เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง•ตอนที่ 29

กระจกเงาสะท้อนใจ

ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
“คุณหมอรินรดาคะ... ถ้าเสียงดนตรีมันเงียบไปตลอดกาล คุณแม่จะยังรักหนูไหมครับ?” นิ้วเล็กๆ ของธันวาสั่นระริกขณะวางลงบนคีย์เปียโนสีขาวสะอาดตา แต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา เด็กชายไม่ได้กดมันลงไปจริงๆ เขาเพียงแค่สัมผัสผิวสัมผัสเย็นเยียบนั้นราวกับกำลังโอบกอดความว่างเปล่า ดวงตาที่เคยเป็นประกายในวันวาน บัดนี้เหลือเพียงแอ่งน้ำลึกที่สะท้อนเงาความแตกสลายของเด็กวัยเพียงสิบขวบ รินรดานั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเล็กฝั่งตรงข้าม เธอสูดหายใจเข้าลึกจนรู้สึกถึงความเย็นของเครื่องปรับอากาศในห้องซ้อมดนตรีที่หรูหราจนดูคล้ายห้องขังมากกว่าห้องสร้างสรรค์ศิลปะ เธอเห็นภาพตัวเองในตัวเด็กชายคนนี้อย่างชัดเจน... ภาพของเด็กหญิงตัวน้อยที่เคยพยายามวาดฝันด้วยพู่กันเพียงเพื่อจะถูกผู้ใหญ่ในบ้านฉีกทิ้งเพียงเพราะมัน "ไร้สาระ" และ "ไม่เชิดหน้าชูตา" “ธันวาคะ” รินรดาเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าสั่นไหวเล็กน้อยในใจ “หนูไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นเครื่องดนตรีของใครนะคะ หนูเกิดมาเพื่อเป็นธันวา... เด็กชายที่รักเสียงเพลง ไม่ใช่เด็กชายที่ต้องแบกความหวังของใครไว้บนบ่า” ธันวาเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตคู่นั้นไม่มีน้ำตา มันแห้งผากและว่างเปล่าเสียจนรินรดารู้สึกปวดหนึบที่ขั้วหัวใจ “ผมไม่มีตัวตนหรอกครับคุณหมอ ในบ้านหลังนี้... ผมเป็นแค่ความสำเร็จที่เดินได้ของคุณแม่ เป็นชื่อเสียงที่แปะอยู่บนฝาผนัง ถ้าผมหยุดเล่น ถ้าผมล้มเหลว ผมก็แค่ขยะที่รอวันถูกทิ้ง” ความเงียบเข้าปกคลุมห้องซ้อมดนตรีที่กว้างใหญ่จนน่าอึดอัด กลิ่นน้ำหอมราคาแพงของคุณหญิงภารดีที่ยังหลงเหลืออยู่ในอากาศดูเหมือนจะกลายเป็นโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น รัดรึงรอบคอของเด็กน้อยคนนี้ไว้แน่นหนาขึ้นเรื่อยๆ รินรดาหลับตาลง ภาพเหตุการณ์ในวัยเด็กของเธอซ้อนทับกับธันวาอย่างเลี่ยงไม่ได้ เธอเคยพยายามหนีจากกรงทองแบบนี้มาแล้ว แต่สำหรับธันวา... เขายังเป็นเพียงนกน้อยที่ปีกยังไม่แข็งแรงพอจะบินออกจากกรงแก้วที่เปราะบางแต่แข็งแกร่งนี้ ประตูห้องซ้อมดนตรีเปิดผางออกโดยไม่มีการเคาะ คุณหญิงภารดีก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างามตามแบบฉบับสตรีชนชั้นสูง ชุดผ้าไหมราคาแพงตัดกับใบหน้าเรียบเฉยที่ไร้ซึ่งความเมตตาปรานีต่อลูกชายของตนเอง “คุยกันเสร็จหรือยังคะคุณหมอ? ธันวายังต้องซ้อมเพลงของโชแปงให้จบก่อนมื้อเย็นนะคะ งานแสดงการกุศลอาทิตย์หน้าสำคัญมาก ความผิดพลาดแม้เพียงโน้ตเดียว ดิฉันไม่ยอมให้เกิดขึ้น” คุณหญิงเอ่ยพลางใช้สายตาเย็นชาจ้องมองรินรดา ราวกับจะบอกว่าสถานะจิตแพทย์เด็กในสายตาหล่อนก็เป็นเพียงคนรับใช้ที่ถูกจ้างมาเพื่อ "ซ่อมแซม" เครื่องจักรให้พร้อมใช้งานเท่านั้น “คุณหญิงคะ” รินรดาลุกขึ้นยืน รักษาระดับน้ำเสียงให้คงที่ที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ธันวาอยู่ในภาวะที่เปราะบางมากนะคะ หากเรายังฝืนกดดันเขาด้วยตารางที่หนักหน่วงแบบนี้ ผลลัพธ์อาจไม่ใช่แค่ความล้มเหลวบนเวที แต่มันคือการสูญเสียตัวตนของเด็กคนหนึ่งไปตลอดกาล” คุณหญิงภารดีแค่นยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ทำให้รินรดารู้สึกสะอิดสะเอียน “ตัวตน? ความสุข? สิ่งพวกนั้นมันเป็นเรื่องของคนไม่มีจะกินค่ะคุณหมอ สำหรับธันวา... หน้าที่ของเขาคือการเป็นความภาคภูมิใจของวงศ์ตระกูล ถ้าเขาไม่มีความสามารถ เขาก็ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องหาความสุขอะไรทั้งนั้น” หญิงสูงศักดิ์เดินตรงไปที่เปียโน มือที่สวมแหวนเพชรเม็ดโตเอื้อมไปบีบไหล่ลูกชายแน่น ธันวาสะดุ้งเฮือก ร่างกายเกร็งค้างอย่างคนหวาดกลัวแต่ไม่กล้าขัดขืน “เล่นต่อไปซะ ธันวา อย่าให้ความเหลวไหลของผู้ใหญ่บางคนมาทำให้ลูกเสียสมาธิ” รินรดามองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่เดือดพล่านอยู่ภายใน เธอเห็นเด็กหญิงรินรดาที่เคยคุกเข่าร้องขออิสรภาพจากพ่อแม่ซ้อนทับกับธันวาที่กำลังก้มหน้ายอมรับชะตากรรม ความโกรธแค้นต่อระบบครอบครัวที่บิดเบี้ยวเริ่มกัดกินสติสัมปชัญญะของเธอ แต่ในฐานะจิตแพทย์ เธอรู้ดีว่าการปะทะด้วยอารมณ์ไม่ใช่ทางออก ทว่าก่อนที่รินรดาจะได้โต้ตอบ สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ธันวาที่เงียบมาตลอดจู่ๆ ก็ผลักเก้าอี้เปียโนจนล้มครืน เสียงดังก้องกังวานไปทั่วห้อง เขาหันไปมองแม่ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป... มันไม่ใช่สายตาของเด็กชายที่หวาดกลัวอีกต่อไป แต่เป็นสายตาของคนที่ไม่เหลืออะไรให้เสียอีกแล้ว “ถ้าผมตายไป... ความสำเร็จของคุณแม่จะยังคงมีค่าอยู่ไหมครับ?” เด็กชายคว้าแจกันคริสตัลราคาแพงบนโต๊ะข้างๆ ขึ้นมา ทุบลงกับขอบเปียโนจนแตกละเอียด เศษคริสตัลคมกริบบาดเข้าที่ฝ่ามือเล็กๆ ของเขาจนเลือดสีแดงสดหยดลงบนลิ่มคีย์เปียโนสีขาวราวกับรอยเปื้อนที่ไม่มีวันลบเลือน คุณหญิงภารดีกรีดร้องด้วยความตกใจ ขณะที่รินรดาถลาเข้าไปเพื่อหวังจะห้ามปราม แต่ทว่า... ทันใดนั้น ไฟในห้องก็ดับพรึบลงพร้อมกับเสียงล็อคประตูดัง "คลิก" จากภายนอก! ท่ามกลางความมืดมิด มีเสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก้าวเข้ามาภายในห้องซ้อม พร้อมกับเสียงกระซิบที่เย็นเยียบจนรินรดาขนลุกชันว่า... "ในเมื่อรินรดาอยากรู้นักว่ากรงแก้วนี้มันร้าวได้แค่ไหน งั้นก็เชิญร่วมเป็นส่วนหนึ่งของรอยร้าวนั้นไปพร้อมกับเด็กคนนี้เลยเป็นไง?" หวังว่าเนื้อหาในตอนนี้จะทำให้คุณรี้ดรู้สึกถึงความอึดอัดที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในกรงแก้วแห่งนี้ไปพร้อมๆ กับดิฉันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ - กระจกเงาสะท้อนใจ
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%