คราบน้ำชาสีชาดที่หยดลงบนกระดาษสาเนื้อดี เปรียบเสมือนรอยเลือดที่กระเด็นจากสนามรบ ปลายนิ้วเรียวยาวของสวี่ว่านชิงจรดลงบนขอบถ้วยกระเบื้องเคลือบสีนวล นางมิได้ใส่ใจความเสียหายของตัวหนังสือบนเอกสารราชการแต่อย่างใด ในสมองของนางเวลานี้กำลังคำนวณหมากกระดานใหญ่ที่องค์ชายสามหลงจิ้งกำลังเดินในเมืองหลวง ทว่าเสียงกระพือปีกอันแผ่วเบาที่ดังขึ้นตรงหน้าต่างห้องหนังสือ กลับดึงสติของนางให้กลับมาสู่ความเป็นจริงอันโหดร้ายเบื้องหน้า
นกพิราบสื่อสารขนสีเทาหมอก เกาะอยู่บนขอบหน้าต่าง ดวงตากลมโตสีดำสนิทฉายแววตื่นตระหนก ที่ข้อเท้าของมันผูกหลอดกระบอกไม่ไผ่ขนาดเล็กเคลือบครั่งประทับตราหยกมังกรห้าเล็บ—ตราประทับลับสุดยอดจากสำนักราชเลขาธิการ ที่มีเพียงจักรพรรดิและองค์ทายาทผู้ใกล้ชิดเท่านั้นที่ใช้ในการสั่งการ
สวี่ว่านชิงขยับกายอย่างเงียบเชียบ นางหยิบมีดพกเงินเล่มเล็กตัดครั่งสีแดงสดนั้นออกอย่างระมัดระวัง หัวใจของนางเต้นเป็นจังหวะที่หนักแน่นและเยือกเย็น กระดาษแผ่นเล็กข้างในถูกคลี่ออกด้วยปลายนิ้วที่มั่นคง ตัวอักษรหวัดแกมบรรจงด้วยพู่กันขนกระต่ายปรากฏแก่สายตา
*“ราชโองการลับจากท้องพระโรง: สั่งการให้ท่านอ๋องประจิมหลงเฟิงเฉิน ปลดอาวุธกองทัพพิทักษ์ประจิมทั้งหมดทันที มอบอำนาจการบัญชาการให้แก่แม่ทัพรองมู่หรง และให้นำตัวนักโทษการเมืองสวี่ว่านชิงกลับเมืองหลวงเพื่อไต่สวนโทษกบฏ ภายในสามวัน หากขัดขืนถือเป็นกบฏแผ่นดิน ประหารเจ็ดชั่วโคตร”*
ดวงตาหงส์ของสวี่ว่านชิงหรี่ลงเล็กน้อย รอยยิ้มเยียบเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างน่าสะพรึงกลัว ช่างเป็นหมากที่รวดเร็วและเด็ดขาดเสียจริง หลงจิ้ง... พระองค์คงคิดว่าการส่งราชโองการลับนี้มาในยามวิกาล จะสามารถตัดหัวมังกรที่กำลังนอนหลับได้โดยที่มันไม่ทันตั้งตัวกระนั้นหรือ?
“ฮูหยิน...” เสียงทุ้มต่ำและเย็นยะเยือกดังขึ้นจากความมืดมิดบริเวณมุมห้อง หลงเฟิงเฉินก้าวออกมาจากเงาของฉากกั้นลายปักรูปพยัคฆ์ลายเมฆ แสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านหน้าต่างกระทบเข้ากับใบหน้าคมคายดุจเทพสงคราม ริมฝีปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน ดวงตาคู่นั้นมิได้มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย มีเพียงประกายวาวโรจน์ดั่งสัตว์ป่ากระหายเลือดที่พร้อมจะฉีกกระชากผู้ใดก็ตามที่บังaชาญเข้ามาในอาณาเขตของตน
“ท่านอ๋อง... ดูท่าว่าฮ่องเต้บนบัลลังก์คงทรงพระประชวรหนักจนลืมตาส่องดูความจริงเสียแล้วกระมัง ถึงได้กล้าส่งสุนัขรับใช้มาเห่าหอนถึงถิ่นพยัคฆ์เช่นนี้” สวี่ว่านชิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย นางยื่นแผ่นกระดาษในมือให้บุรุษตรงหน้าโดยไม่หลบสายตา
หลงเฟิงเฉินรับกระดาษแผ่นนั้นมา กวาดสายตาอ่านเพียงปราดเดียว แรงกดดันอันมหาศาลจากร่างกายของแม่ทัพผู้ผ่านศึกสงครามมานับไม่ถ้วนก็แผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วทั้งห้องหนังสือ จนเปลวเทียนบนโต๊ะถึงกับไหววูบและเกือบจะดับลง ทว่าเขากลับมิได้แสดงโทสะออกมาทางสีหน้าแม้แต่น้อย มีเพียงรอยยิ้มหยันที่ลึกลงกว่าเดิม
“ปลดอาวุธข้า? มอบอำนาจให้มู่หรง?” หลงเฟิงเฉินแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “ดูท่าอนุรองมู่หรงคงจะใช้เรือนหลังเป็นสะพานเชื่อมกับพี่สามของข้าได้แนบเนียนยิ่งนัก ถึงได้ส่งข่าวความเคลื่อนไหวในจวนออกไปจนหมดสิ้น”
สวี่ว่านชิงหรี่ตามองสามีในนามของนาง นางรู้ดีว่าฮูหยินรองมู่หรงซ่อนตัวอยู่ไม่ไกลจากเรือนหลัก และคอยส่งข่าวให้ฝ่ายองค์ชายสามมาโดยตลอด แต่นางจงใจปล่อยให้อนุผู้นั้นเล่นละครลิงต่อไป ก็เพื่อรอเวลาที่จะตลบหลังในคราเดียว
“ท่านอ๋องทรงวางแผนไว้อย่างไรเล่าเพคะ? กองทัพพิทักษ์ประจิมคือชีวิตจิตใจของท่าน หากถูกปลดอาวุธ เกรงว่าแคว้นทางเหนือคงตกอยู่ในกำมือของพวกกังฉินภายในชั่วข้ามคืน” สวี่ว่านชิงถามพร้อมกับก้าวเข้าไปใกล้บุรุษร่างสูง กลิ่นอายจันทร์หอมประจำตัวของนางผสมผสานกับกลิ่นอายบุรุษของเขาได้อย่างลงตัว
หลงเฟิงเฉินเอื้อมมือหนาออกไปโอบเอวคอดกิ่วของภรรยาเข้ามาแนบชิด แรงดึงดูดระหว่างคนทั้งสองรุนแรงเสียจนลมหายใจแทบจะประสานเป็นสายเดียวกัน ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตานาง ราวกับต้องการค้นหาความหวาดกลัวสักนิดในตัวสตรีผู้นี้ แต่เขากลับพบเพียงความมั่นใจและประกายปัญญาที่สว่างไสวราวกับดวงดาวในคืนเดือนมืด
“เจ้าคิดว่าข้าควรทำเช่นไรเล่า, ว่านชิง?” เสียงกระซิบของเขาแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยอำนาจ “หากข้าเผาเมืองหลวงทิ้งเสียตอนนี้ เพื่อไม่ให้ผู้ใดกล้าแตะต้องเจ้า พวกเขาจะว่าอย่างไร?”
“ท่านอ๋องทรงล้อเล่นอีกแล้วเพคะ” สวี่ว่านชิงเอียงคอเล็กน้อย ปลายนิ้วเรียวแตะลงบนอกเสื้อคลุมปักลายมังกรของเขาเบาๆ “การเผาเมืองหลวงเป็นวิธีของคนไร้ปัญญา ทว่าการยืมมือฮ่องเต้มาตัดหัวกังฉินด้วยพระราชโองการฉบับนี้ต่างหาก คือวิถีของพยัคฆ์ผู้ครองบัลลังก์ที่แท้จริง”
รอยยิ้มของหลงเฟิงเฉินกว้างขึ้น แววตาคลั่งรักฉายชัดขึ้นมาวูบหนึ่งจนแทบจะกล2นกินสตรีตรงหน้าเข้าไปทั้งตัว เขาก้มลงกระซิบข้างใบหูของนางด้วยน้ำเสียงพร่าสั่น “เช่นนั้น... ข้าจะมอบดาบเล่มนี้ให้เจ้าเป็นผู้บัญชาการ ว่านชิง จงบอกข้าทีว่าเราควรเริ่มต้นเชือดคอผู้ใดก่อนในยามราตรีนี้”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยนายก็ดังขึ้นที่บริเวณนอกเรือนใหญ่ พร้อมกับแสงคบเพลิงที่สว่างวาบทอดยาวผ่านประตูห้องหนังสือ เข้ามาจับจ้องที่เงาร่างของคนทั้งสอง
“รายงานท่านอ๋อง! แม่ทัพรองมู่หรงนำกองกำลังองครักษ์หลวงมาปิดล้อมจวนอ๋องไว้หมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ! พร้อมกับประกาศพระราชโองการลับจากเมืองหลวง!” เสียงตะโกนรายงานจากทหารองครักษ์หน้าประตูห้องดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงัด
สวี่ว่านชิงชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มเย็นเยียบผุดขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง นางหันไปประสานสายตากับหลงเฟิงเฉิน ทั้งสองคนรู้ดีว่านี่คือจุดเริ่มต้นของสงครามแท้จริง—สงครามที่ไม่มีวันหวนกลับ
หลงเฟิงเฉินกระชับมือที่โอบเอวนางให้แน่นขึ้น ดวงตาดุร้ายดั่งพยัคฆ์กวาดมองไปที่ประตูห้องที่กำลังถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรงด้วยความไร้ความเกรงกลัว เขาเอ่ยกระซิบข้างหูภรรยาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังยิ่งนัก
“ดูเหมือนว่าแขกที่ไม่ได้รับเชิญ จะรีบมาเป็นสักขีพยานในการโค่นล้มราชสำนักเสียแล้ว...”
สิ้นเสียงคำประกาศนั้น ประตูไม้สักทองของห้องหนังสือก็ถูกถีบกระเด็นหลุดออกจากวงกบ เสียงฝีเท้าและแสงเพลิงสว่างจ้าสาดส่องเข้ามา เผยให้เห็นร่างของแม่ทัพรองมู่หรงที่ยืนถือราชโองการสีทองอร่ามในมือ พร้อมด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่ซ่อนความมั่นใจไว้อย่างเต็มเปี่ยม
“ท่านอ๋องประจิม... ถึงเวลาต้องรับราชโองการปลดอาวุธแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านช่วงเวลาอันเข้มข้นนี้ไปพร้อมกับพงศาวดารมีชีวิตเสมอนะครับ
ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าขาดจากท่านอ๋องก(ล)บฏ•ตอนที่ 21
พระราชโองการลับกลางดึก
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าขาดจากท่านอ๋องก(ล)บฏ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!