เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง•ตอนที่ 49

ความหดหู่ที่ถาโถม

ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
เสียงฝ่ามือกระทบแป้นคีย์บอร์ดสีดำขลับดังขึ้นติดต่อกันหลายครั้งในห้องสี่เหลี่ยมทึบแสง รินรดาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาบนผนังที่เข็มยาวเลยเลขสิบสองมานานแล้ว แสงไฟสีส้มจากโคมไฟตั้งโต๊ะส่องกระทบใบหน้าด้านข้างที่เหนื่อยล้า ใต้ดวงตาคู่คมปรากฏรอยคล้ำจาง ๆ บ่งบอกถึงการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอตลอดหลายคืนที่ผ่านมา บนโต๊ะทำงานเต็มไปด้วยแฟ้มประวัติการรักษา แผ่นบันทึกเสียงการบำบัด และสมุดบันทึกที่เต็มไปด้วยลายมือยึกยือของเธอเอง การรักษาเด็กชายธันวาเดินทางมาถึงจุดที่เปราะบางที่สุด ความกดดันจากคุณหญิงภารดีผู้เป็นมารดา ไม่เพียงแต่บั่นทอนจิตใจของเด็กน้อยวัยสิบขวบเท่านั้น แต่มันยังกัดกินพลังงานทางจิตวิญญาณของเธอเองทีละน้อย รินรดารู้ดีว่าหากเธอถอยเพียงก้าวเดียว เด็กชายคนนั้นจะร่วงหล่นลงไปในเหวลึกที่ไม่มีวันปีนกลับขึ้นมาได้อีก "คุณหมอคะ... ผลประเมินรอบล่าสุดของน้องธันวาออกมาแล้วค่ะ" เสียงของพยาบาลสาวหน้าห้องดังผ่านอินเตอร์คอมด้วยน้ำเสียงกังวล รินรดาสูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อเรียกสติ ก่อนจะกดปุ่มตอบกลับ "เข้ามาได้เลยค่ะ" ประตูห้องเปิดออกพร้อมกับแฟ้มสีฟ้าเอกสารชุดใหม่ที่ถูกวางลงตรงหน้า รินรดาเปิดอ่านตัวเลขและกราฟแสดงภาวะอารมณ์ด้วยหัวใจที่กระตุกวูบ คะแนนความวิตกกังวลพุ่งสูงขึ้นจนน่าตกใจ ในขณะที่ดัชนีความสุขดิ่งลงแตะจุดต่ำสุดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เด็กชายผู้เคยสร้างเสียงดนตรีอันไพเราะจากปลายนิ้ว ตอนนี้กลับเลือกที่จะปิดปากเงียบสนิท ปฏิเสธการสื่อสารกับโลกภายนอก แม้กระทั่งกับเปียโนคู่ใจที่เขาเคยรัก "แกไม่ยอมแตะต้องเปียโนเลยมาสามวันแล้วค่ะคุณหมอ" เสียงพยาบาลกระซิบต่อ "แม่บ้านบอกว่าคุณหญิงภารดีบังคับให้ซ้อมวันละสี่ชั่วโมงเหมือนเดิม แต่น้องธันวาแค่นั่งมองมันแล้วร้องไห้เงียบ ๆ โดยไม่มีเสียงสะอื้น น่ากลัวมากเลยค่ะ" รินรดานิ่งเงียบ ปลายนิ้วเรียวยาวประสานกันแน่นบนโต๊ะทำงาน ภาพรอยแผลเป็นในใจของเธอเองสมัยวัยเด็กผุดขึ้นมาทับซ้อนกับภาพของธันวา ความทรงจำอันเจ็บปวดจากการถูกคาดหวังให้เป็น “สมบูรณ์แบบ” ในสายตาผู้ใหญ่ไหลบ่าเข้ามาจนหน้าอกอึดอัด ราวกับมีก้อนหินหนักอึ้งกดทับลงมา เธอเข้าใจเด็กคนนั้นดี... เด็กที่ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเลือกเสียงร้องไห้ของตัวเอง "ฉันจะต้องเข้าไปคุยกับคุณหญิงภารดีอีกครั้งค่ะ" รินรดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่มั่นคง แววตาฉายประกายความเด็ดเดี่ยวที่ไม่อาจประนีประนอมได้อีกต่อไป "และฉันจะเพิ่มชั่วโมงการบำบัดแบบกลุ่มและการเคลื่อนไหวร่างกายให้กับน้องธันวาเป็นสัปดาห์ละสี่วัน เริ่มตั้งแต่วันพรุ่งนี้เลยค่ะ" "แต่นั่นหมายถึงคุณหมอจะต้องทำงานติดต่อกันสัปดาห์ละเจ็ดวัน ไม่มีวันหยุดเลยนะคะ ร่างกายคุณหมอ..." "ชีวิตเด็กคนหนึ่งรอไม่ได้หรอกค่ะ" รินรดาดักคอขึ้นทันท่วงที ดวงตาคู่คมมองตรงไปข้างหน้าอย่างไร้ความลังเล "ถ้าเราช้าไปก้าวเดียว เราอาจจะเสียเขาไปตลอดกาลก็ได้ค่ะ" ตลอดสัปดาห์นั้น รินรดาทุ่มเทแรงกายและแรงใจทั้งหมดที่มีให้กับตารางงานที่อัดแน่นจนแทบไม่มีเวลาหายใจ ช่วงเช้าเธอต้องรับมือกับเคสเด็กที่มีปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ช่วงบ่ายคือการบำบัดทางจิตวิทยาให้ธันวาผ่านศิลปะและการบำบัดด้วยการเล่น (Play Therapy) เพื่อให้เด็กน้อยได้ปลดปล่อยความโกรธและความกลัวที่สะสมไว้ออกมาทางสีและดินน้ำมัน ส่วนช่วงค่ำคือเวลาที่เธอนั่งเขียนรายงานวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการต่อทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองสรีระและจิตใจของเด็กจากผู้ปกครองที่ใช้อำนาจเกินขอบเขต ห้องบำบัดในบ่ายวันอังคารอบAวลไปด้วยกลิ่นสีน้ำและกระดาษเปียโน ธันวานั่งขดตัวอยู่มุมห้อง กอดเข่าแน่น ใบซีดเซียวและดวงตากลมโตเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย รินรดานั่งลงบนพื้นเคียงข้างเด็กชายอย่างเงียบ ๆ เธอไม่บังคับให้เขาพูด ไม่คาดคั้นให้เขาจับพู่กัน เพียงแต่นั่งอยู่ตรงนั้น เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เงียบงันและมั่นคงที่สุดเท่าที่เด็กคนหนึ่งจะหาได้ "ธันวาคะ..." รินรดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ "รู้ไหมคะว่าดินน้ำมันก้อนนี้... มันมีสิทธิ์ที่จะบิดเบี้ยว มันมีสิทธิ์ที่จะไม่สวยงาม และมันก็มีสิทธิ์ที่จะแตกหักได้" เด็กชายค่อย ๆ หันมามองเธอ ช้า ๆ ริมฝีปากสั่นระริกก่อนจะเอื้อนเอ่ยออกมาด้วยเสียงที่แหบพร่าและเบาหวิวราวกับเสียงกระซิบของสายลม "ถ้าผม... ไม่เล่นเปียโนแล้ว แม่จะยังรักผมไหมครับคุณหมอ" คำถามนั้นกรีดลึกลงไปในหัวใจของรินรดาจนเธอต้องหลับตาลงชั่วขณะเพื่อสะกดกลั้นความรู้สึกปวดร้าวที่ตีตื้นขึ้นมา เธอยื่นมือไปสัมผัสไหล่เล็ก ๆ นั้นอย่างแผ่วเบา สัมผัสได้ถึงความสั่นเทาจากความหวาดกลัวที่ฝังรากลึกในจิตวิญญาณของเด็กวัยสิบขวบ "ต่อให้โลกนี้ไม่มีเสียงเปียโนหลงเหลืออยู่เลย... ธันวาก็ยังมีค่าในฐานะมนุษย์คนหนึ่งเสมอนะคะ" รินรดาตอบด้วยน้ำเสียงที่สั่นน้อย ๆ แต่เต็มไปด้วยความจริงใจ "และคุณหมอ... จะไม่มีวันยอมให้ใครมาพรากสิทธิ์ในการเป็นเด็กของหนูไปเด็ดขาดค่ะ" การทำงานหนักขึ้นเป็นเท่าตัวเริ่มส่งผลกระทบต่อร่างกายของรินรดา อาการไมเกรนเริ่มเล่นงานเธอถี่ขึ้น ความเหนื่อยล้าสะสมทำให้ขอบตาดำคล้ำและเรียวแรงลดน้อยลง แต่เธอกลับปฏิเสธคำท้วงติงจากเพื่อนร่วมงานทุกคน รินรดารู้ดีว่าเธอเปรียบเสมือนสะพานไม้เก่า ๆ ที่ต้องแบกรับน้ำหนักของผู้คนที่กำลังจะจมน้ำ เธอรู้ว่ามันใกล้จะพังทลายเต็มที แต่เธอก็ยังคงยืนหยัดที่จะทอดกายให้เด็กๆ ได้เดินข้ามไปอย่างปลอดภัย จนกระทั่งเย็นวันศุกร์... บรรยากาศในคลินิกเงียบสงบลงเมื่อพยาบาลและเจ้าหน้าที่คนอื่นทยอยเดินทางกลับบ้านกันหมดแล้ว รินรดานั่งอยู่ลำพังในห้องทำงาน แสงไฟจากภายนอกสาดส่องเข้ามาผ่านกระจกใส เผยให้เห็นเงาของเธอกำลังก้มหน้าเขียนบันทึกการรักษาหน้าสุดท้ายของวัน มือของเธอสั่นเทาเล็กน้อยจากอาการอ่อนเพลีย ก๊อก ๆ ๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งอย่างสุภาพ แต่ไร้ซึ่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า รินรดาขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย เพราะเวลานี้ไม่ควรมีใครเหลืออยู่ในตึกนี้อีกแล้ว เธอวางปากกาลงแล้วเงยหน้าขึ้นมองที่ประตู "เชิญค่ะ..." ประตูกค่อย ๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างช้า ๆ ร่างระหงของผู้หญิงในชุดสูทผ้าไหมราคาแพงก้าวเข้ามาในห้อง กลิ่นน้ำหอมราคาแพงลอยมาแตะจมูก รินรดาชะงักค้างไปทัน เมื่อพบว่าแขกผู้มาเยือนในยามวิกาลเช่นนี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่คือ **คุณหญิงภารดี** ผู้มารดาของธันวา ที่ยืนจ้องมองเธอด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก แววตานั้นเต็มไปด้วยความคุกคามและอำนาจที่พร้อมจะบดขยี้ทุกสิ่งที่ขวางทาง "ดูท่าทางคุณหมอจะทุ่มเทกับลูกชายดิฉันเหลือเกินนะคะ..." คุณหญิงภารดีเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่น่าขนลุก พร้อมกับก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานของเธอ "ถึงขนาดต้องหามรุ่งหามค่ำและพยายามล้างสมองเขาให้ต่อต้านครอบครัวตัวเองแบบนี้... สนุกมากไหมคะกับการก้าวก่ายเรื่องครอบครัวคนอื่น?" ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและแบ่งปันความรู้สึกไปกับตัวละครของกระจกเงาสะท้อนใจนะคะ
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%