"ถ้าลูกยังเล่นผิดจังหวะแบบนี้อีก ก็ไม่จำเป็นต้องแตะต้องคีย์บอร์ดอีกต่อไป... หวังว่าแม่คงไม่ต้องพูดซ้ำนะ ธันวา"
เสียงของคุณหญิงภารดีราบเรียบ ทว่าทรงพลังดั่งคมมีดที่กรีดลงบนแผ่นแก้วบางๆ ในห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์ที่เงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจสั่นเครือของเด็กชายวัยสิบขวบ รินรดายืนแอบอยู่หลังเสาต้นใหญ่ในมุมมืดของโถงทางเดิน หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำจนเจ็บหน้าอก เธอเห็นธันวานั่งหลังตรงอยู่หน้าเปียโนหลังงาม แสงไฟสีนวลจากโคมระย้าด้านบนส่องให้เห็นรอยบอบช้ำจางๆ ที่ข้อมือเล็กๆ ของเขา ซึ่งเกิดจากการกดทับของนิ้วมือผู้เป็นแม่เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน
"ผม... ผมพยายามแล้วครับแม่ แต่โน้ตตัวนี้มัน..."
"พยายามคือข้ออ้างของคนที่ไม่เก่งพอ" คุณหญิงภารดีขัดขึ้นทันควัน เธอไม่แม้แต่จะปรายตามามองลูกชาย ร่างระหงในชุดผ้าไหมราคาแพงหมุนตัวเดินขึ้นบันไดวนไปโดยไม่หันกลับมามองแม้แต่นิดเดียว ทิ้งให้ความเงียบงันกลืนกินความรู้สึกของธันวาจนมิด
รินรดารอจนแน่ใจว่าเสียงรองเท้าส้นสูงของคุณหญิงหายไปจากระยะการมองเห็น เธอจึงก้าวออกมาจากมุมมืดอย่างแผ่วเบา แต่ทว่าธันวากลับไม่ได้ขยับตัวตามที่เธอคาดไว้ เด็กชายก้มหน้ามองคีย์เปียโนสีขาวสะอาดตาดั่งฟันฉลามที่รอจะขย้ำความฝันของเขาให้แหลกลาญ มือเล็กๆ ที่สั่นเทาค่อยๆ วางลงบนลิ่มเปียโน ก่อนจะกดลงไปเพียงโน้ตตัวเดียว... เสียงที่ก้องกังวานกลับฟังดูโศกเศร้าและแห้งแล้งอย่างน่าประหลาด
"ธันวา..." รินรดากระซิบเรียกเบาๆ เธอไม่อยากให้เขาตกใจ
เด็กชายสะดุ้งสุดตัว เขาหันขวับมามองเธอ ดวงตาที่เคยสุกสกาวดั่งดวงดาวบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและคราบน้ำตาที่แห้งกรัง "หมอริน... ทำไมคุณถึงยังอยู่ที่นี่"
"ฉันเป็นห่วง... และฉันก็คิดว่าลูกต้องการใครสักคน" เธอค่อยๆ ก้าวเข้าไปหาอย่างระมัดระวังเหมือนเข้าใกล้สัตว์ป่าที่กำลังบาดเจ็บ
"ไม่มีใครช่วยผมได้หรอกครับ" ธันวาแค่นยิ้ม สมองของเด็กสิบขวบที่ต้องแบกรับความคาดหวังของคนทั้งตระกูลดูเหมือนจะถึงขีดจำกัดแล้ว "ถ้าผมหายไป... โลกของแม่ก็คงจะพังลง เพราะไม่มีตัวสำรองให้เชิดโชว์อีกแล้ว จริงไหมครับ?"
คำพูดนั้นแทงใจรินรดาจนจุกแน่น เธอเข้าใจความรู้สึกนั้นดี ปมในอดีตที่เธอเคยถูกบีบคั้นด้วยกรอบของครอบครัวที่มองว่าความสำเร็จคือลมหายใจของคนเป็นแม่ ทำให้เธอรู้ว่าหากปล่อยให้เวลาผ่านไปอีกเพียงวินาทีเดียว สิ่งที่จะพังทลายอาจไม่ใช่แค่ความรู้สึกของธันวา แต่อาจเป็นจิตวิญญาณของเขาที่แตกสลายไปตลอดกาล
"ถ้าลูกอยากไป... ฉันจะอยู่ข้างๆ" รินรดาตัดสินใจบอกเขาด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงที่สุดเท่าที่จะทำได้
ธันวาไม่ได้ตอบ แต่เขาค่อยๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้เปียโน สิ่งที่เขาทำต่อมาทำให้รินรดาใจหายวาบ เขาไม่ได้เดินไปทางบันไดขึ้นห้องนอน แต่เขากลับเดินตรงไปที่ประตูบานยักษ์ที่เชื่อมสู่สวนหลังบ้าน ประตูที่ถูกล็อคไว้อย่างหนาแน่นเพื่อป้องกันไม่ให้เขาออกไป "โลกภายนอก... มันเงียบกว่านี้ไหมครับหมอ?"
"ข้างนอกนั่น... ลูกจะมีเสียงเป็นของตัวเองนะธันวา" รินรดากุมมือเขาไว้ ความเย็นเฉียบจากฝ่ามือเล็กๆ ของเด็กชายทำให้เธอรู้ว่าเขากำลังตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต
ราวตีสองครึ่ง คฤหาสน์ทั้งหลังจมดิ่งสู่ความมืดมิด มีเพียงแสงจันทร์ที่ลอดผ่านรอยแยกของผ้าม่าน รินรดาเฝ้ามองธันวาที่ปีนผ่านช่องหน้าต่างบานเล็กที่เธอช่วยขยับกรงเหล็กดัดที่ชำรุดออกให้ เขาส่งกระเป๋าเป้ใบเล็กที่บรรจุเพียงหนังสือโน้ตเพลงเก่าๆ และเสื้อผ้าเพียงไม่กี่ชุดออกมาให้เธอก่อนจะทิ้งตัวลงสู่พื้นหญ้าด้านล่างอย่างคล่องแคล่วเกินตัว เขาไม่มีแม้แต่ความลังเลในดวงตา ราวกับว่าที่นี่คือคุกที่เขารอวันจะหนีออกมาตลอดชีวิต
เมื่อเท้าของเด็กชายแตะพื้นหญ้านอกรั้วคฤหาสน์ เขาก็ไม่หันหลังกลับไปมองอีกเลย รินรดารีบตามเขาไป ทว่าในจังหวะที่ธันวากำลังจะก้าวพ้นประตูรั้วเหล็กดัดขนาดใหญ่ แสงไฟสปอร์ตไลท์จากป้อมยามหน้าบ้านก็สาดส่องลงมาจับที่ร่างของพวกเขาจนสว่างจ้าไปทั่วบริเวณ เสียงไซเรนจากระบบรักษาความปลอดภัยเริ่มทำงานด้วยความแหลมสูงชวนประสาทเสีย
"คุณหนูคะ! หมอริน! หยุดเดี๋ยวนี้นะ!" เสียงของหัวหน้าแม่บ้านดังขึ้นพร้อมกับเสียงฝีเท้าของบอดี้การ์ดหลายคนที่กรูเข้ามา
ธันวาหยุดชะงัก เขากำมือของรินรดาแน่นจนเส้นเลือดขึ้น รินรดาหันไปมองต้นเสียง เห็นเงาร่างของคุณหญิงภารดียืนเด่นเป็นสง่าอยู่ที่ระเบียงชั้นสอง ชุดคลุมสีดำยาวลากพื้นทำให้เธอดูไม่ต่างจากเทพีแห่งความตายในสายตาของเด็กชาย คุณหญิงไม่ได้โวยวาย แต่เธอกลับยิ้มออกมา—รอยยิ้มที่ทำให้รินรดารู้สึกหนาวสั่นไปถึงกระดูกสันหลัง เพราะในมือของคุณหญิงไม่ได้ถือแค่โทรศัพท์มือถือ แต่เธอกำลังถือแฟ้มเอกสารบางอย่างที่รินรดาจำได้แม่นว่าเป็น 'บันทึกการรักษา' ลับสุดยอดของธันวาที่เธอเก็บไว้ในห้องทำงาน
"รินรดา... เธอคิดว่าหนูธันวาจะหนีไปได้ไกลแค่ไหนกันจ๊ะ" คุณหญิงตะโกนลงมา เสียงนั้นเย็นเยียบและทรงอำนาจจนทำให้คนของฝ่ายรักษาความปลอดภัยชะงัก "ถ้าก้าวออกไปอีกก้าวเดียว สิ่งที่ฉันจะทำต่อไป ไม่ใช่แค่ขังเขาไว้ในห้อง... แต่ฉันจะทำให้ชีวิตหมอที่แสนดีคนนี้พังพินาศไปพร้อมกับเขาด้วยเอกสารฉบับนี้!"
ธันวาปล่อยมือรินรดาทันที ดวงตาของเขาสั่นระริกเหมือนคนเพิ่งถูกกระชากลงมาจากยอดเขา ความฝันที่จะเป็นอิสระมลายหายไปในพริบตา เมื่อร่างชายชุดดำสองคนเดินเข้ามาขนาบข้างเขาแล้วกระชากแขนให้เดินกลับเข้าสู่กรงแก้วใบเดิม รินรดาพยายามจะเข้าไปขวาง แต่เธอกลับถูกผลักออกไปอย่างรุนแรงจนล้มลงกับพื้นหินกรวด
ธันวาหันกลับมามองเธอเป็นครั้งสุดท้าย สายตาที่เขาใช้มองเธอไม่มีความหวังเหลืออยู่อีกแล้ว มีเพียงความสิ้นหวังที่แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาที่น่ากลัว... ก่อนที่เขาจะกระซิบคำพูดหนึ่งออกมาในจังหวะที่ผู้คุมผลักเขาผ่านประตูรั้วเข้าไป โดยที่รินรดาได้ยินเพียงแผ่วเบาว่า "คุณโกหกผม... หมอเองก็เป็นเหมือนพวกเขา"
รอยร้าวที่รินรดาพยายามจะประสาน บัดนี้มันกลายเป็นรอยแตกที่ไม่มีวันกลับมาเหมือนเดิมได้อีกแล้ว และสิ่งที่เธอกำลังจะได้เผชิญในวันรุ่งขึ้น คือความหายนะที่เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อน
หวังว่าเนื้อหาในตอนนี้จะทำให้คุณรี้ดรู้สึกถึงรอยร้าวที่กำลังขยายตัวขึ้นในจิตใจของตัวละครทุกตัวไปพร้อมๆ กับดิฉันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ - กระจกเงาสะท้อนใจ
เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง•ตอนที่ 31
เหตุการณ์ไม่คาดฝัน
ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!