เสียงก้องกังวานของโน้ตตัวสุดท้ายจากบทเพลงโซนาตาของโชופן ถูกตัดขาดด้วยเสียงกระแทกของบานประตูไม้สักทองอย่างรุนแรง จนทำให้ความเงียบงันภายในห้องซ้อมเปียโนหรูหรากลับมาครอบงำอีกครั้ง ราวกับความตายได้เดินเข้ามานั่งร่วมโต๊ะด้วย
รินรดาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจที่กำลังสั่นไหวตามแรงอารมณ์ของบรรยากาศรอบตัว เธอยังคงจำสายตาของธันวาในวินาทีที่เสียงเปียโนหยุดลงได้ดี เด็กชายวัยสิบขวบไม่ได้หันมามองผู้เป็นแม่ที่ยืนหายใจหอบกระชั้นอยู่หน้าประตู แต่ดวงตากลมโตคู่นั้นกลับเหม่อมองไปยังคีย์บอร์ดสีขาวสลับดำราวกับมันเป็นหลุมศพของความฝัน
"แกหยุดเล่นทำไม ธันวา! แม่บอกกี่ครั้งแล้วว่าท่อนสุดท้ายตรงนั้น จังหวะของแกมันเพี้ยน มันสะดุด ทำไมแกถึงไม่รู้จักความสมบูรณ์แบบเสียบ้าง!" เสียงของคุณหญิงภารดีดังแทรกขึ้นมา ทำลายความเปราะบางของอากาศในห้องจนแทบแหลกสลาย ผู้เป็นแม่ก้าวฉับๆ เข้ามาใกล้เปียโน ใบหน้าที่เคยงดงามด้วยเครื่องสำอางราคาแพงบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว มือเรียวที่สวมแหวนเพชรเม็ดโตเอื้อมไปคว้าข้อมือเล็กของเด็กชายแล้วบีบแน่น "ตอบแม่สิ! ทำไมแกถึงนิ่งเงียบแบบนี้! เป็นใบ้ไปแล้วหรือไง!"
รินรดารีบก้าวเข้าไปขวางระหว่างคนทั้งสอง สัญชาตญาณความเป็นจิตแพทย์เด็กและผู้พิทักษ์สิทธิของเธอร้องเตือนภัยเสียงดังลั่นในอก เธอยกมือขึ้นแตะเบาๆ ที่แขนของคุณหญิงภารดี แม้จะรู้ดีว่าการกระทำนี้จะยิ่งราดน้ำมันลงบนกองเพลิงก็ตาม
"คุณหญิงคะ กรุณาใจเย็นลงก่อนค่ะ การใช้ความรุนแรงและคำพูดกดดันแบบนี้ มีแต่จะทำให้ภาวะทางจิตใจของน้องธันวาแย่ลงไปอีกนะคะ ดิฉันขอร้องในฐานะแพทย์ผู้ดูแล" รินรดาเอמהเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น พยายามซ่อนความโกรธเคืองที่กำลังปะทุขึ้นภายใต้รอยยิ้มและแววตาที่สงบ
คุณหญิงภารดีสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมอย่างไม่ไยดี ดวงตาคู่คมจ้องมองรินรดาด้วยความดูถูกเหียดหยาม "หมอรินรดา! คุณไม่มีสิทธิ์มาสั่งสอนฉันในบ้านของฉันนะ เด็กคนนี้เกิดมาเพื่อเป็นศิลปินระดับโลก ไม่ใช่เด็กเก็บกดอ่อนแอแบบที่คุณกำลังพยายามปั้นแต่งขึ้นมาหรอก! ที่เขาเป็นแบบนี้ ก็เพราะคุณคอยแต่โอ๋ คอยแต่ตามใจเขาต่างหาก!"
รินรดานิ่งเงียบไปชั่วขณะ ไม่ใช่เพราะเธอกลัวอำนาจหรือคำขู่ของคุณหญิงภารดี หากแต่สายตาของเธอบังเอิญเหลือบไปเห็นปฏิกิริยาของเด็กชายที่นั่งอยู่ตรงกลางความขัดแย้งนั้น
ธันวานั่งตัวแข็งทื่อ ไหล่เล็กๆ ห่อเข้าหากันจนแทบจะจมหายไปกับลำตัว ใบหน้าที่เคยสดใสไร้เดียงสาซีดเผือดไร้สีเลือด ริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันแน่นเริ่มสั่นระริก ดวงตาคู่นั้นว่างเปล่าราวกับจิตวิญญาณได้หลุดลอยออกจากร่างไปแล้ว ความเงียบที่น่ากลัวแผ่ซ่านออกมาจากตัวเด็กชายราวกับควันพิษที่ค่อยๆ กัด
"ธันวาจ๊ะ... มองหน้าน้ารินนะลูก หายใจเข้าลึกๆ ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ นะคะ" รินรดาย่อตัวลงให้ระดับสายตาเสมอกับเด็กชาย เอื้อมมือออกไปหวังจะสัมผัสไหล่บางเพื่อดึงสติเขากลับมา แต่ยังไม่ทันที่ปลายนิ้วจะแตะโดนเนื้อผ้า
ร่างเล็กของธันวาก็กระตุกเกร็งอย่างรุนแรง
เด็กชายอ้าปากค้างราวกับพยายามจะกรีดร้องหรือกล่าวบางสิ่งออกมา แต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากลำคอเลยแม้แต่น้อย มีเพียงหยาดน้ำใสที่เอ่อล้นทะลักออกจากดวงตาทั้งสองข้าง ไหลอาบแก้มที่ตอบ ริมฝีปากที่สั่นระริกพยายามขยับขยายซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ความหวาดกลัวขั้นสุดยอดได้ปิดกั้นการเปล่งเสียงของเขาไว้อย่างสมบูรณ์แบบ—เด็กชายกลับมาสูญเสียการพูดอีกครั้งแล้ว
บรรยากาศในห้องซ้อมเปียโนดิ่งวูบลงสู่ความหนาบดบัง รินรดารู้สึกเหมือนมีก้อนสะอื้นมาจุกอยู่ที่คอ เธอหันกลับไปมองคุณหญิงภารดีด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวังและตำหนิอย่างรุนแรง
"เห็นไหมคะ... สิ่งที่คุณทำลงไป มันผลักเด็กคนหนึ่งตกลงไปในเหวลึกเกินกว่าที่คุณจะจินตนาการได้แล้วนะคะ" รินรดาเอ่ยเสียงสั่นด้วยความโกรธที่อัดแน่นอยู่ในอก
คุณหญิงภารดีชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นอาการของลูกชาย แต่ความอีโก้และทิฐิอันสูงส่งก็รีบเข้ามาปกป้องความรู้สึกผิดในใจทัน "อย่ามาใส่ร้ายฉันนะ! เขาก็แค่แกล้งทำเป็นสำออย เพื่อเรียกร้องความสนใจจากพวกคุณเท่านั้นแหละ! ธันวา! หยุดสำออยแล้วลุกขึ้นมาเล่นเปียโนเดี๋ยวนี้!"
รินรดาไม่สนใจเสียงกรีดร้องของผู้เป็นแม่อีกต่อไป เธอรวบรวมสติทั้งหมด นั่งลงคุกเข่าตรงหน้าเด็กชาย โอบกอดร่างที่กำลังสั่นเทาของธันวาไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม พร้อมทั้งกระซิบถ้อยคำปลอบโยนซ้ำๆ ข้างใบหูของเขา เพื่อบอกให้เขารู้ว่าเขายังคงปลอดภัยในอ้อมแขนนี้ แม้ว่าโลกภายนอกจะพยายามพังทลายเขาลงมาสักแค่ไหนก็ตาม
"ไม่เป็นไรนะลูก... น้ารินอยู่ตรงนี้แล้ว หนูไม่ได้อยู่คนเดียวนะคะ..."
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่มีใครรู้ จนกระทั่งความโกลาหลภายในห้องถูกขัดจังหวะลงด้วยเสียงเคาะประตูด้านนอก สามครั้ง... เบาๆ แต่ทรงพลังพอที่จะดึงความสนใจของทุกคนให้หันไปมอง
ประตูห้องซ้อมเปียโนถูกผลักให้เปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นร่างสูงโปรดของชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเข้ม ใบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยรอยย่นแห่งกาลเวลาและแววตาที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจลึกลับก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ที่ธรณีประตู
คุณหญิงภารดีเบิกตากว้างด้วยความตกใจ สีหน้าของเธซีดเผือดลงทันทีราวกับเห็นผีในเวลากลางวัน เมื่อบุคคลที่ไม่คาดฝันว่าจะปรากฏตัวในสถานที่แห่งนี้และเวลานี้ เอ่ยปากทักทายด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ
"สวัสดีครับคุณภารดี... ดูเหมือนว่าผมจะมาทันเวลาเห็นฉากละครฉากใหญ่นี้พอดีเลยสินะครับ"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและแบ่งปันความรู้สึกไปกับตัวละครของกระจกเงาสะท้อนใจนะคะ
เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง•ตอนที่ 48
วิกฤตสุขภาพจิต
ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!