เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง•ตอนที่ 3

รอยร้าวใต้พรม

ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
"คุณหญิงคะ... ช่วยกรุณาทวนสิ่งที่เพิ่งพูดออกมาอีกครั้งได้ไหมคะ?" รินรดาถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หากแต่นิ้วมือที่ประสานกันอยู่ใต้โต๊ะทำงานไม้โอ๊คตัวหนากลับบีบเข้าหากันแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เธอเพ่งมองใบหน้าที่เคยเรียบตึงราวกับรูปปั้นพอร์ซเลนของหญิงวัยกลางคนตรงหน้า บัดนี้ รอยแตกร้าวเริ่มปรากฏชัดผ่านเหงื่อเม็ดเล็กที่ซึมตามไรผมและดวงตาที่หลุบต่ำอย่างคนพ่ายแพ้ต่อความลับของตนเอง "ธันวา... เขาไม่ได้มีแค่คนเดียวใช่ไหมคะ?" คำถามนั้นทิ้งตัวลงกลางห้องทำงานที่เงียบสงัดจนได้ยินเสียงแอร์ครางหึ่ง คุณหญิงภารดีเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่คมที่เคยกรีดกรายด้วยอายไลเนอร์ราคาแพงบัดนี้กลับดูเลื่อนลอย เธอไม่ได้ตอบ แต่กลับหยิบสมุดโน้ตปกหนังสีดำเล่มเล็กออกมาจากกระเป๋าถือใบหรู มือที่สั่นเทาผลักมันข้ามโต๊ะมาให้รินรดา "คุณเป็นจิตแพทย์ คุณควรจะเข้าใจว่าโลกของความสมบูรณ์แบบมันมีราคาที่ต้องจ่าย..." เสียงของคุณหญิงแผ่วเบาจนแทบกลืนหายไปกับความเงียบ "ฉันไม่ได้สร้างเขาขึ้นมาเพื่อเป็นแค่ลูกชายคนหนึ่ง แต่มันคือ... โปรเจกต์" รินรดารับสมุดเล่มนั้นมาเปิดออก ลมหายใจของเธอสะดุดกึก ภาพถ่ายโพลารอยด์ที่แทรกอยู่ระหว่างหน้ากระดาษไม่ใช่ภาพของธันวาคนเดียว แต่มันคือภาพเด็กชายคนเดิมในหลายช่วงวัยที่ยืนเคียงข้างเด็กอีกคนที่มีใบหน้าเหมือนกันราวกับแกะ แต่นัยน์ตา... นัยน์ตานั้นช่างแตกต่าง ราวกับมีคนหนึ่งที่แหลกสลายไปแล้วและอีกคนหนึ่งที่ถูกสร้างมาเพื่อแทนที่ "คุณกำลังบอกฉันว่า..." รินรดาเว้นจังหวะ พยายามรักษาอาการสั่นไหวของหัวใจ "คุณทำแบบนี้มาตลอดหรือคะ? ถ้าเด็กคนหนึ่งพังทลาย คุณก็แค่หาอีกคนมาแทนที่?" "ถ้าคุณมีกรงแก้วที่สวยงามที่สุดในโลก คุณจะยอมให้มันมีรอยร้าวเพียงจุดเดียวเหรอคะ รินรดา?" คุณหญิงภารดีแค่นยิ้มที่มุมปาก เป็นยิ้มที่ทำให้รินรดารู้สึกเย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง "กฎของบ้านนี้มีไว้เพื่อให้เราอยู่รอด ไม่ใช่เพื่อให้เรามีความสุข" รินรดาไม่ได้โต้ตอบ เธอเดินเลี่ยงออกมาจากห้องทำงานหลังจากปล่อยให้คุณหญิงกลับไปพร้อมกับคำสั่งกำชับเรื่องความลับ ทว่าความสงสัยในอกกลับพุ่งพล่านราวกับกระแสน้ำเชี่ยว เธอตัดสินใจเดินมุ่งหน้าไปยัง 'เรือนกระจก' ที่ตั้งอยู่ท้ายคฤหาสน์ สถานที่ที่ธันวาใช้ฝึกซ้อมเปียโนวันละแปดชั่วโมง ประตูบานเลื่อนถูกผลักออกเบาๆ กลิ่นอับชื้นของกระดาษโน้ตเพลงเก่าๆ ผสมกับกลิ่นไม้หอมจางๆ ปะทะเข้าที่จมูก ธันวานั่งอยู่หน้าเปียโนหลังใหญ่ แผ่นหลังเล็กๆ นั้นเหยียดตรงจนดูน่าสงสาร เขาไม่ได้เล่นเพลงที่ควรจะเล่น แต่เขากำลังกดคีย์เปียโนซ้ำๆ ที่โน้ตตัวเดิม... *โด... โด... โด...* ราวกับกำลังส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือผ่านเสียงดนตรี "ธันวา" รินรดาเรียกเบาๆ เด็กชายสะดุ้งสุดตัว มือเล็กๆ รีบปิดฝาปิดคีย์เปียโนเสียงดังปัง เขาหันมามองเธอด้วยสายตาที่รินรดาไม่มีวันลืม... สายตาของเด็กที่ถูกขังในคุกที่มองไม่เห็น แต่กรงขังนั้นไม่ได้มาจากกำแพง มันมาจากคนที่เขารักที่สุด "หมอริน... ผมทำผิดกฎหรือครับ?" ธันวาถาม มือที่สั่นระริกซ่อนไว้ใต้ตัก "ใครเป็นคนบอกเธอว่าเธอทำผิด?" รินรดาเดินเข้าไปใกล้ นั่งยองๆ ลงตรงหน้าเขา พยายามลดทอนระยะห่างระหว่างวัยและชนชั้น "เสียงที่อยู่ใต้พรม" ธันวาตอบพลางก้มมองพื้นพรมผืนหนาสีครีมที่ดูสะอาดสะอ้านไร้ที่ติ "คุณแม่บอกว่าความลับที่น่าอายของบ้านเราต้องถูกซ่อนไว้ใต้พรมเสมอ ถ้าใครรู้อะไรที่ไม่ควร หรือเป็นเด็กที่... ไม่สมบูรณ์แบบ... พวกเขาจะถูกพาไป 'ซ่อม' ที่ห้องใต้ดิน" รินรดารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหมุนคว้าง ข้อมูลในหัวตีรวนกันไปหมด เธอรู้มาเสมอว่าบ้านหลังนี้มีความผิดปกติ แต่ไม่เคยคิดว่ามันจะลึกซึ้งถึงขั้นมีการ 'กำจัด' หรือ 'แทนที่' มนุษย์เหมือนสิ่งของ "ธันวา ฟังหมอนะ" รินรดากุมมือที่เย็นเฉียบของเด็กชายไว้แน่น "หมอจะพาเธอออกไปจากที่นี่เอง แต่เธอต้องช่วยหมอ... เธอพอจะบอกได้ไหม ว่าคนที่เป็น 'รุ่นก่อน' ของเธอ พวกเขาอยู่ที่ไหน?" ธันวาเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เคยไร้ชีวิตชีวาบัดนี้กลับมีประกายความกลัวที่รุนแรง เขาขยับเข้ามาใกล้รินรดาจนได้ยินเสียงลมหายใจแผ่วๆ "คุณหมอครับ... เมื่อคืนผมได้ยินเสียง" "เสียงอะไรคะ?" "เสียงเปียโนครับ... แต่ไม่ใช่ผมที่เล่น" ธันวาเอียงคอ ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตระหนก "เสียงนั่นมาจากข้างใต้พรมผืนนี้... และผมสาบานได้ว่า มันเป็นเพลงที่ผมแต่งเอง... เพลงที่ผมยังไม่ได้บอกใครเลยว่าผมเป็นคนเขียน!" รินรดาลุกขึ้นยืนทันที เธอชี้ไปที่พรมผืนหนาใจกลางห้องก่อนจะเริ่มใช้เท้าเขี่ยขอบพรมขึ้น เผยให้เห็นรอยต่อของไม้ปาร์เก้ที่ดูผิดแปลกไปจากส่วนอื่น เธอใช้แรงทั้งหมดที่มีงัดแผ่นไม้นั้นขึ้นท่ามกลางเสียงประท้วงของไม้ที่ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด ใต้แผ่นไม้นั้นไม่ใช่ห้องใต้ดินมืดๆ อย่างที่คิด แต่มันคือช่องว่างเล็กๆ ที่บรรจุ 'บางอย่าง' เอาไว้ รินรดากลั้นหายใจ เธอหยิบวัตถุชิ้นนั้นขึ้นมา มันคือตุ๊กตาไม้แกะสลักที่มีใบหน้าเหมือนธันวาไม่มีผิดเพี้ยน แต่สิ่งที่ทำให้รินรดาแทบหยุดหายใจคือข้อความที่สลักไว้ด้วยลายมือที่คุ้นตาบนฐานตุ๊กตา... *'อย่าให้ใครรู้ว่าเรามีกี่คน'* ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของรองเท้าส้นสูงก็ดังมาจากหน้าประตูเรือนกระจก รินรดารีบซ่อนตุ๊กตาไว้ในกระเป๋าเสื้อกาวน์ ขณะที่คุณหญิงภารดีก้าวเข้ามาพร้อมกับชายชุดดำสองคนที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลัง ใบหน้าของคุณหญิงบัดนี้เรียบเฉยจนน่ากลัวกว่าความโกรธ "คุณหมอคะ..." คุณหญิงกล่าวพลางกวาดสายตามองรอยแยกบนพื้น "ดิฉันเตือนคุณแล้วใช่ไหมคะว่า... บางสิ่งที่อยู่ใต้พรม ไม่ควรมีใครไปรบกวนมัน" รินรดายืนตัวแข็งทื่อ รู้ตัวทันทีว่าเธอพลาดไปแล้ว เธอไม่ได้กำลังเผชิญหน้ากับแม่ผู้เข้มงวด แต่เธอกำลังเผชิญหน้ากับองค์กรบางอย่างที่ใหญ่เกินกว่าที่จิตแพทย์ธรรมดาจะรับมือไหว ท่ามกลางความเงียบงัน เสียงเคาะประตูดังขึ้นจาก 'ข้างใต้พื้นห้อง' ที่เธอเพิ่งงัดขึ้นมา... เป็นเสียงจังหวะเปียโนที่รินรดาเพิ่งได้ยินจากนิ้วของธันวาเมื่อครู่! ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่รอยร้าวในใจคนไปด้วยกันครับ - กระจกเงาสะท้อนใจ
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%