"ถ้าธันวาเล่นพลาดอีกแค่โน้ตเดียว แม่จะสั่งให้ขนเปียโนทิ้งลงถังขยะให้หมด แล้ววันนั้น... แกก็ไม่ต้องไปโรงเรียนอีกเลย"
เสียงของเสียงคุณหญิงภารดีราบเรียบ ทว่าเย็นเฉียบราวกับใบมีดที่กรีดลงบนความเงียบงันภายในห้องซ้อมดนตรีส่วนตัว รินรดายืนนิ่งอยู่หลังบานประตูไม้แกะสลักที่แง้มไว้เพียงเล็กน้อย เธอไม่เห็นสีหน้าของคุณหญิง แต่เห็นนิ้วมือเล็กๆ ของธันวาที่วางอยู่บนคีย์บอร์ดสั่นระริกจนแทบจะกดไม่ลง
เด็กชายวัยสิบขวบไม่ได้โต้ตอบ เขาเพียงแต่นิ่งค้าง สายตาจ้องเขม็งไปที่รอยบุบเล็กๆ บนเนื้อไม้สีดำเงาของเปียโนหลังงาม เหมือนนั่นคือจุดยึดเหนี่ยวเดียวที่เหลืออยู่บนโลกที่เต็มไปด้วยความคาดหวังที่หนักอึ้ง
รินรดากำสมุดบันทึกเล่มเล็กในกระเป๋าเสื้อกาวน์แน่น เธอไม่ได้มาที่นี่เพื่อฟังการขู่เข็ญ แต่เธอมาในฐานะจิตแพทย์ผู้ถูกเชิญมาเพื่อ 'รักษา' อาการเหม่อลอยของเด็กชาย ซึ่งในมุมมองของคุณหญิงภารดี นั่นคือโรคร้ายที่ทำลายภาพลักษณ์ความอัจฉริยะของลูกชาย
"คุณหญิงคะ..." รินรดาผลักบานประตูเข้าไปด้วยกิริยาแช่มช้า ทว่าหนักแน่นพอที่จะขัดจังหวะความกดดันนั้นได้ "การเรียนรู้ที่มาพร้อมกับความกลัว มักจะทำลายความสวยงามของดนตรีไปเสียหมดนะคะ ดิฉันคิดว่าเราควรหยุดพักสักครู่ ธันวาต้องการดื่มน้ำเย็นๆ ไหมคะ?"
คุณหญิงภารดีหันมา ดวงตาคู่คมดุจเหยี่ยวเบนมาทางผู้มาเยือน ใบหน้าเรียบเนียนจากการศัลยกรรมตึงเปรี๊ยะยกยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา
"หมอรินรดามาเร็วกว่ากำหนดนะคะ" เธอเว้นวรรคจังหวะการหายใจ ก่อนจะโบกมือไล่ธันวา "ไปดื่มน้ำสิ แล้วกลับมาเริ่มซ้อมท่อนแอนดาเต้ใหม่ให้แม่ฟังอีกรอบ อย่าให้หมอเขาเสียเวลาดูเด็กไม่เอาไหน"
ธันวาลุกขึ้นอย่างแผ่วเบา ไหล่ที่ลู่ลงของเด็กชายคือหลักฐานที่รินรดาจดจำไว้ในใจ เธอส่งยิ้มบางๆ ให้เขา—ยิ้มที่ไม่ได้มีความหมายแค่การทักทาย แต่เป็นการสื่อสารว่า *'ฉันมองเห็นสิ่งที่เธอแบกไว้นะ'* ธันวาเงยหน้าขึ้นเพียงแวบเดียว แววตาของเขาที่ควรจะมีความสดใสตามวัย กลับมีเพียงความว่างเปล่าที่ลึกสุดหยั่ง
เมื่อประตูปิดลงจนเหลือเพียงเธอกับคุณหญิง รินรดาก็เริ่มจดบันทึกลงในสมุด เธอทำทีเป็นสอบถามเรื่องพัฒนาการ แต่แท้จริงแล้วคือการเก็บข้อมูลพฤติกรรมการละเมิดสิทธิเด็กที่ซ่อนอยู่ในคำพูดสวยหรู
"คุณหญิงคะ ดิฉันสังเกตเห็นรอยช้ำที่ข้อมือของน้องเมื่อสัปดาห์ก่อน..." รินรดาเอ่ยขึ้นเบาๆ แต่ชัดเจนในทุกถ้อยคำ
"เขาล้มค่ะ ซุ่มซ่ามเหมือนพ่อเขา" คุณหญิงตอบทันควันโดยไม่ต้องคิด "เด็กสมัยนี้ชอบเรียกร้องความสนใจด้วยการสร้างบาดแผลให้ตัวเอง หมอคงเข้าใจดีนะคะว่าการเลี้ยงลูกให้เป็น 'หน้าเป็นตา' ของสังคมมันไม่ง่าย ถ้าต้องคอยประคบประหงมทุกเรื่อง ชีวิตก็คงไม่เจริญ"
"แต่สิทธิของเด็กไม่ได้รวมถึงการถูกกดดันจนเกินขีดจำกัดทางร่างกายและจิตใจนะคะ" รินรดาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่แข็งกร้าวของอีกฝ่าย "คุณหญิงมองว่าการบีบคั้นคือความรัก แต่ในมุมมองของเด็ก มันคือการกักขังนะคะ เรากำลังสร้างกรงแก้วที่สวยงามไว้ครอบเขา แต่กรงนั้นกลับไร้อากาศหายใจ"
"หมอกำลังจะสั่งสอนฉันเหรอคะ?" คุณหญิงภารดีหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูเหมือนการดูแคลน "ฉันให้เงินบริจาคแก่โรงพยาบาลของคุณทุกปี เพื่อให้ได้หมอที่เข้าใจโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ใช่หมอเพ้อฝันที่วันๆ เอาแต่ปกป้องเด็กจนลืมดูฐานะตัวเอง"
รินรดาไม่ได้โต้ตอบด้วยอารมณ์ เธอเพียงแต่ขยับแว่นสายตา บันทึกข้อมูลข้อความข้างต้นลงไปอย่างใจเย็น สำหรับรินรดา ทุกประโยคที่ออกจากปากผู้หญิงคนนี้คือหลักฐานมัดตัวที่ชัดเจนที่สุดในการวางแผนช่วยเหลือธันวาออกจากวังวนนี้
เวลาผ่านไปจนบ่ายแก่ รินรดาขอตัวออกมายังสวนหลังบ้าน เธอพบธันวานั่งกอดเข่าอยู่ใต้ต้นไทรใหญ่ เด็กชายไม่ได้กำลังเล่นสนุก เขาเพียงแต่นั่งมองมดที่เดินผ่านไปมา
"ธันวา..." รินรดานั่งลงข้างๆ ไม่ใกล้ไม่ไกลจนเกินไป
"หมอครับ..." เสียงเล็กๆ สั่นเครือ "ถ้าผมทำเปียโนพังจริงๆ แม่จะทิ้งผมไปไหมครับ?"
คำถามนั้นราวกับมีดกรีดลงบนหัวใจของจิตแพทย์สาว เธอรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องของเปียโน แต่เป็นความหวาดกลัวต่อการถูกทอดทิ้งหากไร้ซึ่ง 'คุณค่า' ในสายตาผู้เป็นแม่
"ไม่ว่าธันวาจะเป็นอย่างไร ธันวาก็ยังมีคุณค่าในตัวเองเสมอค่ะ" รินรดากระซิบพลางส่งสร้อยข้อมือเล็กๆ ที่มีจี้รูปดาวให้เขา "นี่คือสัญญาใจของเรานะ ถ้าวันไหนที่เธอรู้สึกเหมือนกำลังจะจมน้ำ ให้กำสิ่งนี้ไว้ แล้วนึกถึงมือของฉัน... ฉันจะไม่ปล่อยให้เธออยู่ลำพัง"
ทว่า ในขณะที่รินรดากำลังจะเอื้อมมือไปลูบหัวเด็กชาย เสียงฝีเท้าหนักๆ ของรองเท้าส้นสูงก็ดังกระชั้นเข้ามาจากทางระเบียง ตามด้วยเสียงของคนที่สามที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะปรากฏตัวขึ้นในวันนี้
"นี่มันหมายความว่ายังไง รินรดา?"
รินรดาเงยหน้าขึ้นมองบุคคลตรงหน้า หัวใจหล่นวูบไปที่ตาตุ่ม เมื่อเห็นธนา—บิดาของธันวา—ยืนอยู่เคียงข้างคุณหญิงภารดีด้วยสีหน้าถมึงทึง ในมือของเขามีแฟ้มเอกสารบางอย่างที่ดูคุ้นตาเสียเหลือเกิน
"ผมไม่คิดเลยว่าจิตแพทย์ที่ได้รับความไว้วางใจจากครอบครัวเรา จะแอบรวบรวมประวัติการเลี้ยงดูของภรรยาผมเพื่อส่งเรื่องไปยังหน่วยงานคุ้มครองสิทธิเด็กแบบนี้" ธนาเขวี้ยงแฟ้มลงบนพื้นหญ้าต่อหน้าเธอ "คุณคิดว่าคุณกำลังทำในสิ่งที่ถูกต้องงั้นหรือ?"
รินรดาตัวแข็งทื่อ นี่ไม่ใช่แค่ความล้มเหลวในการเก็บข้อมูล แต่คือการถูกเปิดโปงแผนการทั้งหมดก่อนเวลาอันควร และเมื่อเธอเห็นรอยยิ้มเย้ยหยันของคุณหญิงภารดีที่ส่งมาให้ธันวา รินรดาก็รู้ทันทีว่า... เรื่องราวมันกำลังจะเลวร้ายกว่าที่เธอเคยจินตนาการไว้หลายเท่า
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและโอบกอดบาดแผลไปพร้อมกับตัวละครของกระจกเงาสะท้อนใจนะคะ
เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง•ตอนที่ 14
สิทธิที่ถูกละเลย
ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!