ดวงตาคู่คมกริบของวิกตอเรียสั่นไหวรุนแรงราวกับเปลวเทียนต้องลมพายุ ภาพเบื้องหน้าไม่ใช่ภาพหลอนจากพิษบาดแผลหรือความเหนื่อยล้าจากการหลบหนี แต่คือความจริงอันโหดร้ายที่ถูกกาลเวลาฝังกลบไว้ใต้หลุมศพแห่งความผิดบาป ใบหน้านั้น... ดวงตาคู่นั้น และรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยจริตอันคุ้นเคยแต่แปลกแยก กรีดลึกลงไปในโ소ประสาทที่หลับใหลของเธอ
"เป็นไปไม่ได้..." เสียงของแวมไพร์สาวผู้ครองค่ำพันปีขาดห้วง มันสั่นพร่าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในรอบหลายศตวรรษ "เธอ... เธอควรจะดับสลายไปตั้งแต่คืนเพลิงสีเลือดเมื่อสามร้อยปีก่อนแล้วนี่!"
เร็นที่ยืนอยู่เคียงข้าง สะดุ้งสุดตัวเมื่อรับรู้ได้ถึงความหวาดกลัวที่แผ่ออกมาจากร่างที่ปกติแล้วเยือกเย็นราวน้ำแข็งของวิกตอเรีย หญิงสาวมนุษย์ผู้มีสายเลือดหอมหวานขยับกายเข้าไปใกล้โดยไม่เกรงกลัวอันตรายจากคมเขี้ยวที่ซ่อนอยู่ มือเรียวเอื้อมไปแตะข้อศอกของแวมไพร์สาวเพื่อส่งผ่านความอบอุ่น แม้หัวใจของเธอเองจะเต้นระรัวด้วยความตื่นตระหนกต่อร่างปริศนาที่ยืนอยู่ตรงหน้า
"วิกตอเรีย... ใครกันคะ?" เร็นกระซิบถาม เสียงของเธอบางเบาดั่งปีกผีเสื้อแต่ทว่ามั่นคงในยามที่อีกฝ่ายกำลังสั่นคลอน
ร่างเงาใต้ฮู้ดหัวเราesแผ่วเบา เสียงนั้นกังวานและชวนขนลุก ราวกับเสียงกระซิบจากหลุมศพ ก่อนที่มือเรียวขาวซีดจะดึงผ้าคลุมออกจนหมด เผยเรือนผมสีเงินยวดยวงรับกับแสงจันทร์ และรอยแผลเป็นจางๆ ที่พาดผ่านพวงแก้ม—ร่องรอยแห่งการทรยศที่วิกตอเรียจำได้แม่นยำยิ่งกว่าลมหายใจของตนเอง
"ความตายมันน่าเบื่อเกินไปค่ะ ที่รัก..." น้ำเสียงหวานหยดเยิ้มเอ่ยขึ้น รอยยิ้มพรายปรากฏบนริมฝีปากที่ซีดเซียว "และฉันก็ปล่อยให้เธอครองบัลลังก์แห่งความโดดเดี่ยวนี้มานานเกินพอแล้ว"
วิกตอเรียขบกรามแน่นจนกล้ามเนื้อสันกรามขึ้นเป็นสันนูน ความโกรธเกรี้ยวและอดีตอันเจ็บปวดตีรวนขึ้นมาในอกจนแทบสำลัก แต่นี่ไม่ใช่เวลามาแสดงความอ่อนแอ สถานการณ์รอบตัวบีบคั้นให้ต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาด สถานที่แห่งนี้—ป่าอาถรรพ์รอบเขตชายแดน—ไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว
"ตามฉันมา เร็น" วิกตอเรียคว้าข้อมือของหญิงสาวมนุษย์ไว้แน่น แรงบีบนั้นเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกแต่ก็อ่อนโยนพอที่จะไม่ทำให้อีกฝ่ายเจ็บ "ถ้าเรายังชักช้า เราจะได้ตายกันจริงๆ สมใจเธอแน่"
ทั้งสองร่างพุ่งทะยานผ่านความมืดของผืนป่าด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ เสียงลมหวีดหวิวข้างหูราวกับเสียงกรีดร้องของวิญญาณเร่ร่อน วิกตอเรียใช้สัญชาตญาณและการนำทางผ่านความทรงจำอันเลือนราง หลบหลีกกิ่งไม้หนาทึบและอาคมโบราณที่แผ่ซ่านอยู่ในบรรยากาศ เร็นหอบหายใจถี่กระชั้น ความเย็นยะเยือกของรัตติกาลบาดลึกเข้าสู่ผิวเนื้อ แต่ความอบอุ่นจากมือของแวมไพร์สาวที่กุมแน่นไม่ยอมปล่อย กลับเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวเดียวที่ทำให้เธอไม่ยอมล้มลง
เบื้องหลังของพวกเขามีเสียงฝีเท้าเบาราวกับเงาติดตามมาไม่ห่าง เสียงหัวเราะเยาะเย้ยลอยตามลมมาเป็นระยะ กระตุ้นให้อวิกตอเรียต้องเร่งฝีเท้าให้เร็วยิ่งขึ้นไปอีก จนกระทั่งเบื้องหน้าปรากฏกำแพงหินโบราณที่ถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์หนามและมอสสีเขียวเข้ม
มันคือซากปรักหักพังของวิหารลับ—สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่วิกตอเรียเคยใช้หลบซ่อนตัวในอดีตกาล ก่อนที่มันจะถูกลบเลือนไปจากหน้าประวัติศาสตร์ของเผ่าพันธุ์
วิกตอเรียพาร่างของเร็นพุ่งผ่านซุ้มประตูหินที่ผุพังเข้าไปด้านในทันที ก่อนจะใช้พลังจิตผลักประตูศิลาบานยักษ์ให้ปิดลงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับร่ายอาคมโลหิตปิดผนึกทางเข้าด้วยความเร่งรีบ หยดเลือดสีแดงฉานถูกป้ายลงบนศิลาโบราณ แสงสีแดงวาบขึ้นครั้งหนึ่งก่อนจะจางหายไป กลืนกินซากวิหารให้จมดิ่งสู่ความเงียบงันอีกครั้ง
ภายในถ้ำแห่งความทรงจำ อากาศอบอุ่นกว่าภายนอกเล็กน้อย แสงจันทร์ที่ลอดผ่านรอยแยกของเพดานหินสาดส่องลงมาเป็นลำแสงสีเงินกระทบกับละอองฝุ่นที่ลอยเคว้งคว้าง บรรยากาศเงียบสงบจนได้ยินเพียงเสียงหอบหายใจของเร็นที่กำลังพยายามปรับจังหวะการเต้นของหัวใจ
เร็นทรุดตัวลงนั่งพิงผนังหินเย็นเฉียบ ยกมือขึ้นกุมหน้าอกตัวเองที่กระเพื่อมไหวอย่างรุนแรง ดวงตากลมโตมองสำรวจไปรอบกายด้วยความพิศวง ถ้ำแห่งนี้เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเก่าแก่และเรื่องราวที่ถูกซ่อนเร้น
"ที่นี่... ที่ไหนคะ?" เร็นเอ่ยถามด้วยเสียงแหบพร่า ดวงตาคู่สวยช้อนขึ้นมองแวมไพร์สาวที่ยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้า
วิกตอเรียยังคงไม่ตอบ เธอยืนหันหลังให้ ร่างกายไหววุ่นเล็กน้อยด้วยความรู้สึกที่อัดอั้นอยู่ข้างใน ความทรงจำสีเลือดเมื่อสามร้อยปีก่อนไหลย้อนกลับมาประเดประดั่งราวกับภาพยนตร์ซ้ำซาก ภาพของบุคคลที่ควรจะตายไปแล้ว แต่กลับมายืนยันการมีอยู่ด้วยรอยยิ้มเยาะหยัน มันบีบคั้นหัวใจที่ด้านชาของเธอให้กลับมารู้สึกเจ็บปวดอีกครั้ง
แวมไพร์สาวหลับตาลงสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับเร็น แววตาที่มักจะเยชาและดุดัน บัดนี้กลับเจือไปด้วยความเปราะบางอย่างหาได้ยากยิ่ง
"ที่นี่คือสุสานแห่งความลับของฉันเองค่ะ, เร็น..." วิกตอเรียกระซิบ เสียงของเธอนุ่มนวลกว่าทุกครั้ง ราวกับกลัวว่าเสียงของตนจะทำลายความเงียบงันเปราะบางนี้ลง "สถานที่ที่ฉันคิดว่าชาตินี้จะไม่กลับมาเหยียบอีกแล้ว... และเป็นที่ที่ฉันเก็บซ่อนความอ่อนแอที่สุดเอาไว้"
เร็นขยับกายเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด แม้ความเหนื่อยล้าจะแผ่ซ่านไปทั่วร่าง แต่ความห่วงใยที่มีต่อแวมไพร์สาวกลับมีมากกว่า ความกล้าหาญที่ซ่อนอยู่ภายในจิตใจของหญิงสาวมนุษย์ทำให้เธอกล้าที่จะเอื้อมมือไปสัมผัสแก้มเนียนเย็นเฉียบของวิกตอเรียอย่างแผ่วเบา
"คุณไม่ได้อยู่คนเดียวนะคะ, วิกตอเรีย..." เร็นเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงจริงจัง ดวงตาคู่นั้นสะท้อนภาพของแวมไพร์สาวอย่างชัดเจน "ต่อให้สิ่งที่ตามเรามาคืออดีตที่น่ากลัวแค่ไหน ฉันก็จะไม่ยอมให้มันพรากคุณไปจากฉันหรอกค่ะ"
คำพูดนั้นสะท้อนก้องอยู่ในความเงียบงัน วิกตอเรียมองลึกลงไปในดวงตาของเร็น ความอบอุ่นแผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจที่หนתเหน็บมาเนิ่นนาน คมเขี้ยวที่ซ่อนอยู่ภายใต้ริมฝีปากสั่นไหวเล็กน้อย เธอเกือบจะโน้มใบหน้าเข้าไปหาความหวานหอมนั้นเพื่อดับกระหายความหวาดกลัวในจิตใจ
ทว่า... ก่อนที่ริมฝีปากของทั้งสองจะได้สัมผัสกัน
*ตึ้ง! ตึ้ง! ตึ้ง!*
เสียงทุบประตูกำแพงหินศิลาภรณ์ด้านนอกดังสนั่นหวั่นไหว ราวกับค้อนยักษ์กำลังทุบทำลายผนึกอาคม แรงสะเทือนทำให้ฝุ่นผงบนเพดานถ้ำร่วงหล่นลงมาละอองกราว
วิกตอเรียเบิกตากว้างด้วยความตกใจ อาคมโลหิตที่เธอเพิ่งร่ายไปเมื่อครู่... กำลังถูกทำลายลงอย่างง่ายดายด้วยพลังที่ไม่ควรจะมีอยู่บนโลกใบนี้!
และก่อนที่พวกเธอจะได้ตั้งตัว เสียงกระซิบอันคุ้นเคยและเย็นยะเยือก ก็ดังทะลุกำแพงหินเข้ามาถึงด้านใน ราวกับผู้มาเยือนไม่ได้ยืนอยู่นอกประตู... แต่อยู่ชิดติดแผ่นหลังของวิกตอเรียแล้วในตอนนี้
*"เกมซ่อนหา... จบลงแล้วล่ะค่ะ, ที่รัก..."*
ขอบพระคุณที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในรัตติกาลอันมืดมิดนี้ด้วยกันนะคะ
ราตรีคอยรัก: คมเขี้ยวเสน่หาซ่อนเร้น•ตอนที่ 19
ถ้ำแห่งความทรงจำ
ผลงานโดย บลัดดี้แมรี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บลัดดี้แมรี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ราตรีคอยรัก: คมเขี้ยวเสน่หาซ่อนเร้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!