ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าขาดจากท่านอ๋องก(ล)บฏ•ตอนที่ 36

กองทัพประจิมปิดล้อมเมืองหลวง

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
"ฝ่าบาททรงมีพระราชประสงค์ให้ท่านอ๋องถอดฉลองพระองค์และคุกเข่ารับพระราชโองการ ณ ท้องพระโรงหลวง... เพียงลำพัง" น้ำเสียงของขันทีเฒ่าจ้าวผู้กุมอำนาจในวังหลวงราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ทว่าทุกคำที่เอื้อnนเอ่ยกลับหนักหน่วงราวนำแท่งเหล็กมาถ่วงลงบนแผ่นอก ท่ามกลางบรรยากาศในห้องโถงใหญ่จวนอ๋องประจิมที่เงียบงันจนได้ยินกระทั่งเสียงหยดน้ำจากนาฬิกาแดดด้านนอก หลงเฟิงเฉินไม่แม้แต่จะชายตากองฎีกาหรือราชโองการสีเหลืองทองอร่ามที่วางอยู่บนพานแกะสลักลวดลายมังกร ดวงเนตรคมกริบดั่งพญาอินทรีของท่านอ๋องกวาดมองข้ามผ่านร่างขันทีเฒ่า ไปหยุดอยู่ที่เงาร่างบอบบางของสตรีผู้หนึ่งซึ่งยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลังฉากกั้นผ้าแพรปักลายเหมันต์ สวี่ว่านชิงในอาภรณ์สีหมอกปักดิ้นเงินลายเมฆาล้อมจันทร์ยังคงถือตำราสมุนไพรในมือขวา ปลายนิ้วเรียวยาวไม่ได้สั่นเทาแม้แต่น้อย นางรับรู้ได้ถึงคลื่นลมอันบ้าคลั่งที่กำลังโหมกระหน่ำอยู่เบื้องนอกกำแพงเมืองหลวง การเดินหมากขององค์ชายสามหลงจิ้งและกลุ่มขุนนางเก่าแก่บีบให้วังหลวงต้องเลือกข้างอย่างรวดเร็ว และการเรียกตัวท่านอ๋องผู้กุมกองทัพประจิมเข้าวังในยามวิกาลเช่นนี้ มิใช่การเรียกเพื่อเข้าเฝ้า... แต่มันคือการ "จับกุมในนามแห่งกฎมณเฑียรบาล" "เพียงลำพังกระนั้นหรือ?" หลงเฟิงเฉินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำดังก้องกังวานราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มที่ถูกต้อนให้จนมุม รอยยิ้มเยาะหยันผุดขึ้นที่มุมพระโอษฐ์หนา "ฮ่องเต้ทรงประชวรหนักจนแม้แต่จะลุกขึ้นนั่งยังต้องอาศัยโอสถประคอง องค์ชายสามต่างหากเล่าที่เป็นผู้กุมพระราชสาส์นฉบับนี้ไว้ในมือ" ขันทีเฒ่าจ้าวสะดุ้งเล็กน้อยยามสบเข้ากับดวงเนตรที่เปี่ยมด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น รีบก้มหน้าลงต่ำจนคางชิดอก "ท่านอ๋องโปรดระวังพระวาจา... พระราชโองการนี้ประทับตราหยกหลวงอย่างถูกต้องทุกประการ หากขัดขืนย่อมถือเป็นกบฏแผ่นดิน" "กบฏ?" หลงเฟิงเฉินแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงนั้นเย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งในยามเหมันต์ พระหัตถ์หนายื่นไปหยิบถ้วยชาเคลือบกระเบื้องสีเขียวไข่กาขึ้นมาหมุนเล่นช้าๆ "เปิ่นหวางนำทัพนับแสนปกป้องพรมแดนประจิม เลือดเนื้อของเหล่าทหารหาญย้อมผืนทรายจนแดงฉาน เพื่อให้พวกขุนนางหนอนหนังสือในเมืองหลวงได้นั่งเสวยสุขบนเบาะนุ่มๆ เช่นนั้นหรือ? วันนี้พวกมันกลับกล้าใช้คำว่ากบฏมาตัดสินเปิ่นหวาง" ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดจนแทบขาดผึ่ง สวี่ว่านชิงก็ก้าวเท้าพ้นจากฉากกั้นออกมาเบื้องหน้า นางส่งสัญญาณสายตากลบเกลื่อนความกังวลให้สามีเพียงชั่วพริบตา ก่อนจะหันไปประสานมือคารวะขันทีเฒ่าด้วยกิริยาอันงดงามตามแบบแผนสตรีสูงศักดิ์ "ใต้فلขันทีโปรดรอสักครู่..." สวี่ว่านชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าทรงอำนาจในตัว "ท่านอ๋องทรงเหน็ดเหนื่อยจากการตรวจราชการกองทัพมาตลอดเส้นทาง ย่อมต้องใช้เวลาผลัดเปลี่ยนฉลองพระองค์ชุดทางการสักครู่ ข้าพเจ้าในฐานะฮูหยินเอกจักเป็นผู้ดูแลความเรียบร้อยให้พระองค์เอง" ขันทีเฒ่าจ้าวเหลือบมองสตรีตรงหน้าด้วยความหวาดระแวง แม้สวี่ว่านชิงจะมีชื่อเสียงเลื่องลือในฐานะหมอหญิงผู้ช่วยชีวิตผู้คนนับหมื่นที่ชายแดน ทว่าในสายตาของราชสำนัก นางเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่ถูกส่งมาแต่งงานเพื่อผูกขาดอำนาจ ทว่าแววตาที่เยือกเย็นและรอยยิ้มที่อ่านไม่ออกของนาง กลับทำให้ขันทีเฒ่ารู้สึกหนสันหลังวาบอย่างประหลาด "เช่นนั้น... บ่าวขอเวลาหนึ่งเค่อ หากเกินกว่านั้น เกรงว่าราชองครักษ์เสื้อแพรคงต้องเป็นผู้เข้ามาอัญเชิญท่านอ๋องด้วยตนเอง" ขันทีเฒ่ากล่าวทิ้งท้ายก่อนจะถอยร่นออกไปยืนรอ ณ ระเบียงด้านนอก ทันทีที่บานประตูไม้แกะสลักปิดสนิท หลงเฟิงเฉินก็ผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้จันทน์ พระหัตถ์ใหญ่เอื้อมมารวบเอวบางของภรรยาเข้าหาตัวทันที แรงกอดนั้นแน่นหนาราวกับต้องการหลอมรวมร่างของนางให้จมหายไปกับแผ่นอก กลิ่นอายบุรุษและกลิ่นคาวเลือดจางๆ จากสนามรบผสมผสานกับกลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรจีนบนกายของนาง "เจ้าไม่ควรออกมารับหน้า" เสียงกระซิบพร่าต่ำดังอยู่ข้างใบหูของนาง "ข้างนอกนั่น... องค์ชายสามเคลื่อนพลกองกำลังพิทักษ์นครหลวงเข้าปิดล้อมจวนเราไว้หมดแล้ว" สวี่ว่านชิงไม่ได้ดิ้นรนขัดขืน นางปล่อยให้ตนเองจมอยู่กับอ้อมกอดที่มั่นคงนั้น ปลายนิ้วเรียวยาวเอื้อมไปแตะลงบนรอยยับที่หัวคิ้วของเขาอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่อ่อนโยนทำให้ความดุร้ายในแววตาของท่านอ๋องผ่อนคลายลงทีละน้อย "หม่อมฉันทราบเพคะว่าท่านอ๋องทรงเตรียมการรับมือไว้ล่วงหน้าแล้ว" สวี่ว่านชิงเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตานั้นเปล่งประกายความฉลาดเฉลียวดั่งห้วงน้ำลึกที่ซ่อนกระแสน้ำวนอันเชี่ยวกราก "กองกำลังพิทักษ์นครหลวงมีทหารเพียงสามหมื่นนาย แต่กองทัพประจิมของท่านอ๋องประจำการอยู่นอกกำแพงเมืองด้านทิศเหนือถึงห้าหมื่นนาย... องค์ชายสามคิดว่าตนเองเป็นผู้ปิดล้อม แต่แท้จริงแล้ว เขากกำลังเดินเข้าไปในถ้ำเสือต่างหาก" หลงเฟิงเฉินแย้มพระสรุปออกมาด้วยความพึงพอใจ ภรรยาผู้นี้ไม่เคยทำให้เขาผิดหวัง นางมองเกมการเมืองทะลุปรุโปร่งยิ่งกว่ากุนซือเฒ่าในห้องทรงงานเสียอีก พระหัตถ์หนายกขึ้นลูบเรือนผมนุ่มสลวยของนางอย่างทะนุถนอม "เจ้าฉลาดเกินไปแล้ว ว่านชิง... จนบางครั้งเปิ่นหวางนึกอยากซ่อนเจ้าไว้ในห้องลับ ไม่ให้ผู้ใดได้ยลโฉมหรือรับรู้สติปัญญาของเจ้าอีก" "หากท่านซ่อนหม่อมฉัน เกรงว่าแผนการที่จะตลบหลังองค์ชายสามในคืนนี้คงไม่มีผู้ใดเดินหมากแทนท่านแล้วกระมังเพคะ" นางยิ้มบางๆ ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังจะอบอวลไปด้วยความหวานล้ำท่ามกลางพายุวิกฤต เสียงหวีดหวิวแหลมสูงก็กรีดแทรกผ่านความเงียบยามค่ำคืนเข้ามา *หวีดดดดด——!* เสียงนกหวีดศาลากลางดังลั่นสะท้อนก้องไปทั่วท้องฟ้าเหนือเมืองหลวง ราวกับเสียงกรีดร้องของภูตผีในขุมนรก หลงเฟิงเฉินชะงักฝีพระบาทที่กำลังจะก้าวเดิน ดวงเนตรคมกริบเปลี่ยนเป็นสีนิลเข้มดุจรัตติกาลในทันที สวี่ว่านชิงเองก็หันขวับไปมองยังทิศทางของพระราชวังหลวงที่บัดนี้ปรากฏแสงคบเพลิงสว่างวาบเป็นทางยาวนับหมื่นดวง *ตูม!* เสียงระเบิดก้องกังวานจากทิศประตูใหญ่ของเมืองหลวงตามมาติดๆ แรงสั่นสะเทือนทำเอาหน้าต่างกระดาษสาในจวนอ๋องสั่นไหวอย่างรุนแรง "เกิดอะไรขึ้น?" สวี่ว่านชิงขมวดคิ้วมุ่น ขันทีเฒ่าจ้าวที่เพิ่งวิ่งหน้าตาตื่นกลับเข้ามาในห้องโถงด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด เข่าทั้งสองข้างทรุดฮวบลงกับพื้นหินอ่อนโดยไม่1รักษากิริยา "ทะ... ท่านอ๋อง! ฮูหยิน! กะ... เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ขันทีเฒ่าละล่ำละลักละลอกพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "กองทัพประจิม... กองทัพประจิมของท่านอ๋อง... บุกเข้ามาถึงหน้าประตูพระราชวังแล้วพ่ะย่ะค่ะ! พวกมันใช้เวลาเพียงชั่วพริบตาเดียวในการทะลวงแนวป้องกันทั้งหมด!" หลงเฟิงเฉินปรายตามองขันทีเฒ่าที่กำลังตัวสั่นเทานั้น ก่อนจะค่อยๆ ยกมุมพระโอษฐ์ขึ้นเป็นรอยยิ้มเยียบเย็นที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่สวี่ว่านชิงเคยเห็นมา "เปิ่นหวางยังไม่ได้สั่งการเคลื่อนพล..." หลงเฟิงเฉินเอמהขึ้นเสียงต่ำ ทว่าทุกคำกลับหนักแน่นราวน้ำหนักของขุนเขา "แล้วใครกัน... ที่เป็นผู้ออกคำสั่งให้กองทัพประจิมบุกเข้าปิดล้อมเมืองหลวงในยามวิกาลเช่นนี้?" ในขณะที่ทั้งสองกำลังตกตะลึงกับสถานการณ์ที่พลิกผันเกินคาด ประตูชั้นในของจวนอ๋องก็ถูกถีบกระเด็นออกด้วยแรงมหาศาล ร่างสูงโปร่งในชุดเกราะทหารเหล็กกล้าชุ่มโชกไปด้วยกลิ่นอายโลหิตก้าวเข้ามาพร้อมกับคราบเขม่าดินปืน แม่ทัพรองผู้ภักดีคุกเข่าลงเบื้องหน้าหลงเฟิงเฉินด้วยความเร่งรีบ น้ำเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยความฮึกเหิมและตื่นตระหนกในคราเดียวกัน "ทูลท่านอ๋อง! ตามคำสั่งลับระดับสูงสุดของ 'ฮูหยินเอก' ที่ส่งผ่านรหัสลับพยัคฆ์ทมิฬเมื่อยามสาม... กองทัพประจิมห้าหมื่นนายได้เข้าปิดล้อมพระราชวังหลวงสมบูรณ์แบบแล้วพ่ะย่ะค่ะ! บัดนี้... ไม่มีผู้ใดในราชสำนักเล็ดลอดออกไปได้แม้แต่คนเดียว!" สวี่ว่านชิงเบิกตากว้างเล็กน้อย นางหันกลับไปมองสามีที่กำลังจ้องมองนางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความลุ่มลึก ความรัก ความทึ่ง และความคลั่งไคล้ที่ระเบิดออกมาจนแทบแผดเผาทุกสิ่ง ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านช่วงเวลาอันเข้มข้นนี้ไปพร้อมกับพงศาวดารมีชีวิตเสมอนะครับ
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าขาดจากท่านอ๋องก(ล)บฏ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%