ความเงียบงันภายในห้องใต้ดินนั้นหนักหน่วงเสียยิ่งกว่าแผ่นเหล็กกล้าที่กดทับลงบนทรวงอก กลิ่นอับชื้นของอิฐเก่าและกลิ่นอายฝุ่นละอองที่สะสมมานับศตวรรษถูกกลืนหายไปจนสิ้น เมื่อความจริงอันน่าสะพรึงกลัวยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า
เงาร่างที่ก้าวออกมาจากความมืดมิดไม่ได้เพียงแค่มีใบหน้าถอดแบบมาจากวิกตอเรียทุกระเบียดนิ้ว หากแต่ดวงตาคู่นั้น... ดวงตาที่ทอประกายสีไวน์แดงเข้มข้นยิ่งกว่า กลับว่างเปล่าและเย็นชาไร้ซึ่งจิตวิญญาณ ราวกับกระจกเงาบานที่สะท้อนด้านมืดที่สุดของแวมไพร์สาวผู้ครองค่ำคืนพันปี
วิกตอเรียสะท้านเฮือก ลมหายใจที่ปกติจะหยุดนิ่งตามวิสัยแห่งอมตชนกลับติดขัดอยู่ในลำคอ มือเรียวที่เคยกำเข้าหากันแน่นคลายออกอย่างช้าๆ ความเย่อหยิ่งและดุดันที่เคยเคลือบคลุมร่างระหงมาตลอดหลายร้อยปีพังทลายลงในพริบตา เหลือเพียงความตื่นตระหนกที่ฉายชัดผ่านม่านตาคู่นั้น
"เจ้า..." วิกตอเรียเค้นเสียงลอดไรฟัน ร่างเพรียวสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ "เป็นไปไม่ได้... เจ้าควรจะ..."
"สลายกลายเป็นเถ้าธุลีไปแล้วอย่างนั้นหรือคะ?" บุคคลปริศนาผู้มีใบหน้าเหมือนวิกตอเรียทุกประการเอ่ยขึ้น น้ำเสียงนั้นเรียบเฉย ไพเราะราวกับเสียงกระซิบจากยมโลก แต่กลับเย็นเยียบจนบาดลึกเข้าไปในขั้วหัวใจ รอยยิ้มที่มุมปากช่างงดงามและหยาดเยิ้ม แต่กลับน่าสยดสยองเกินกว่าจะจ้องมองตรงๆ "ความตายเป็นเพียงเรื่องโกหกที่เจ้าหลอกตัวเองมาตลอดวิกตอเรีย... เช่นเดียวกับความรักที่เจ้าโหยหาอย่างไร้เดียงสานั่น"
เร็นยืนอยู่กึ่งกลางระหว่างแวมไพร์สองร่าง หัวใจเต้นรัวระรัวจนแทบจะทะลักออกมานอกอก เลือดในกายของหญิงสาวเย็นเฉียบราวกับถูกแช่แข็งอยู่ในน้ำแข็งขั้วโลก แต่ในขณะเดียวกัน สัญชาตญาณดิบภายในตัวก็ร่ำร้องเตือนภัยถึงอันตรายมหาศาลที่กำลังคืบคลานเข้ามา สายตาสลับมองระหว่างวิกตอเรียผู้สั่นเทาและผู้มาใหม่ที่มีใบหน้าเหมือนกันราวกับฝาแฝด ความสับสนหมุนวนอยู่ในหัวสมองจนแทบระเบิด
"นี่มันหมายความว่ายังไงกัน?" เร็นตัดสินใจทำลายความเงียบ เสียงของเธอแหบพร่าแต่ชัดเจนพอที่จะดึงสติของทั้งสองร่างให้หันมามอง "วิกตอเรีย... นางนี่คือใคร?"
วิกตอเรียไม่ตอบ ดวงตาสีไวน์แดงหลุบลงมองพื้นชั่วขณะ ความเจ็บปวดรวดร้าวที่ถูกซ่อนเร้นไว้ใต้ก้นบึ้งของหัวใจมานานนับพันปีบีบอัดจนหน้าอกไหวสะท้าน ร่างสูงเพรียวเซถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ภาพอดีตอันเลือนรางที่ถูกฝังกลบไว้ด้วยกาลเวลาผุดพรายขึ้นมาในหัว ราวกับบาดแผลฉกรรจ์ที่ถูกกระชากให้เปิดออกอีกครั้ง
ส่วนร่างเงาปริศนาย่างก้าวเข้ามาใกล้เร็นทีละน้อย ฝีเท้านั้นไร้เสียงราวกับภูตผี ดวงตาสีแดงคู่คมกริบกวาดมองสำรวจเรือนร่างของเร็นตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยความกระหายใคร่รู้ รอยยิ้มพึงใจปรากฏขึ้นบนเรียวปากอิ่มสีสด
ช่างเป็นกลิ่นอายที่หอมหวานเหลือเกิน... กลิ่นเลือดของมนุษย์ผู้กล้าหาญที่บังaอาจก้าวล่วงเข้ามาในอาณาเขตต้องห้าม กลิ่นที่สามารถปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบของแวมไพร์ให้ตื่นจากการหลับใหล
"เจ้าช่างโง่เขลานักเร็น" เงาร่างนั้นกระซิบข้างใบหูของเร็น เสียงกระซิบนั้นแผ่วเบาราวกับสายลมหนาว แต่วกวนอยู่ในโสตประสาท "เจ้าคิดว่ากำลังเล่นอยู่กับใครกัน? แวมไพร์สาวผู้เย็นชาคนนี้ไม่ได้ต้องการความอบอุ่นอย่างที่เจ้าคิดหรอก สิ่งที่นางต้องการ... มีเพียงแค่การดูดกลืนวิญญาณของเจ้า เพื่อไม่ให้ข้ากลับมาทวงบัลลังก์ต่างหากล่ะ"
"หุบปาก!" วิกตอเรียตวาดลั่น เสียงนั้นกรีดแทงผ่านความมืดมิด ความโกรธเกรี้ยวพุ่งพล่านขึ้นมากลบความกลัวในใจ ร่างระหงพุ่งเข้าประชิดร่างเงาอย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าฟาด มือเรียวหมายจะคว้าคอระหงของอีกฝ่ายเพื่อบดขยี้ให้แหลกคามือ
แต่ทว่า... ร่างเงากลับสลายกลายเป็นกลุ่มหมอกควันสีเทาจางหายไปในพริบตา ก่อนจะไปปรากฏตัวอีกครั้งที่มุมห้อง พร้อมกับเสียงหัวเราะเบาๆ ที่เสียดแทงประสาท
"ความจริงก็คือความจริง วิกตอเรีย เจ้าหนีเงาของตัวเองไม่พ้นหรอก" เสียงนั้นลอยล่องมาจากความมืด "และเมื่อใดก็ตามที่เจ้าเลือกจะปกป้องมนุษย์ผู้นี้... จุดจบของเจ้าก็มาถึงเช่นกัน"
สิ้นเสียงนั้น ความกดดันทั้งหมดก็พลันมลายหายไป เหลือเพียงความเงียบงันและความอ้างว้างที่กลับมาปกคลุมห้องใต้ดินอีกครั้ง
เร็นหอบหายใจหนักหน่วง เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามกรอบหน้าสวย หญิงสาวหันไปมองวิกตอเรียที่บัดนี้ทรุดตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งกับพื้นอิฐเย็นเฉียบ ไหล่บางไหวสะท้านเล็กน้อย ภาพลักษณ์ของแวมไพร์ผู้ทรงอำนาจและเย่อหยิ่งได้มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงหญิงสาวผู้โดดเดี่ยวและแตกสลาย
ความสงสารระคนความอยากรู้อยากเห็นพุ่งพล่านขึ้นมาในอกของเร็น หญิงสาวก้าวเข้าไปใกล้วิกตอเรียช้าๆ สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความกล้าทั้งหมดที่มี ก่อนจะย่อตัวลงนั่งคุกเข่าตรงหน้าอีกฝ่าย
"วิกตอเรีย..." เร็นเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด มือเรียวเอื้อมไปสัมผัสที่ไหล่บางเบา "เงื่อนงำทั้งหมดนั่น... มันคืออะไรกันแน่? คุณกำลังปิดบังอะไรฉันอยู่?"
วิกตอเรียเงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาสีไวน์แดงเอ่อคลอด้วยประกายความเปราะบางที่เร็นไม่เคยคาดคิดว่าจะได้เห็นในดวงตาคู่นี้ ความเจ็บปวด ความกลัว และความโหยหาถูกผสมปนเปกันจนน่าใจหาย ริมฝีปากบางเฉียบสั่นระริกก่อนจะเอמהออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าและสั่นเครือ
"เจ้า... อยากรู้ความจริงงั้นหรือเร็น?"
"ใช่ ฉันต้องการรู้" เร็นตอบกลับอย่างหนักแน่น ดวงตาสีเข้มมองตรงเข้าไปในดวงตาของแวมไพร์สาว "ไม่ว่าความจริงนั้นมันจะน่ากลัวแค่ไหน... ฉันก็พร้อมที่จะรับฟัง"
วิกตอเรียจ้องมองลึกลงไปในดวงตาของมนุษย์สาวตรงหน้า ความกล้าหาญที่ฉายชัดอยู่ในแววตานั้นช่างน่าหลงใหลและช่างโง่เขลาในเวลาเดียวกัน กลิ่นอายเลือดที่ลอยมาจากชีพจรบริเวณลำคอระหงของเร็นส่งกลิ่นยั่วยวนสัญชาตญาณกระหายเลือดให้ตื่นตัวขึ้นอีกครั้ง แต่วิกตอเรียไม่ได้ต้องการเลือดเพื่อดับกระหาย... นางต้องการคำตอบ
คำตอบที่จะพิสูจน์ว่า เร็น จะยังคงกล้าหาญอยู่หรือไม่ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคมเขี้ยวแห่งความจริง
วิกตอเรียยื่นมือเรียวเย็นเฉียบออกมา ช้าๆ และระมัดระวัง นิ้วเรียวยาวสัมผัสลงบนข้อมือด้านในของเร็น จุดที่ชีพจรเต้นตุบๆ ส่งเสียงเรียกหาความตายอย่างชัดเจน แวมไพร์สาวเลื่อนริมฝีปากเข้าใกล้ผิวเนื้อเนียนนุ่มนั้น กลิ่นหอมหวานของเลือดบริสุทธิ์แผ่ซ่านเข้าจมูกจนสติแทบหลุดลอย
"ถ้าเจ้าต้องการความจริงนัก..." วิกตอเรียกระซิบชิดผิวเนื้ออุ่นร้อน ลมหายใจเย็นเยือกเป่ารดข้อมือจนเร็นสะท้านเฮือก "จงยื่นข้อมือของเจ้าให้ฉัน... และแลกเปลี่ยนมัน... ด้วยความลับทั้งหมดที่ฉันมี"
เร็นนิ่งงิ่งไปชั่วขณะ หัวใจเต้นแรงจนแทบกระกระเด็นออกมานอกอก ความหวาดกลัวแล่นริ้วขึ้นมาตามสันหลังเมื่อตระหนักได้ว่านี่ไม่ใช่คำขู่ แต่เป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต ระหว่างการรักษาชีวิตรอดปลอดภัยกับความจริงที่จะเปลี่ยนโลกทั้งใบไปตลอดกาล
หญิงสาวหลับตาลงช้าๆ สูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่เพื่อสงบสติอารมณ์ ก่อนจะตัดสินใจทำในสิ่งที่คนสติสัมปชัญญะปกติไม่มีวันทำ
เร็นขยับข้อมือเข้าหาเรียวปากของวิกตอเรียมากขึ้นอีกนิด จนสัมผัสได้ถึงความเย็นเยือกของริมฝีปากแวมไพร์ที่แนบชิดลงบนผิวเนื้อ
"เอาสิคะ..." เร็นเอ่ยเสียงกระซิบ ท้าทายความตายด้วยรอยยิ้มจางๆ บนริมฝีปาก "ถ้าคมเขี้ยวของคุณจะให้ความจริงกับฉันได้... ฉันก็ยอมให้คุณลิ้มลองมัน"
วิกตอเรียเบิกตากว้างเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ ก่อนที่ดวงตาสีไวน์แดงจะลุกโชนด้วยประกายแห่งความกระหายและปรารถนาอันรุนแรง คมเขี้ยวสีขาวโพลนค่อยๆ งอกยาวออกมาสะท้อนกับแสงสลัวในห้องใต้ดิน
ในวินาทีที่คมเขี้ยวแหลมคมกำลังจะฝังลึกลงบนผิวเนื้อข้อมือของเร็นเพื่อปลดปล่อยพันธนาการแห่งสัญญาเลือด เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยคู่ก็ดังสนั่นก้องกังวานมาจากบันไดเบื้องบน... พร้อมกับพายุแห่งเปลวเพลิงสีน้ำเงินที่โหมกระหน่ำพังประตูห้องใต้ดินเข้ามาในพริบตา!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่รัตติกาลอันลึกล้ำนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในบทถัดไปค่ะ
ราตรีคอยรัก: คมเขี้ยวเสน่หาซ่อนเร้น•ตอนที่ 13
สัญญาเลือด
ผลงานโดย บลัดดี้แมรี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บลัดดี้แมรี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ราตรีคอยรัก: คมเขี้ยวเสน่หาซ่อนเร้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!