ราตรีคอยรัก: คมเขี้ยวเสน่หาซ่อนเร้น•ตอนที่ 12

เสียงเพลงจากห้องใต้ดิน

ผลงานโดย บลัดดี้แมรี่
กลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นอายดินชื้นแฉะของป่ารัตติกาลตลบอบอวลอยู่ปลายจมูก ทว่าสิ่งที่เร็นสัมผัสได้ชัดเจนยิ่งกว่าความกลัว คือแรงสั่นสะเทือนจากฝ่าเท้าขนาดมหึมาที่ย่ำลงบนพื้นหินอ่อนของคฤหาสน์ ดวงตาสีอำพันคู่นั้น—ดวงตาที่เรืองแสงราวกับเพลิงกาฬในความมืด—ไม่ได้มองสิ่งอื่นใดนอกจากเธอ “หมอบลง, เร็น!” เสียงหวีดหวิวของวิกตอเรียแหบพร่าและเฉียบคมราคมมีด เร็วเท่าความคิด ร่างระหงในชุดราตรียาวสีดำสนิทพุ่งเข้ามาคว้าเอวบางของเร็นไว้ แรงกระแทกจากการโถมเข้าใส่ทำให้ทั้งคู่กลิ้งหลบไปด้านหลังเสาหินแกรนดี้ เสี้ยววินาทีนั้นเอง กรงเล็บมหึมาของเงาร่างประหลาดก็ตะปบลงบนจุดที่เร็นยืนอยู่เมื่อครู่จนหินอ่อนแตกละเอียดเป็นจุล เศษฝุ่นผงฟุ้งกระจายเคล้ากับเสียงคำรามก้องที่สั่นสะเทือนไปถึงซี่โครง เร็นหอบหายใจถี่กระชั้น แผ่นหลังแนบชิดกับอกอุ่นของแกรนด์ดัชเชสแห่งรัตติกาล กลิ่นกุหลาบดำและไวน์แดงเก่าเก็บที่เป็นเอกลักษณ์ของวิกตอเรียโชยเข้าจมูก ทว่าตอนนี้มันเจือปนด้วยกลิ่นอายอันตรายและหยาดเหงื่อบางเบาที่ผุดขึ้นตามกรอบหน้าของแวมไพร์สาว “มัน... คืออะไรกันแน่คะ?” เร็นเค้นเสียงถามท่ามกลางความโกลาหล หัวใจเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมานอกอก แต่นัยน์ตาคู่สวยไม่มีแววแห่งความยอมแพ้ มีเพียงความท้าทายที่จุดประกายอยู่ในนั้น วิกตอเรียไม่ตอบ สีหน้าของแวมไพร์สาวตึงเครียดจนน่ากลัว ดวงตาสีไวน์แดงเข้มวาวโรจน์ด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ไม่บ่อยนักจะได้เห็น พระองค์สะบัดข้อมือเบาๆ กรงเล็บสีเงินยาวเฟื้อยงอกออกมาจากปลายนิ้ว พร้อมกับที่เงาร่างมหึมานั้นก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวเมื่อเผชิญหน้ากับจิตสังหารอันเย็นเยียบที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างเพรียวบาง “สุนัขรับใช้ที่เลยเถิด...” วิกตอเรียพسพึมพำด้วยน้ำเสียงต่ำต้อยที่เต็มไปด้วยความเหี้ยมเกรียม “เจ้ากล้าดียังไงถึงละเมิดเขตหวงห้าม... นอกเสียจากว่า มีใครบางคน ‘เปิดทาง’ ให้มัน” ประโยคหลังนั้น วิกตอเรียไม่ได้พูดกับสัตว์ประหลาดตรงหน้า สายตาคมกริบเหลือบมองขึ้นไปยังบันไดวนเบื้องบน ซึ่งความมืดมิดปกคลุมหนาทึบอย่างไร้ร่องรอยของผู้มาเยือน เร็นสังเกตเห็นปฏิกิริยานั้น ความสงสัยที่สะสมมานานนับตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเข้าสู่คฤหาสน์หลังนี้พวยพุ่งขึ้นมาในอก วิกตอเรียไม่ได้แค่ซ่อนตัวตนจากโลกภายนอก แต่พระองค์กำลังซ่อน ‘บางสิ่ง’ หรือ ‘ใครบางคน’ ไว้จากสายตาของคนในตระกูลเดียวกันเอง ฉับพลัน เงาร่างประหลาดนั้นก็คำรามลั่นก่อนจะถอยร่นหายกลับเข้าไปในความมืดของโถงทางเดินปีกตะวันตกอย่างรวดเร็วราวกับภาพลวงตา ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่น่าอึดอัด และรอยกรงเล็บลึกบนพื้นหินเป็นเครื่องเตือนใจว่าเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่ใช่ความฝัน วิกตอเรียผ่อนลมหายใจยาวนาน พระองค์ลดมือลง กรงเล็บสีเงินเลือนหายกลับ1เป็นปลายนิ้วเรียวงามดังเดิม ทว่าพระองค์ไม่ได้ปล่อยมือจากเอวของเร็นทันที นิ้วเรียวยาวจิกเข้ากับเนื้อผ้าเบาๆ คล้ายพยายามระงับอารมณ์บางอย่างที่กำลังปั่นป่วนอยู่ภายใน “เจ้าไม่ควรอยู่ที่นี่, เร็น” วิกตอเรียเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความซับซ้อน “ความอยากรู้อยากเห็นจะฆ่าเจ้า... เช่นเดียวกับที่มันเกือบจะฆ่าเจ้าไปแล้วในคืนนี้” “ถ้าฉันกลัวความตาย ฉันคงไม่ยืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่แรกหรอกค่ะ, วิกตอเรีย” เร็นเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว แม้หัวใจจะยังเต้นไม่เป็นจังหวะก็ตาม “และที่สำคัญ... คุณกำลังปิดบังอะไรอยู่กันแน่คะ? เสียงที่ฉันได้ยินทุกคืนจากเบื้องล่างนั่น... มันคืออะไรกันทำไมคุณถึงต้องทำตัวลับๆ ล่อๆ ด้วย” บรรยากาศรอบตัวราวกับลดอุณหภูมิลดลงจนติดลบ วิกตอเรียชะงักไป ดวงตาสีไวน์แดงหรี่ลงเล็กน้อย รังสีความกดดันแผ่ซ่านออกมาจนเร็นรู้สึกหายใจติดขัด ทว่าแวมไพร์สาวกลับไม่ได้เกรี้ยวกราดดังที่คาด พระองค์เพียงแต่แย้มยิ้ม... รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความขมขื่นและความเหนื่อยล้าที่กัดกินวิญญาณมานานนับศตวรรษ “เจ้าอยากรู้ความจริงขนาดนั้นเชียวหรือ...” วิกตอเรียกระซิบข้างใบหูของเร็น ลมหายใจเย็นเยียบที่เป่ารดต้นคอทำให้ขนลุกซู่ “ความลับของข้า... มันไม่ได้หอมหวานเหมือนกลิ่นเลือดของเจ้าหรอกนะ, เร็น มันคือคำสาป... และมันจะดึงเจ้าลงไปสู่นรกขุมที่ลึกที่สุดโดยไม่มีวันได้กลับขึ้นมา” “ต่อให้เป็นนรก... ถ้าฉันมีสิทธิ์เลือก ฉันก็ขอเลือกที่จะรู้มันจากปากของคุณเองค่ะ” คำตอบที่เด็ดเดี่ยวและดื้อรั้นทำให้วิกตอเรียแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ พระองค์ปล่อยมือจากเอวของเร็นอย่างไม่เต็มใจนัก ก่อนจะหมุนตัวเดินนำไปยังทิศทางตรงกันข้ามกับห้องโถง “ตามมาสิ ถ้าเจ้ากล้าพอ...” เร็นไม่ลังเลแม้แต่น้อย ฝ่ายหญิงสาวก้าวตามแผ่นหลังระหงนั้นไปทันที ผ่านทางเดินที่มืดมิดและยาวนานขึ้นเรื่อยๆ กลิ่นอายของความอับชื้นและกลิ่นหอมประหลาดบางอย่างเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งวิกตอเรียหยุดยืนอยู่หน้าบานประตูไม้สักโบราณบานหนึ่ง ซึ่งถูกตอกปิดตายด้วยโซ่เหล็กหนาและลงอักขระเวทมนตร์สีแดงฉานที่ยังคงเปล่งแสงเรืองรองจางๆ มือเรียวยาวของวิกตอเรียเอื้อมไปสัมผัสกับโซ่เหล็กเหล่านั้น เสียงโลหะกระทบกันดังกรุ้งกริ้งท่ามกลางความเงียบงัน “ที่นี่คือที่ไหนคะ...?” เร็นเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังงานอันน่าสะพรึงกลัวที่เล็ดลอดออกมาจากรอยแยกของประตู “ห้องใต้ดิน... ที่ไม่มีใครในคฤหาสน์หลังนี้ได้รับอนุญาตให้เหยียบย่างเข้ามา แม้แต่ตัวข้าเองในยามที่สติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์” วิกตอเรียหันกลับมามองเร็น สายตาคู่นั้นว่างเปล่าแต่ทว่ากลับสั่นไหวอย่างรุนแรง “และเสียงเพลงที่เจ้าได้ยินทุกค่ำคืน... มันก็ดังมาจากหลังประตูบานนี้แหละ, เร็น” วิกตอเรียสะบัดมือเพียงครั้งเดียว โซ่เหล็กที่พันธนาการไว้ก็ร่วงหล่นลงกระทบพื้นหินเสียงดังสนั่น พร้อมๆ กับที่บานประตูโบราณค่อยๆ แง้มเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นความมืดมิดอันไร้ก้นบึ้งภายใน ทว่า... สิ่งที่ลอยออกมาจากความมืดนั้น ไม่ใช่เสียงคำรามของสัตว์ร้ายอย่างที่เร็นคาดคิด แต่มันคือเสียงเพลงบรรเลงเปียโนอันโศกเศร้าและงดงามจับใจ... เสียงเพลงที่เต็มไปด้วยความโหยหา และเสียงกระซิบอันแผ่วเบาที่เรียกชื่อของวิกตอเรียซ้ำไปซ้ำมา *“วิกตอเรีย... ที่รักของฉัน... ในที่สุดเธอก็กลับมาหาฉันเสียที...”* ร่างของวิกตอเรียสะท้านเฮือกเมื่อได้ยินเสียงนั้น ดวงตาสีไวน์แดงเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกอย่างที่เร็นไม่เคยเห็นมาก่อน ในขณะที่เงาร่างหนึ่งที่ก้าวออกมาจากความมืดมิดของห้องใต้ดิน... กลับทำให้เลือดในกายของเร็นเย็นเฉียบลงทันที เมื่อพบว่าใบหน้าของบุคคลปริศนาผู้นั้น... ถอดแบบมาจากวิกตอเรียทุกระเบียดนิ้ว! ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมดำดิ่งไปในความมืดด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (บลัดดี้แมรี่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ราตรีคอยรัก: คมเขี้ยวเสน่หาซ่อนเร้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%