“ธันวา... ถ้าลูกยังขีดเขียนอะไรที่มันไร้สาระแบบนี้อีก แม่เกรงว่าเวลาซ้อมเปียโนของลูกจะถูกเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า”
เสียงเย็นเยียบของคุณหญิงภารดีดังขึ้นเหนือหัว ในขณะที่ธันวายังคงก้มหน้าก้มตาตวัดพู่กันลงบนกระดาษวาดเขียนผืนใหญ่ เด็กชายไม่ได้เงยหน้ามองมารดา นัยน์ตาที่เคยสดใสของเขากลับหม่นแสงลงราวกับถูกเมฆหมอกเข้าปกคลุมอย่างถาวร บนกระดาษแผ่นนั้นคือรูปวาดครอบครัวที่มีขนาดใหญ่โตตั้งตระหง่านอยู่กลางสวนสวย ทว่าท่วงท่าของคนทั้งสาม—พ่อ แม่ และลูก—กลับดูบิดเบี้ยวผิดธรรมชาติ ยิ่งไปกว่านั้น ในจุดที่เป็นใบหน้าของบิดาและมารดา ธันวากลับทิ้งไว้เพียงพื้นที่ว่างเปล่าสีขาวโพลน ราวกับว่าตัวตนของคนทั้งสองไม่มีอยู่จริงในพื้นที่แห่งความทรงจำของเขา
รินรดาที่นั่งสังเกตการณ์อยู่ในมุมมืดของห้องบำบัดกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าที่ฝ่ามือ เธอสัมผัสได้ถึงความกดดันที่แผ่ซ่านออกมาจากคุณหญิงภารดี มันเป็นความกดดันที่หนาแน่นจนแทบหายใจไม่ออก จิตแพทย์สาวขยับตัวเล็กน้อย พยายามรักษาระยะห่างและท่าทีให้เป็นกลางที่สุดตามจรรยาบรรณวิชาชีพ แม้ในใจจะอยากลุกขึ้นไปกระชากความบิดเบี้ยวเหล่านั้นออกจากมือของผู้เป็นแม่ก็ตาม
“คุณหญิงคะ” รินรดาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยอำนาจที่มองไม่เห็น “การวาดรูปคือภาษาที่ธันวาใช้สื่อสารสิ่งที่เขาไม่สามารถเอ่ยปากบอกได้ พื้นที่ว่างบนใบหน้าของคนในรูป... สำหรับดิฉัน มันไม่ได้หมายถึงความไร้สาระหรอกค่ะ แต่มันอาจหมายถึงความไม่รู้จักตัวตนของผู้ให้กำเนิดในสายตาของลูก หรืออาจจะเป็นความโหยหาที่ถูกกลบฝังจนไม่เหลือแม้แต่เค้าโครงของความรัก”
คุณหญิงภารดีแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไม่มีความขบขันเจือปน มีเพียงความเย่อหยิ่งที่ฝังรากลึก “คุณหมอคะ ดิฉันส่งลูกมาให้คุณบำบัด ไม่ได้ส่งมาให้คุณสอนวิธีตีความทางจิตวิทยาที่ดูถูกการเลี้ยงดูของดิฉัน ธันวาเป็นเด็กฉลาด เขาแค่กำลังเรียกร้องความสนใจด้วยวิธีโง่ๆ แบบนี้เท่านั้น”
ธันวาวางพู่กันลงอย่างช้าๆ มือเล็กๆ ของเขาสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ เขาไม่ได้หันไปมองแม่ ไม่ได้หันไปมองรินรดา แต่สายตาจดจ้องอยู่ที่ใบหน้าว่างเปล่าในกระดาษนั้นเพียงอย่างเดียว เด็กชายค่อยๆ ใช้นิ้วมือที่เปื้อนสีดำป้ายลงไปบนพื้นที่ว่างเปล่าของใบหน้าแม่... ครั้งแล้วครั้งเล่า จนสีดำนั้นเริ่มกลายเป็นรอยปื้นหนาที่ดูเหมือนรอยช้ำหรือหยดน้ำตาที่ไม่มีวันไหลออกมา
“แม่ครับ...” ธันวาพึมพำ น้ำเสียงแหบพร่า “ที่ตรงนี้... มันไม่มีอะไรเลยจริงๆ หรือครับ หรือว่าจริงๆ แล้ว ผมแค่ไม่อยากจำว่าคนที่มองลงมาหาผม มีแววตาแบบไหนกันแน่”
รินรดารู้สึกเหมือนมีก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่คอ เธอเห็นธันวากำลังแตกสลาย—ไม่ใช่การแตกสลายแบบเสียงดังโครมคราม แต่เป็นการพังทลายแบบเงียบเชียบ เหมือนแก้วบางๆ ที่ถูกบีบด้วยอุ้งมือของยักษ์ใหญ่ที่มองไม่เห็น เธอต้องทำอะไรสักอย่าง ก่อนที่เด็กชายคนนี้จะสูญเสียตัวตนไปมากกว่านี้
“ธันวาคะ” รินรดาเรียกชื่อเขาเบาๆ เธอขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิดจนอยู่ในระยะที่เขารู้สึกปลอดภัย “ลองบอกหมอได้ไหมคะว่า ทำไมมือของเด็กในรูปถึงมีสีแดง... สีแดงที่หยดลงบนพื้นหญ้าตรงนั้น”
ธันวาเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่ว่างเปล่าคู่นั้นสบเข้ากับรินรดาเป็นครั้งแรก และในแววตานั้นเองที่รินรดาเห็นบางอย่างที่ทำให้หัวใจของเธอแทบหยุดเต้น มันไม่ใช่ความซึมเศร้าธรรมดา แต่มันคือการตัดสินใจบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัว เด็กชายยิ้ม—ยิ้มที่มุมปากอย่างอ่อนโยนจนน่าขนลุก ก่อนจะหันกลับไปหาผู้เป็นแม่ที่ยังยืนตีหน้าขรึมอยู่
“แม่ครับ” ธันวาพูดด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสนิทจนน่าตกใจ “ถ้าวันนี้ผมลบสีทั้งหมดนี้ออกไป แล้วปล่อยให้กระดาษมันกลับไปเป็นสีขาวสะอาด... แม่จะรักผมไหมครับ? หรือว่าสุดท้ายแล้ว แม่จะรักแค่คนในรูปที่มีใบหน้าสวยหรู โดยไม่สนใจเลยว่าไอ้ตัวที่วาดมันขึ้นมาน่ะ... มันกำลังจะตายอยู่ตรงหน้าแม่แล้ว”
คุณหญิงภารดีชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าของนางบิดเบี้ยวด้วยความโกรธที่ผสมปนเปกับความตกใจ แต่ก่อนที่นางจะได้ทันเอ่ยปากตอบโต้ เสียงของอุปกรณ์บางอย่างที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานของรินรดาก็ดังขึ้นพร้อมกับข้อความแจ้งเตือนด่วนจากโรงพยาบาล
รินรดามองหน้าจอโทรศัพท์สลับกับเด็กชายตรงหน้า หัวใจของเธอหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมื่อเห็นชื่อของผู้ป่วยฉุกเฉินที่เพิ่งถูกส่งตัวเข้ามาที่ห้องฉุกเฉินในวินาทีนี้... มันคือชื่อของคนในอดีตที่เธอพยายามลบเลือนมาตลอดชีวิต และดูเหมือนว่า 'คนคนนั้น' จะไม่ได้มาตัวเปล่า แต่กำลังถือบางอย่างที่เชื่อมโยงถึง 'ความลับ' ในครอบครัวของธันวามาด้วย
ธันวาค่อยๆ ลุกขึ้นยืน หยิบรูปวาดนั้นขึ้นมาแล้วฉีกออกเป็นสองซีก—ครึ่งหนึ่งที่มีใบหน้าของเขาทิ้งลงถังขยะ และอีกครึ่งหนึ่งที่มีเพียงร่างอันว่างเปล่าของพ่อและแม่ยื่นส่งให้คุณหญิงภารดีด้วยสายตาที่เย็นชาราวกับน้ำแข็ง
“แม่เก็บเอาไว้นะครับ...” ธันวากระซิบข้างหูแม่ที่กำลังอึ้งค้าง “ของปลอมแบบนี้... เหมาะกับบ้านของเราที่สุดแล้ว”
รินรดาคว้ากระเป๋าถือของเธอไว้แน่น เธอรู้แล้วว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ คือพายุที่จะพัดพาทุกอย่างที่เธอพยายามปกป้องให้พังทลายลงในพริบตาเดียว
ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงร่วมเดินทางผ่านรอยร้าวในใจไปพร้อมกับตัวละครของกระจกเงาสะท้อนใจนะคะ
เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง•ตอนที่ 15
ภาพวาดที่ไร้สีสัน
ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!