กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งในราตรีนี้ มิได้มาจากสนามรบอันกว้างใหญ่ไพศาล หากแต่โชยมาจากซากปรักหักพังของสำนักมือสังหารพยัคฆ์ทมิฬ ค่ายกลลับที่ซ่อนตัวอยู่ลึกเร้นในหุบเขาอันทุรกันดาร บัดนี้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นทะเลเพลิงสีชาดที่ลุกโชนสะท้อนผืนฟ้าให้กลายเป็นสีเลือด
"รายงานท่านอ๋อง! กวาดล้างจนหมดสิ้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ ไม่มีผู้ใดเล็ดลอดไปได้แม้แต่คนเดียว"
เสียงรายงานจากแม่ทัพรองดังขึ้นท่ามกลางเสียงประทุของเปลวไฟที่แผดเผาเรือนไม้ทีละหลัง หลงเฟิงเฉินยืนนิ่งสนิทอยู่บนหลังม้าสีนิลตัวใหญ่ ร่างกายของเขาสวมเกราะเหล็กกล้าทมิฬที่อาบไล้ด้วยหยาดโลหิตอันสดคาว ใบหน้าหล่อเหลาดุจเทพเซียนแต่เยียบเย็นดุจยมทัศน์ไร้ความรู้สึก นัยน์ตาหงส์คู่นั้นกวาดมองซากศพของเหล่ามือสังหารที่เคยขึ้นชื่อว่าไร้พ่ายด้วยแววตาดุร้ายไร้ก้นบึ้ง
ในใจของท่านอ๋องประจิมเวลานี้ มีเพียงภาพรอยแผลที่หัวไหล่บอบบางของสวี่ว่านชิง... สตรีผู้เป็นดั่งดวงใจและฮูหยินเอกของเขา นางผู้ใช้สติปัญญาอันล้ำเลิศคอยปกป้องเขาจากเงาอัปลักษณ์ในราชสำนัก กลับต้องมาบาดเจ็บเพราะลูกดอกอาบยาพิษจากเงื้อมมือของพวกมดปลวกเหล่านี้
"พวกมันบังอาจ... แตะต้องคนที่ข้าปกป้องด้วยชีวิต"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยออกมานั้นราบเรียบยิ่ง แต่มันกลับเต็มไปด้วยจิตสังหารที่แผ่พุ่งจนม้าศึกใต้ร่างยังต้องสะท้อนถอยหลังด้วยความหวาดกลัว หลงเฟิงเฉินไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านเลยสักนิดกับการเผาทำลายรังโจรแห่งนี้ให้ราบเป็นหน้ากลอง ตรงกันข้าม เขากลับรู้สึกว่าการตายของพวกมันยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำเมื่อเทียบกับความเจ็บปวดที่สวี่ว่านชิงต้องเผชิญ
ย้อนกลับไปเมื่อสองัชช์ก่อน ในจวนอ๋องประจิม...
บรรยากาศภายในห้องนอนใหญ่เงียบสงัดจนได้ยินเสียงหยดน้ำค้าง สวี่ว่านชิงนอนพักผ่อนอยู่บนเตียงไม้ฮวาหลี ใบหน้าสลักเสลาซีดเซียวลงถนัดตาจากพิษร้ายที่ตกค้าง แม้ว่านางจะใช้ความรู้แพทย์แผนปัจจุบันผสมผสานกับตำรับยาโบราณเพื่อขับพิษด้วยตนเองจนพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่ร่องรอยความอ่อนล้าก็ยังคงปรากฏชัดเจน หลงเฟิงเฉินที่เพิ่งกลับจากท้องพระโรง รีบสาวเท้าเข้ามาด้วยความร้อนรนที่ไม่เคยแสดงให้ผู้ใดเห็น มือหนากร้านศึกกุมมือเรียวบางที่เย็นเฉียบไว้อย่างทะนุถนอม ราวกับกลัวว่าหากออกแรงมากกว่านี้ นางจะสลายหายไปต่อหน้าต่อตา
"ท่านอ๋อง..." เสียงหวานเอ่ยเรียกแผ่วเบา ดวงตากลมโตคู่นั้นมองเขาด้วยความรู้สึกซับซ้อน "ท่านทำเกินไปหรือไม่... การบุกทำลายค่ายมือสังหารพยัคฆ์ทมิฬโดยไม่รายงานราชสำนัก เกรงว่าองค์ชายสามและขุนนางฝ่ายตรงข้ามจะหยิบยกเรื่องนี้มาโจมตีท่านอีก"
หลงเฟิงเฉินโน้มกายลง กอดกระชับร่างบางเข้าสู่อ้อมอกอย่างมั่นคง ไออุ่นจากตัวเขาแผ่ซ่านเข้าปลอบประโยนนาง "ให้พวกมันเห่าหอนไปเถอะว่านชิง ข้าไม่สนใจบัลลังก์หรือสายตาผู้ใดทั้งสิ้น หากแคว้นนี้ไม่สามารถปกป้องเจ้าจากเงาคมดาบได้ ข้าก็จะเผาแคว้นนี้ทิ้งเสีย แล้วพาเจ้าหนีไปใช้ชีวิตในที่ที่ไม่มีใครรู้จักเรา"
คำกล่าวที่เปี่ยมด้วยความคลั่งไคล้และเยילוรุนแรงนี้ ทำเอาสวี่ว่านชิงถึงกับชะงัก นางรู้ดีว่าสามีผู้นี้ไม่ได้พูดเล่น หลงเฟิงเฉินบ้าบิ่นถึงเพียงนี้เพื่อนางคนเดียว...
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศภายในจวนกำลังอบอวลไปด้วยความรักลึกล้ำดั่งหินผา ขันทีเฒ่าคนสนิทของฮ่องเต้ก็ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก มือเหี่ยวย่นถือราชโองการสีทองอร่ามที่ส่งตรงมาจากท้องพระโรงกลางดึกสงัด
"ท่านอ๋อง... มีพระราชโองการด่วนพ่ะย่ะค่ะ!"
หลงเฟิงเฉินค่อย ๆ คลายอ้อมแขนออกจากสวี่ว่านชิง แววตาที่ทอประกายอ่อนโยนเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเยือกเย็นดุร้ายในชั่วพริบตา เขารับราชโองการมาคลี่อ่านด้วยท่าทีนิ่งสงบ ทว่าเพียงกวาดสายตาผ่านตัวอักษรไม่กี่บรรทัด มุมปากหยักลึกก็ยกยิ้มขึ้นอย่างเหี้ยมเกรียม
ราชโองการฉบับนี้มิได้สั่งลงโทษเรื่องที่เขาเผาค่ายมือสังหาร แต่กลับมีคำสั่งให้เขา "เดินทางไปปราบกบฏที่ชายแดนประจิมทันทีในรุ่งสาง" โดยมีชื่อของ "มู่หรงลี่" ฮูหยินรองผู้ซ่อนพิษสง ร่วมเดินทางไปในฐานะผู้ตรวจการเสบียงด้วย
สวี่ว่านชิงหรี่ตาลงทันที สัญชาตญาณกุนซือบอกนางว่านี่ไม่ใช่บังเอิญ... แต่มันคือกับดักซ้อนกับดักที่ถูกชักใยจากคนในวังหลวง
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านช่วงเวลาอันเข้มข้นนี้ไปพร้อมกับพงศาวดารมีชีวิตเสมอนะครับ
ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าขาดจากท่านอ๋องก(ล)บฏ•ตอนที่ 25
อ๋องผู้คลั่งแค้นเลือดเย็น
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าขาดจากท่านอ๋องก(ล)บฏ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!