เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง•ตอนที่ 21

ความเงียบคืออาวุธ

ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
"ถ้าหนูยังไม่หยุดพฤติกรรมก้าวร้าวแบบนี้ แม่จะขายเปียโนหลังนั้นทิ้งเสียให้รู้แล้วรู้รอด!" เสียงแหลมสูงของคุณหญิงภารดีแผดก้องไปทั่วห้องนั่งเล่นที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์หลุยส์ราคาแพง แต่สิ่งที่ตอบกลับมาไม่ใช่เสียงสะอื้นไห้หรือคำแก้ตัวอย่างที่เธอคุ้นชิน ธันวานั่งหลังตรงอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเดิม นิ้วมือเล็กๆ ของเขาวางทาบลงบนตักอย่างสงบนิ่ง ดวงตาคู่โตที่เคยฉายแววหวาดกลัว บัดนี้กลับว่างเปล่าราวกับผิวน้ำที่ไร้เงาสะท้อน เขามองผ่านร่างของมารดาไปราวกับเธอเป็นเพียงอากาศธาตุ ริมฝีปากที่ควรจะเอ่ยขอโทษกลับปิดสนิทเป็นเส้นตรง "แม่ถามว่าได้ยินไหม!" มือหนาของคุณหญิงคว้าเข้าที่ไหล่ของเด็กชายแล้วเขย่าอย่างแรงจนร่างเล็กโยกคลอน ทว่าธันวาก็ยังคงนิ่งเงียบ แววตาของเขาไม่ได้สั่นไหวแม้แต่น้อย มันคือความเงียบที่ทรงพลังจนน่าขนลุก ราวกับเขากำลังกักขังวิญญาณของตัวเองไว้ในห้องนิรภัยที่ไม่มีใครสามารถเข้าถึงได้ รินรดาซึ่งยืนเฝ้าสังเกตการณ์อยู่มุมห้องขยับกายเล็กน้อย เธอรับรู้ได้ถึงคลื่นพลังงานที่บิดเบี้ยวในห้องนี้ ความเงียบของธันวาไม่ใช่ความขลาดกลัว แต่มันคือป้อมปราการที่เขาสร้างขึ้นเพื่อปกป้องเศษเสี้ยวสุดท้ายของตัวตนจากการถูกบดขยี้ "คุณหญิงคะ..." รินรดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น ก้าวเท้าเข้าไปขวางกั้นระหว่างแม่กับลูกชาย "การใช้ความรุนแรงในขณะที่ธันวากำลังปิดกั้นตัวเอง จะยิ่งทำให้กำแพงในใจของเขาหนาขึ้นนะคะ โปรดถอยออกมาก่อนเถอะค่ะ" คุณหญิงภารดีสะบัดหน้ามามองรินรดาด้วยสายตาเหยียดหยาม "คุณเป็นจิตแพทย์ของเขา หรือเป็นทนายแก้ต่างให้เด็กดื้อกันแน่คะ ดร.รินรดา? เห็นไหมว่ามันใช้วิธีนี้มาสามวันแล้ว! ไม่พูด ไม่ตอบ ไม่กินข้าว มันกำลังพยายามจะเอาชนะแม่... หรือจะเอาชนะคุณด้วย?" รินรดานิ่งไปครู่หนึ่ง เธอสบตากับธันวา เห็นรอยช้ำจางๆ ที่มุมปากของเขาที่น่าจะเกิดจากการเม้มริมฝีปากจนห่อเลือดในคืนก่อน เธอรับรู้ได้ทันทีว่าเด็กคนนี้ไม่ได้กำลัง 'เอาชนะ' ใคร แต่นี่คือวิธีเดียวที่เขาสามารถสื่อสารได้ว่า 'โลกใบนี้ไม่ได้ฟังเสียงของผมเลย' "การเงียบของธันวา คือเสียงตะโกนที่ดังที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้แล้วค่ะคุณหญิง" รินรดาตอบพลางหันไปมองเด็กชาย "เขาไม่ได้ต้องการเอาชนะใคร แต่เขาแค่ต้องการพื้นที่ให้ตัวเองหายใจ... พื้นที่ที่ไม่มีเสียงก่นด่าหรือความคาดหวังที่หนักอึ้ง" ธันวาค่อยๆ เบนสายตามาสบกับรินรดา แววตาที่ว่างเปล่ามีรอยร้าวเล็กๆ ปรากฏขึ้นชั่วครู่ เหมือนกระจกที่ถูกกระแทกจนเกิดรอยขีดข่วน เขาขยับนิ้วมือบนตักราวกับกำลังดีดคีย์เปียโนที่มองไม่เห็น มันเป็นท่วงทำนองที่ไม่มีใครได้ยิน เป็นจังหวะของความเจ็บปวดที่เขาเก็บไว้เพียงลำพัง "แม่จะให้เวลาเขาอีกสิบห้านาที" คุณหญิงภารดีประกาศกร้าว ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปพร้อมเสียงส้นสูงที่กระแทกพื้นดังลั่น รินรดารอจนแน่ใจว่าเสียงนั้นหายลับไปในโถงทางเดิน เธอจึงนั่งลงบนพื้นข้างเก้าอี้ของธันวา ไม่พยายามรุกรานพื้นที่ของเขา แต่แสดงตัวว่าเธอพร้อมจะอยู่ตรงนี้ "ธันวาคะ..." รินรดาเริ่มกระซิบ "ถ้าหนูเลือกที่จะเงียบ ครูจะเงียบเป็นเพื่อนหนูเอง ดีไหมคะ?" เด็กชายไม่ตอบ เขาเพียงแค่หลับตาลงช้าๆ พิงศีรษะกับพนักเก้าอี้ บรรยากาศรอบตัวเริ่มเย็นเยียบขึ้น รินรดาสังเกตเห็นมือของเขาที่เริ่มสั่นน้อยๆ เธอรู้ดีว่าเด็กอัจฉริยะมักมีความอ่อนไหวต่อแรงกดดันสูงกว่าเด็กทั่วไป ความเงียบของเขาอาจดูน่ากลัวในสายตาผู้ใหญ่ แต่มันคือกลไกการเอาตัวรอด (Survival Mechanism) ที่น่าสงสารที่สุดเท่าที่เธอเคยพบมา เธอนั่งเฝ้าเขาอยู่เช่นนั้นนานนับชั่วโมง จนกระทั่งแสงอาทิตย์อัสดงเริ่มสาดส่องเข้ามาเป็นเส้นเฉียงผ่านหน้าต่าง รินรดาหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กออกมา เธอไม่ได้จดบันทึกอาการ แต่เธอกำลังวาดรูปโน้ตดนตรีที่เธอเคยได้ยินเขาเล่นเมื่อครั้งแรกที่พบกัน เมื่อเธอวางสมุดเล่มนั้นลงข้างตัวเขา ธันวาก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาจ้องมองภาพวาดโน้ตเพลงนั้นนานเนิ่นนาน ก่อนจะยกมือขึ้นช้าๆ แล้วใช้นิ้วชี้แตะลงบนตัวโน้ตที่เธอวาดผิดไปหนึ่งตัว เขาเงยหน้ามองรินรดา แววตาที่เคยว่างเปล่าเริ่มมีความหมายบางอย่างก่อตัวขึ้น เขายังไม่พูด แต่เขากำลังยอมรับว่ามีคนอื่นอยู่ร่วมในโลกเงียบของเขาแล้ว ทว่า ในขณะที่รินรดากำลังจะเอ่ยปากถามถึงความรู้สึกในใจ เสียงประตูห้องที่ถูกเปิดออกอย่างแรงก็ทำลายบรรยากาศลง คุณหญิงภารดีเดินกลับเข้ามาพร้อมกับชายฉกรรจ์สองคนในชุดสูทสีดำสนิท ซึ่งดูไม่ใช่คนรับใช้ในบ้าน "รินรดา ฉันตัดสินใจแล้ว" น้ำเสียงของคุณหญิงเย็นชาจนรินรดารู้สึกถึงความผิดปกติ "ในเมื่อเขาไม่ยอมพูด ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะปล่อยให้เขาอยู่ในสภาวะแบบนี้ต่อไป ฉันติดต่อสถานบำบัดทางจิตเวชเอกชนไว้แล้ว เขาจะต้องไปรับการรักษาแบบ 'แยกตัว' จนกว่าจะยอมพูดออกมา" ธันวาตัวแข็งทื่อทันที มือที่วางบนตักกำแน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้น รินรดาผุดลุกขึ้นยืนขวางหน้าเด็กชายไว้ทันที "คุณหญิงคะ! การทำแบบนั้นจะพังทลายจิตใจของเด็กคนนี้ไปตลอดกาลนะคะ นี่ไม่ใช่การรักษา แต่มันคือการทอดทิ้งลูกในคราบของความหวังดี!" "ถอยไป" คุณหญิงสั่งเสียงเรียบ พลางผายมือให้ชายชุดดำขยับเข้ามาใกล้ "ฉันเป็นแม่ ฉันย่อมรู้ดีที่สุดว่าอะไรดีสำหรับลูก... และถ้าเขายังเงียบใส่ฉันแบบนี้ เขาก็ไม่มีสิทธิ์ได้รับความเมตตาใดๆ ทั้งสิ้น" ชายชุดดำก้าวเข้ามาใกล้ธันวา เด็กชายมองไปที่รินรดาด้วยสายตาที่วิงวอนเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน ริมฝีปากที่ปิดสนิทมาตลอดสั่นระริกราวกับกำลังฝืนกลั้นความหวาดกลัวที่รุนแรงที่สุดในชีวิต เขากำลังจะปริปากพูด... แต่เสียงที่หลุดออกมาจากลำคอของธันวากลับไม่ใช่คำพูด แต่มันคือเสียงกรีดร้องที่ยาวนานและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ก่อนที่เขาจะคว้าแจกันดอกไม้ข้างตัวแล้วเขวี้ยงเข้าใส่ชายชุดดำอย่างบ้าคลั่ง! รินรดาเบิกตากว้างเมื่อเห็นความโกลาหลที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของเธอแทบหยุดเต้น คือการที่เห็นคุณหญิงภารดีไม่ได้ตกใจกับอาการของลูกชายเลยแม้แต่น้อย เธอกลับยกโทรศัพท์มือถือขึ้นกดโทรออกด้วยสีหน้าเรียบเฉย "มาได้เลยค่ะ... ลูกชายฉันกำลังคลุ้มคลั่ง ขอรถพยาบาลแบบมีที่ล็อกด้วยนะคะ" ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเจ็บปวดไปกับรินรดานะคะ ไว้พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ - กระจกเงาสะท้อนใจ
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%