เสียงกระแทกของฝาปิดเปียโนไม้โรสวู้ดราคาแพงระยับดังสนั่นหวั่นไหว ก้องกังวานบาดลึกไปถึงผนังห้องเก็บเสียงที่เคยเป็นเพียงพื้นที่ปลอดภัยเดียวของเด็กชายธันวา ร่างผอมบางสะดุ้งสุดตัว นิ้วมือเรียวยาวที่ยังคงค้างอยู่ในท่าเตรียมกดคีย์ตัวโน้ตสุดท้ายชะงักงัน ลมหายใจของเด็กวัยสิบขวบขาดห้วง ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววประกายยามเมื่อนิ้วสัมผัสคีย์ขาวดำ บัดนี้เบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวขั้นสุด ขณะที่เงาสีดำทึบของมารดาผู้ให้กำเนิดกำลังทาบทับลงมาจนมิดร่าง
"แม่บอกลูกกี่ครั้งแล้วว่าเวลาเล่นเปียโน ต้องใช้สติและสมาธิ ไม่ใช่เอาเวลาอันมีค่ามาเล่นซ้อมเพลงไร้สาระพวกนี้!"
น้ำเสียงของคุณหญิงภารดีไม่ได้ตะโกน แต่มันเย็นเยียบและเฉียบคมราวกับใบมีดที่กรีดลงบนผิวเนื้อ มือเรียวที่สวมแหวนเพชรส่องประกายระยับเอื้อมไปหยิบโน้ตเพลงคลาสสิกฉบับยากระดับคอนเสิร์ตขึ้นมา ฉีกมันออกเป็นสองส่วนต่อหน้าต่อตาเด็กชายอย่างไร้ความปรานี เศษกระดาษโปรยปรายลงราวกับใบไม้ที่ร่วงหล่นในฤดูหนาวอันแห้งแล้ง
รินรดา ซึ่งยืนอยู่มุมห้อง สัมผัสได้ถึงความหนบหนับของฝ่ามือตัวเองที่กำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้ากับเนื้อ เธอพยายามรักษาความสุขุมตามวิชาชีพจิตแพทย์เด็ก แต่หัวใจกลับเต้นรัวด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกกดทับไว้ใต้ใบหน้าที่นิ่งสงบ
"คุณหญิงคะ การที่ธันวาเขา..." รินรดาเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น พยายามก้าวเข้าไปขวางกั้นระหว่างมารดากับเด็กน้อยที่ขดตัวสั่นเทาอยู่บนเก้าอี้เปียโน
"คุณหมอต่างหากค่ะที่กำลังทำลายอนาคตของลูกดิฉัน!" คุณหญิงภารดีหันขวับมาเผชิญหน้า ดวงตาคู่คมที่ถอดแบบความกดดันทางสังคมมาเต็มเปี่ยมจ้องมองรินรดาด้วยความชิงชัง "คุณหมอใช้วิธีบำบัดบ้าบออะไร ปล่อยให้เขาวาดรูป เล่นดนตรีตามใจชอบอย่างไร้กรอบวินัย จนเด็กมันเริ่มเสียนิสัย กล้าต่อรอง กล้าที่จะปฏิเสธตารางซ้อมเปียโนแปดชั่วโมงต่อวันของฉัน!"
ธันวาก้มหน้ามองพื้น หยดน้ำตาใสๆ ร่วงหยดลงบนกางเกงขาสั้นเนื้อดี เสียงสะؤิกสะสะอื้นถูกกลืนหายไปในลำคอราวกับเด็กที่ถูกสอนมาว่า 'การร้องไห้คือความอ่อนแอ' ความเงียบงันภายในห้องนั้นน่าอึดอัดเสียจนอากาศแทบเจือจางลง รินรดามองเห็นรอยฟกช้ำจางๆ ที่ต้นแขนของเด็กชายโผล่พ้นชายเสื้อเชิ้ตออกมาวูบหนึ่ง มันไม่ใช่รอยจากการหกล้ม แต่มันคือร่องรอยของการ 'จัดระเบียบ' ด้วยความรุนแรงจากคนที่รักเขามากที่สุด
"เด็กอายุสิบขวบไม่ได้ต้องการตารางซ้อมที่หนักหน่วงกว่านักเปียโนอาชีพค่ะคุณหญิง" รินรดาพูดช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ สายตาคมกริบมองตรงไปยังดวงตาที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งของผู้เป็นแม่ "สิ่งที่เขาต้องการคือการได้เติบโตตามวัย ได้สัมผัสเสียงดนตรีด้วยความรัก ไม่ใช่ด้วยความกลัว ความกดดันที่คุณหญิงกำลังยัดเยียดให้เขา มันกำลังฆ่าวิญญาณของเด็กคนนี้ทีละน้อยนะคะ"
"อย่ามาสอนฉันเรื่องการเลี้ยงลูก!" คุณหญิงภารดีแผดเสียงขึ้นด้วยความเหลืออด ใบหน้าที่ผ่านการดูแลมาอย่างดีบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด "คุณหมอรู้ไหมว่าตระกูลของเราแบกรับชื่อเสียงอะไรไว้บ้าง เปียโนหลังนี้ราคาเท่าไหร่ และอนาคตบนเวทีระดับโลกของธันวาคมันมีมูลค่ามหาศาลแค่ไหน! เด็กคนนี้เกิดมาเพื่อเป็นที่หนึ่ง ไม่ใช่เกิดมาเป็นเด็กธรรมดาเดินดินเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อเหมือนเด็กสลัมที่คุณหมอพยายามจะปั้นให้เขาเป็น!"
คำพูดนั้นไม่ได้ทำร้ายแค่รินรดา แต่มันพุ่งตรงไปกระแทกเข้าที่กลางใจของธันวา เด็กชายกรีดร้องออกมาเบาๆ เสียงร้องที่แหบพร่าและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ก่อนที่มือเล็กๆ จะคว้าตุ๊กตากระต่ายเน่าๆ ที่ซ่อนไว้ใต้เบาะเปียโนขึ้นมากอดแนบอกแน่น ร่างกายสั่นเทาอย่างรุนแรงจนน่ากลัว
รินรดารู้ดีว่าสถานการณ์กำลังเลวร้ายถึงขีดสุด เธอขยับตัวเข้าใกล้ธันวาหมายจะดึงตัวเขาออกมาจากรัศมีอันตราย แต่คุณหญิงภารดีกลับไวว่า มือข้างนั้นปัดป้องอย่างแรงจนแขนของรินรดาชนเข้ากับมุมเปียโนเต็มแรง ความเจ็บแปล๊บแล่นริ้วขึ้นมา แต่เธอไม่สนใจ
"ออกไปจากบ้านของฉันเดี๋ยวนี้!" คุณหญิงภารดีชี้นิ้วไปที่ประตูด้วยความเกรี้ยวกราด "และไม่ต้องมาเหยียบที่นี่อีก จบการรักษาบ้าๆ นี่เสียที ฉันจะจัดการลูกของฉันเอง!"
ในวินาทีนั้นเอง ที่รินรดาสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง บรรยากาศรอบตัวเย็นลงวูบหนึ่ง ธันวาที่เคยเอาแต่นั่งกอดเข่าร้องไห้ กลับเงยหน้าขึ้นมาช้าๆ ดวงตาที่เคยหวาดกลัวและยอมจำนน บัดนี้ว่างเปล่าสนิท ไม่มีน้ำตาหลงเหลืออยู่บนใบหน้าซีดเซียวอีกต่อไป รอยยิ้มแปลกประหลาดปรากฏขึ้นที่มุมปากของเด็กชาย—รอยยิ้มที่ผู้ใหญ่ทุกคนเห็นแล้วต้องสันหลังวาบ
"แม่ครับ..." เสียงของธันวาแหบพร่าแต่ก้องกังวานในความเงียบ
คุณหญิงภารดีชะงัก หันกลับไปมองลูกชายด้วยความประหลาดใจระคนไม่พอใจ "อะไรอีก อยากจะโวยวายอะไร หรือจะให้แม่ซื้อเปียโนหลังใหม่ให้ ถึงได้ทำหน้าตาประหลาดแบบนี้"
ธันวาลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างกายผอมบางดูสูงโปร่งขึ้นมาถนัดตาในสายตาของรินรดา เด็กชายไม่ได้หยิบตุ๊กตากระต่ายขึ้นมาด้วย แต่เขากลับเดินตรงไปที่แจกันแก้วคริสตัลราคาแพงบนหลังตู้ไม้ใกล้ตัว โดยมีสายตาสองคู่มองตามด้วยความระทึก
"ผมไม่อยากได้เปียโนหลังใหม่หครับแม่..." ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เย็นชาจนผิดมนุษย์มนา "แต่ผมอยากให้มัน... แตกสลาย เหมือนกับที่ผมเป็น"
*เพล้ง!*
แจกันคริสตัลถูกปัดร่วงลงมากระแทกพื้นกระเบื้องแตกกระจายไม่เป็นชิ้นดี เศษแก้วคมกริบกระเด็นว่อนไปทั่วห้อง ท่ามกลางเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจของคุณหญิงภารดี ก่อนที่ธันวาจะหันขวับมามองรินรดาและแม่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความลับดำมืดที่ถูกปลดปล่อย และในจังหวะนั้นเอง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งอย่างเป็นทางการจากภายนอก พร้อมกับเสียงเปิดประตูของแม่บ้านที่เอ่ยรายงานด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก
"คุณหญิงคะ... มีเจ้าหน้าที่ตำรวจกับนักสังคมสงเคราะห์มาขอพบค่ะ... พวกเขาบอกว่ามีหมายศาลมาตรวจสอบเรื่องการใช้ความรุนแรงในครอบครัวค่ะ!"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและแบ่งปันความรู้สึกไปกับตัวละครของกระจกเงาสะท้อนใจนะคะ
เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง•ตอนที่ 47
ความโกรธของผู้ปกครอง
ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!