“คุณหมอรินรดาคะ... ความเงียบในบ้านหลังนี้ มันดังเกินไปสำหรับเด็กคนหนึ่งไหมคะ?”
คำถามนั้นไม่ได้ออกมาจากริมฝีปากของเด็กชายธันวา แต่เป็นเสียงที่สั่นเครือของคุณหญิงภารดีที่หลุดออกมาท่ามกลางบรรยากาศอึดอัดภายในห้องรับรองส่วนตัว กลิ่นชาเอิร์ลเกรย์ราคาแพงอบอวลจนน่าเวียนหัว ตรงหน้าคุณหญิงคือเปียโนหลังงามที่ว่างเปล่า แต่นิ้วมือของเธอกลับขยับซ้ำไปซ้ำมาบนพื้นโต๊ะไม้ราคาแพงราวกับกำลังไล่โน้ตเพลงที่ไม่มีวันจบสิ้น
รินรดานิ่งเงียบ เธอสังเกตเห็นริ้วรอยรอบดวงตาของคุณหญิงที่ดูจะเด่นชัดขึ้นในวันนี้ ไม่ใช่เพราะกาลเวลา แต่เพราะความเปราะบางที่ฉาบไว้ด้วยหน้ากากของผู้ดีชั้นสูง
“คุณหญิงหมายถึงอะไรคะ?” รินรดาถามน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าสายตาจับจ้องไปที่ปลายนิ้วที่สั่นเทาของอีกฝ่าย
“หมายถึง... ความพยายามของฉันที่มักจะถูกมองว่าเป็นกรงขัง” คุณหญิงภารดีหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความรื่นรมย์ “คุณหมอรู้ไหมคะว่าตอนฉันอายุเท่าธันวา ฉันถูกส่งไปอยู่ในโรงเรียนประจำที่เคร่งครัดที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์ พ่อแม่ฉันไม่เคยถามว่าฉันเหงาไหม หรืออยากเล่นตุ๊กตาตัวไหนไหม สิ่งที่ฉันได้รับมีเพียงจดหมายรายเดือนที่ถามถึงแค่ 'อันดับคะแนน' และ 'สถานะทางสังคม' ของวงศ์ตระกูล”
เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เคยดุดันกลับดูว่างเปล่าเหมือนแก้วที่ร้าวลึกจากภายใน
“เด็กที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังด้วยความคาดหวัง... ไม่เคยตายหรอกค่ะรินรดา แต่มันจะโตขึ้นมาเป็นปีศาจที่พยายามสร้าง 'กรงแก้ว' ขึ้นมาเอง เพื่อหลอกตัวเองว่าเรากำลังปกป้องลูก... ทั้งที่จริงๆ แล้ว เราแค่กำลังสร้างคุกให้คนอื่นเพื่อให้ตัวเองรู้สึกปลอดภัยว่า 'เราจะไม่มีวันถูกทอดทิ้งอีกครั้ง'”
รินรดารู้สึกเหมือนมีก้อนแข็งๆ จุกอยู่ที่ลำคอ เธอสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่ถูกฉาบด้วยอำนาจ คุณหญิงภารดีไม่ได้เป็นเพียงศัตรูที่เธอต้องเผชิญหน้า แต่เป็น 'เหยื่อ' ของวงจรที่น่ารังเกียจนี้เช่นกัน
“คุณหญิงไม่ได้กำลังปกป้องธันวาหรอกค่ะ คุณหญิงแค่กำลังเอาความกลัวในอดีตไปแปะไว้บนตัวเขา” รินรดาเอ่ยช้าๆ เลือกคำพูดอย่างระมัดระวัง “ความเจ็บปวดของคุณหญิงไม่ควรเป็นมรดกที่ส่งต่อให้ธันวานะคะ”
คุณหญิงภารดีชะงัก นิ้วมือที่ขยับไปมาหยุดกึก เธอมองจ้องไปที่รินรดาด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป มันไม่ใช่ความโกรธ แต่เป็นความตื่นตระหนก เหมือนคนที่เพิ่งรู้ตัวว่ากำแพงที่สร้างมาตลอดทั้งชีวิตกำลังถูกกระเทาะออกทีละนิด
“คุณหมอคิดว่าตัวเองเป็นใครคะ?” เสียงของคุณหญิงเย็นเฉียบขึ้นทันที “ถึงได้กล้ามาตัดสินวิธีที่ฉันรักลูก... วิธีที่ฉันใช้เอาตัวรอดมาจนถึงวันนี้”
รินรดาขยับตัวลุกขึ้นยืน ความสงบเยือกเย็นของจิตแพทย์สาวทำให้บรรยากาศในห้องหนักอึ้งขึ้น “ดิฉันไม่ได้ตัดสินคุณหญิงค่ะ แต่ดิฉันกำลังจะทำในสิ่งที่จำเป็นที่สุดสำหรับธันวา... บางทีการปกป้องลูก อาจเริ่มจากการที่คุณหญิงต้องยอมเปิดประตู 'กรงแก้ว' นี้ออกเสียที ก่อนที่ทุกอย่างจะแตกสลายจนกู้กลับไม่ได้”
จังหวะที่รินรดาหมุนตัวจะเดินออกจากห้อง ประตูบานใหญ่ก็ถูกผลักเข้ามาอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
ธันวายืนหอบหายใจอยู่หน้าประตู ใบหน้าเล็กๆ ของเด็กชายซีดเผือด นัยน์ตาสีเข้มคู่นั้นไม่ได้มีความไร้เดียงสาเหลืออยู่เลย ในมือของเขากำแผ่นกระดาษยับยู่ยี่เอาไว้แน่น
“คุณแม่ครับ...” ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบจนน่ากลัว ผิดกับท่าทางของเด็กวัยสิบขวบอย่างสิ้นเชิง “ผมเจอไดอารี่ของแม่แล้ว... และผมก็เพิ่งรู้ว่าคนที่แม่พยายามจะขังไว้จริงๆ ไม่ใช่ผม แต่เป็น 'ตัวแม่เอง' ที่ตายไปแล้วตั้งแต่ตอนที่ถูกทิ้งที่สวิตเซอร์แลนด์คนนั้นใช่ไหมครับ?”
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัว คุณหญิงภารดีหน้าถอดสี มือที่เคยถือถ้วยชาสั่นจนช้อนกระทบจานกระเบื้องเสียงดังกังวาน รินรดามองทั้งสองคนสลับกัน ความรู้สึกหนาวเหน็บแล่นผ่านสันหลังเมื่อธันวาก้าวเข้ามาในห้องแล้ววางไดอารี่เล่มเก่าลงบนโต๊ะกลาง โดยที่สายตาของเด็กชายยังคงจ้องมองแม่ของเขาด้วยความว่างเปล่าที่บาดลึกยิ่งกว่าความเกลียดชัง
หวังว่าเนื้อหาในตอนนี้จะทำให้คุณรี้ดรู้สึกถึงรอยร้าวที่กำลังขยายตัวขึ้นในจิตใจของตัวละครทุกตัวไปพร้อมๆ กับดิฉันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ - กระจกเงาสะท้อนใจ
เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง•ตอนที่ 30
รอยร้าวในใจแม่
ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!