผางออกอีกครั้ง พร้อมกับทหารองครักษ์หลวงที่แบกร่างโชกเลือดของพยานปากเอกฝ่ายองค์ชายสามเข้ามาโยนลงกับพื้น พร้อมกับแผ่นป้ายคำสั่งลับที่มีตราประทับประจำพระองค์ขององค์ชายสามร่วงหล่นลงต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้
---
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านช่วงเวลาอันเข้มข้นนี้ไปพร้อมกับพงศาวดารมีชีวิตเสมอนะครับ
ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าขาดจากท่านอ๋องก(ล)บฏ•ตอนที่ 35
ยาแก้พิษสหัสวรรษ
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าขาดจากท่านอ๋องก(ล)บฏ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!