ความเงียบงันภายในห้องโถงจัดเลี้ยงกอธิคขนาดใหญ่ถูกฉีกกระชากด้วยเสียงโน้ตตัวแรกของเปียโนบรรเลงสดที่บิดเบี้ยว ท่วงทำนองแบล็กวอลซ์ดังก้องกังวาน ราวกับเสียงกู่ร้องจากหลุมศพที่ถูกขุดขึ้นมาใหม่ สายตาหลายร้อยคู่จากชนชั้นสูงแห่งโลกมืดและพวกพ้องทรยศต่างจดจ้องมายังจุดศูนย์กลางของห้องด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งริษยา หวาดผวา และรอคอยเวลาที่จะได้เห็นเหยื่อผู้โง่เขลาร่วงหล่นลงมา
วิกตอเรียไม่ได้ใส่ใจสายตาอาฆาตมาดร้ายเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย
แวมไพร์สาวผู้ครองค่ำพันปีแย้มรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก ริมฝีปากสีชาดตัดกับผิวขาวราวกระเบื้องเคลือบ รัศมีเยือกเย็นและดุดันแผ่ซ่านออกมาจากร่างระหงในชุดราตรีสีดำสนิทที่ราวกับตัดเย็บมาจากความมืดมิดแห่งรัตติกาล มือเรียวยาวสวมถุงมือลูกไม้สีดำสนิทวางลงบนบ่ากว้างของเร็นอย่างมั่นคง ขณะที่มืออีกข้างสอดประสานเข้ากับเรียวมือของหญิงสาวมนุษย์ผู้มีสายเลือดหอมหวานเย้ายวนใจ
"ดูพวกมันสซิคะ, เร็น..." วิกตอเรียกระซิบชิดริมหูของหญิงสาว กลิ่นกายหอมหวานเฉพาะตัวของเร็นกำลังมอมเมาประสาทสัมผัสอันเก่าแก่ของเธอให้ตื่นตัว "พวกมันคิดว่ากำลังรอดูละครสัตว์... แต่หารู้ไม่ว่าพวกมันต่างหากคือตัวตลกบนเวทีนี้"
เร็นเงยหน้าขึ้นสบตาสีทับทิมคู่นั้น หัวใจของเธอดวงน้อยเต้นรัวระส่ำ ไม่ใช่ด้วยความหวาดกลัวต่อสายตานับร้อยที่จ้องมองมาอย่างเหี้ยมเกรียม แต่เป็นเพราะสัมผัสอุ่นร้อนจากฝ่ามือของแวมไพร์สาวที่โอบประคองเธอไว้ต่างหาก ความกล้าหาญที่ซ่อนอยู่ภายในจิตใจทำให้เร็นเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตากลมโตฉายแววท้าทายอย่างไม่เกรงกลัวผู้ใด
"ถ้าพวกมันอยากดูการแสดงนัก... เราก็ควรจัดให้สสมกับราคาคุยของพวกมันไม่ใช่หรือคะ, วิกตอเรีย" เร็นเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ทว่าซ่อนความเย้ายวนไว้ภายใต้ความท้าทาย
สิ้นคำพูดนั้น เร็นก็ก้าวเท้าออกนำจังหวะวอลซ์อย่างมั่นใจ ร่างเพรียวบางหมุนวนไปตามท่วงทำนองอันเร้าใจ วิกตอเรียขยับกายตามอย่างพลิ้วไหวราวกับเงาที่ต้องแสงจันทร์ ทั้งสองก้าวประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบ ราวกับพวกเธอไม่ได้กำลังเต้นรำท่ามกลางฝูงหมาป่ากระหายเลือด แต่กำลังร่ายรำอยู่บนฟลอร์เต้นรำส่วนตัวในคฤหาสน์อันเงียบสงบ
รอบกายของพวกเธอ บรรดาแขกเหรื่อต่างถอยร่นเปิดทางให้อย่างไม่รู้ตัว แรงกดดันอันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากร่างของวิกตอเรียทำให้ไม่มีใครกล้าเข้ามาใกล้ในระยะประชิด ทว่า สายตาที่พวกเขามองมากลับเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย โดยเฉพาะเคานต์วาลเทอร์ ผู้นำตระกูลแวมไพร์ฝ่ายตรงข้ามที่ยืนกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนอยู่ริมเสาหินอ่อน ดวงตาของเขาแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยวที่เห็นเหยื่ออันโอชะและศัตรูตัวฉกาจกำลังเย้ยหยันอำนาจของตนกลางงานเลี้ยง
"หล่อนช่างกล้าหาญเสียจริง..." เคานต์วาลเทอร์กัดฟันกรอด กระซิบกับสมุนข้างกาย "ปล่อยให้พวกมันเริงระ่ายไปเถอะ อีกไม่กี่อึดใจ... ฟลอร์เต้นรำแห่งนั้นจะกลายเป็นลานประหาร"
บนฟลอร์เต้นรำ วิกตอเรียรับรู้ถึงสายตานั้นดี แววตาสีทับทิมฉายแววเย้ยหยันอย่างชัดเจน เธอดึงร่างของเร็นเข้ามาแนบชิดยิ่งขึ้น จนสัมผัสได้ถึงไออุ่นและจังหวะการเต้นของหัวใจมนุษย์ที่ตื่นเต้นเร้าใจ กลิ่นอายของเลือดเนื้ออันบริสุทธิ์พวยพุ่งเข้าเตะจมูก ปลุกสัญชาตญาณดิบเถื่อนของนักล่าให้ตื่นขึ้นมาคำรามในอก ทว่า เธอกลับเลือกที่จะกดมันไว้ด้วยความลุ่มหลงที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า
วิกตอเรียหมุนตัวเร็นออกไปจนสุดแขน ก่อนจะดึงกลับเข้ามาแนบอกอย่างแรง ท่วงท่าอันเร่าร้อนและดุดันนี้เรียกเสียงสูดปากด้วยความตกใจจากผู้คนรอบข้าง เร็นหลุดเสียงอุทานเบาๆ ด้วยความตื่นเต้น ใบหน้าเนียนใสขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความเขินอายและอะดรีนาลีนที่สูบฉีด
"คุณกำลังทำให้ฉันใจสั่นนะคะ, วิกตอเรีย..." เร็นกระซิบเบาๆ ขณะที่พวกเธอยังคงหมุนวนไปตามจังหวะเพลง "ไม่ใช่เพราะกลัวพวกมัน... แต่เป็นเพราะคุณต่างหาก"
วิกตอเรียหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไพเราะราวกับเสียงกระดิ่งเงินท่ามกลางรัตติกาล "ระวังตัวไว้ให้ดีเถอะค่ะ... ถ้าคุณยังพูดจาเย้ายวนฉันเช่นนี้ ตอนจบของงานเลี้ยงนี้ อาจจะไม่ได้จบลงที่การเต้นรำอย่างเดียวแน่ๆ"
สายตาสองคู่ประสานกันอย่างมีความหมาย ความรู้สึกบางอย่างที่เกินเลยกว่าเจ้านายกับเหยื่อ หรือแม้แต่ผู้ล่ากับเหยื่อ กำลังก่อตัวและแผดเผาอยู่ระหว่างพวกเธอ ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตายและการทรยศหักหลัง ความรักต้องห้ามนี้กลับยิ่งงดงามและเติบโตอย่างน่าสะพรึงกลัว
ทว่า ช่วงเวลาแห่งความสุขุมและมั่นใจก็ต้องสะดุดลง เมื่อจังหวะเปียโนที่กำลังบรรเลงอยู่นั้นเกิดผิดเพี้ยน เสียงโน้ตตัวสุดท้ายลากยาวและบาดหู ราวกับเหล็กขูดกับกระจก
พรึบ!
แสงไฟจากโคมระย้าคริสตัลขนาดใหญ่กลางห้องโถงดับลงพร้อมกันอย่างไร้สาเหตุ ความมืดมิดเข้ากลืนกินทุกสิ่งในพริบตา เสียงพูดคุยและเสียงดนตรีเงียบกริบลงทันที เหลือเพียงเสียงลมหายใจของแขกเหรื่อหลายร้อยชีวิตที่ดังประสานกันอย่างตื่นตระหนก
วิกตอเรียหยุดการเคลื่อนไหวทันที แขนเรียวรวบเอวของเร็นเข้าหาตัวปกป้องไว้ สัญชาตญาณนักล่าพุ่งพล่าน ดวงตาสีทับทิมในความมืดเปล่งประกายเรืองรองราวกับอัญมณีต้องคำสาป เธอกวาดสายตามองไปรอบห้องที่บัดนี้ไร้ซึ่งแสงสว่าง
"ระวังตัวนะคะ..." วิกตอเรียกระซิบเสียงต่ำด้วยความระแวดระวัง ร่างกายเกร็งเครียดพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น
ท่ามกลางความมืดมิดอันน่าอึดอัด เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก้าวเข้ามาใกล้ฟลอร์เต้นรำทีละก้าว ทีละก้าว... พร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำน่าขนลุกที่ดังสะท้อนไปทั่วห้องโถง
"ช่างเป็นการเต้นรำที่งดงามและน่าประทับใจเสียจริง..." เสียงปริศนาดังขึ้น ใกล้เข้ามาจนน่าตกใจ "แต่เป็นที่น่าเสียดาย... เพราะนี่คือ 'การเต้นรำแห่งความตาย' อย่างแท้จริง และบทเพลงของคุณสองคน... ได้จบลงแล้ว"
สิ้นเสียงนั้น แสงไฟฉุกเฉินสีแดงฉานก็สว่างวาบขึ้นจากพื้นรอบทิศทาง เผยให้เห็นร่างของกลุ่มมือสังหารเงาในชุดคลุมสีดำนับสิบชีวิตที่ยืนล้อมรอบฟลอร์เต้นรำไว้ทุกด้าน ในมือของพวกมันถืออาวุธเคลือบยาพิษที่สะท้อนแสงสีเลือดวาววับ และที่น่าตกใจที่สุดคือ ร่างของเคานต์วาลเทอร์ที่หายตัวไปจากเสาหินอ่อน บัดนี้กลับมายืนขวางทางออกสุดท้ายเอาไว้ พร้อมกับรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่ฉีกกว้างถึงใบหู และในมือของเขานั้น... กำลังถือคันธนูอาคมที่ขึ้นสายเล็งตรงมายังร่างของเร็นอย่างไร้ความปรานี!
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่รัตติกาลอันลึกล้ำในตอนนี้ด้วยกันนะคะ
ราตรีคอยรัก: คมเขี้ยวเสน่หาซ่อนเร้น•ตอนที่ 33
การเต้นรำแห่งความตาย
ผลงานโดย บลัดดี้แมรี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บลัดดี้แมรี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ราตรีคอยรัก: คมเขี้ยวเสน่หาซ่อนเร้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!