"ถ้าคุณยังจะยัดเยียดให้ลูกไปแข่งรายการนั้นอีกแม้แต่วินาทีเดียว ก็เตรียมตัวหาทนายไว้ได้เลย เพราะฉันจะไม่มีวันยอมให้ธันวาพังไปต่อหน้าต่อตาแบบนี้อีก"
เสียงของ 'คุณปกรณ์' ผู้เป็นพ่อดังลั่นไปทั่วห้องรับแขกที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์หลุยส์ราคาแพง มันเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยแรงสั่นสะเทือนของความอัดอั้นที่ถูกกักเก็บมานานนับปี ไม่ใช่การตะโกนด้วยความเกรี้ยวกราดแบบนักเลง แต่เป็นความเด็ดขาดของชายผู้ที่เพิ่งตระหนักว่า 'ความสำเร็จ' ของลูกชายตัวน้อยไม่ใช่ถ้วยรางวัลที่วางเรียงรายอยู่ในตู้โชว์
คุณหญิงภารดีชะงักมือที่กำลังจัดดอกลิลลี่ในแจกันคริสตัล เธอวางก้านดอกไม้ลงช้าๆ ท่วงท่าเยือกเย็นราวกับหุ่นเชิดที่ถูกถอดสายบังเหียนออก หญิงสาวหันกลับมามองสามีด้วยสายตาที่เย็นเยียบกว่าน้ำแข็ง
"คุณพูดอะไรออกมารู้ตัวไหมคะ คุณปกรณ์" เธอเว้นจังหวะ เสียงของเธอราบเรียบจนน่าขนลุก "ธันวาไม่ใช่เด็กธรรมดาที่เดินตามท้องถนน ลูกเรามีพรสวรรค์ที่จะพาตระกูลเราไปอยู่ในจุดที่สูงกว่านี้ และฉันไม่ได้กำลัง 'บังคับ' แต่ฉันกำลัง 'สร้าง' อนาคตให้เขา"
"อนาคต หรือการฆาตกรรมทางจิตใจกันแน่!" ปกรณ์เดินเข้ามาใกล้ พุ่งสายตาไปที่เปียโนแกรนด์หลังใหญ่กลางห้อง ซึ่งตอนนี้มันดูราวกับกรงขังมากกว่าเครื่องดนตรี "เมื่อคืนผมเห็นลูกนั่งร้องไห้ในห้องมืดๆ เพียงเพราะนิ้วเขามันล้าจนเล่นผิดโน้ตตัวเดียว คุณเรียกนั่นว่าการสร้างอนาคตเหรอ? นั่นคือการบดขยี้ความเป็นเด็กของเขาจนไม่เหลือชิ้นดี!"
รินรดาซึ่งยืนหลบอยู่ในมุมมืดของโถงทางเดิน หายใจเข้าลึกๆ เธอถือแฟ้มบันทึกคนไข้ไว้แน่น มือของเธอสั่นเล็กน้อย นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ แต่ความรุนแรงของบรรยากาศในบ้านหลังนี้มันบีบคั้นจนเธอแทบหายใจไม่ออก ในฐานะจิตแพทย์เด็ก เธอรู้ดีว่าคำพูดที่แหลมคมเหมือนใบมีดเหล่านี้ กำลังกรีดลึกลงไปในจิตใจของธันวาที่แอบฟังอยู่หลังม่านหน้าต่างห้องนั่งเล่น
"คุณปกรณ์คะ การที่คุณอ่อนแอแบบนี้ มันไม่ได้ช่วยให้ชีวิตลูกดีขึ้นหรอกค่ะ" คุณหญิงภารดีเหยียดยิ้ม "คุณเคยชินกับการเป็นผู้ตามมาตลอด แต่ถ้าคุณไม่สามารถเป็นเสาหลักให้ครอบครัวเราก้าวไปถึงจุดสูงสุดได้ ก็กรุณาถอยไปให้พ้นทาง แล้วปล่อยให้ฉันเป็นคนจัดการธันวาด้วยตัวเอง"
"ผมไม่ยอม" ปกรณ์แค่นหัวเราะ "คุณหญิง... ผมรู้เรื่อง 'บันทึก' เล่มนั้นแล้ว"
บรรยากาศในห้องเงียบกริบลงทันที เหมือนมีคนกดปุ่มหยุดเวลา คุณหญิงภารดีที่เคยสุขุมกลับชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาของเธอสั่นไหวอย่างรวดเร็วก่อนจะกลับมาแข็งกร้าวเช่นเดิม
"คุณหมายความว่ายังไง"
"อย่ามาแกล้งไขสือเลย" ปกรณ์ก้าวเข้ามาใกล้จนระยะห่างของทั้งคู่เหลือเพียงไม่กี่คืบ "บันทึกที่บันทึกพฤติกรรมผิดปกติของธันวาที่คุณพยายามปิดบังคุณหมอรินรดาไว้ เพื่อแลกกับคะแนนสงสารและภาพลักษณ์ความเป็นแม่ผู้เสียสละในสายตาของสมาคมผู้ปกครอง... คุณคิดว่าผมไม่รู้จริงๆ หรือว่าเหตุผลที่ธันวาต้องซ้อมเปียโนจนดึกดื่น ไม่ใช่เพราะพรสวรรค์ แต่เป็นเพราะคุณ 'ขู่' เขาด้วยเรื่องความรักที่เขากำลังจะสูญเสียไปถ้าเขาไม่ทำตามความต้องการของคุณ!"
รินรดาที่แอบฟังอยู่ถึงกับช็อก เธอกำแฟ้มในมือแน่นจนปกกระดาษยับยู่ยี่ ความลับที่เธอกำลังหาทางพิสูจน์ตลอดหลายเดือนมานี้ ปรากฏชัดอยู่ตรงหน้าแล้ว... ความซึมเศร้าของธันวาไม่ได้เกิดจากความกดดันภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก 'การบงการเชิงจิตวิทยา' ของผู้เป็นแม่ที่ป่วยด้วยความทะเยอทะยาน
"หยุดเดี๋ยวนี้นะปกรณ์!" คุณหญิงภารดีตวาดลั่น เธอคว้าแจกันคริสตัลที่อยู่ใกล้ที่สุดปาลงพื้นจนแตกกระจาย เสียงแก้วแตกดังสนั่นหวั่นไหวราวกับหัวใจของใครบางคนที่เพิ่งแตกสลาย "ฉันไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง! ฉันทำเพื่อให้ลูกอยู่รอดในสังคมที่โหดร้ายนี้ ถ้าคุณไม่รักลูกมากพอที่จะทำแบบนี้ ก็อย่ามาขัดขวาง!"
"ผมรักลูกเกินกว่าจะเห็นเขาตายทั้งเป็นเพราะความบ้าคลั่งของคุณ!"
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเล็กๆ ก็วิ่งผ่านรินรดาไปอย่างรวดเร็ว รินรดาเบิกตากว้างเมื่อเห็นเงาร่างของเด็กชายในชุดนอนสีขาววิ่งพรวดพราดเข้าไปในห้องโถงกลาง ท่ามกลางซากปรักหักพังของแจกันคริสตัล ธันวายืนตัวสั่นเทา ดวงตากลมโตคู่สวยที่เคยเต็มไปด้วยประกายแห่งดนตรี บัดนี้กลับว่างเปล่าราวกับดวงตาของตุ๊กตาที่ถูกทิ้ง
เขามองแม่ สลับกับพ่อ ด้วยแววตาที่ไม่มีความรู้สึกใดๆ เหลืออยู่
"แม่ครับ..." เสียงของเด็กชายแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่มันกลับดังก้องไปทั่วห้อง "ธันวาไม่ได้ร้องไห้เพราะล้า... ธันวาร้องไห้ เพราะธันวาลืมไปแล้วว่า 'เสียงเพลง' ที่ธันวาเล่นเนี่ย... มันมีความสุขยังไง"
ธันวาก้มลงหยิบเศษแก้วคมกริบชิ้นหนึ่งขึ้นมาถือไว้ รินรดาแทบหยุดหายใจ เธอพุ่งตัวออกจากมุมมืดทันทีเพื่อจะยับยั้งสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น แต่ธันวากลับหันมามองเธอด้วยรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมาในชีวิตการทำงาน
"คุณหมอรินรดาครับ..." ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยที่น่ากลัวกว่าการร้องไห้ "ถ้าผมเลิกเป็นเด็กเก่งของแม่... ผมจะยังเป็น 'คน' ในสายตาของพ่อกับแม่อยู่ไหมครับ?"
ก่อนที่รินรดาจะก้าวถึงตัวเด็กชาย ธันวาก็ตัดสินใจกดเศษแก้วลงบนฝ่ามือของตัวเองจนเลือดสีแดงสดหยดลงบนพรมขาวสะอาด เสียงกรีดร้องของคุณหญิงภารดีดังประสานกับเสียงสะอื้นไกลๆ ของผู้เป็นพ่อ แต่รินรดารู้ดีว่า... นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความพินาศที่ยากจะเยียวยา
กระจกเงาสะท้อนใจขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและแบ่งปันความรู้สึกไปกับตัวละครของกระจกเงาสะท้อนใจนะคะ
เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง•ตอนที่ 40
ความลับที่แตกร้าว
ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!