“อย่าเปิดมัน”
เสียงเด็กชายไม่ได้สั่นเครือ แต่มันแห้งผากราวกับเศษแก้วที่ถูกบดละเอียด รินรดาชะงักมือที่กำลังแตะพื้นไม้กระดานผุพังใต้พรมผืนหนา หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำอยู่ในอกราวกับจะหลุดออกมา เสียงเคาะจังหวะเปียโนที่ดังมาจากใต้พื้นดินเมื่อครู่ เงียบหายไปแล้ว เหลือเพียงความกดอากาศที่หนักอึ้งในห้องซ้อมเปียโนหลังคฤหาสน์หรู
รินรดาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เธอเห็นธันวายืนตัวแข็งทื่ออยู่มุมห้อง มือเล็กๆ สองข้างกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ดวงตาของเด็กชายไม่ใช่ดวงตาของเด็กสิบขวบ แต่มันคือหลุมดำที่ว่างเปล่าและเต็มไปด้วยความหวาดกลัวที่ถูกฉาบไว้ด้วยความเมินเฉย
“ธันวา...” รินรดาพยายามปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุด เธอคือจิตแพทย์ เธอต้องควบคุมสถานการณ์ “เสียงที่ครูได้ยิน... มันมาจากตรงนี้ เธอซ่อนอะไรไว้ใต้พื้นนั่นหรือเปล่า”
“ไม่มีอะไรครับ” ธันวาตอบทันที จังหวะที่เร็วกว่าปกติเล็กน้อยบ่งบอกถึงการโกหก “มันแค่เสียงท่อประปาเก่าๆ บ้านหลังนี้มันพังตามอายุคนอยู่ไปแล้ว”
รินรดาลุกขึ้นยืนช้าๆ เธอขยับเข้าไปใกล้เด็กชายอีกก้าว แต่ธันวากลับถอยหลังไปจนแผ่นหลังชนกับเปียโนหลังใหญ่ เสียงคีย์เปียโนที่ถูกเขากระแทกเบาๆ ดัง ‘ตึง’ ขึ้นมาอย่างน่าขนลุก ราวกับเสียงร้องขอความช่วยเหลือที่ถูกกลบไว้
“เธอไม่ต้องกลัวครูนะ” รินรดาเริ่มก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีก “ครูมาที่นี่เพื่อฟัง... ไม่ใช่เพื่อตัดสิน ไม่ว่าใต้พื้นนั่นคือความลับอะไร ถ้ามันทำให้เธอต้องเจ็บปวด ครูพร้อมจะช่วยแบกมันไว้กับเธอ”
“ช่วย?” ธันวาแค่นหัวเราะ เสียงหัวเราะที่ฟังดูผิดเพี้ยนไปจากธรรมชาติของวัย “คนอย่างคุณจะช่วยอะไรได้ นอกจากจดบันทึกว่าผม ‘ผิดปกติ’ แค่ไหนลงในสมุดเล่มนั้น แล้วเอาไปรายงานคุณแม่?”
รินรดาชะงักไปครู่หนึ่ง คำพูดของเขาแทงทะลุความตั้งใจที่เธอมี เธอไม่ได้เป็นเพียงหมอที่มาวินิจฉัยอาการ แต่เธอกำลังกลายเป็นเครื่องมือหนึ่งของ ‘คุณหญิงภารดี’ ในสายตาของเด็กคนนี้
“ครูไม่ใช่คนของแม่เธอ” รินรดาพยายามยื่นมือไปหาธันวาอย่างช้าๆ แต่เด็กชายกลับปัดมือเธอออกอย่างแรง แรงนั้นไม่มาก แต่เปี่ยมไปด้วยความรังเกียจ
“อย่ามาแตะตัวผม!” ธันวาตวาด แววตาที่เคยว่างเปล่าบัดนี้มีน้ำตาเอ่อล้น “ทุกคนก็เหมือนกันหมด... อยากรู้อยากเห็น อยากขุดคุ้ย แต่พอผมบอกความจริงไป ก็ไม่มีใครทนความจริงที่เน่าเฟะของบ้านหลังนี้ได้หรอก!”
เขาทรุดตัวลงนั่งกับพื้น กอดเข่าตัวเองแน่น รินรดารู้ดีว่านี่คือกลไกการป้องกันตัวที่แข็งแกร่งที่สุด เธอค่อยๆ ย่อตัวลงนั่งในระดับเดียวกับเขา เว้นระยะห่างให้เกียรติ ไม่รุกล้ำ แต่ไม่ออกจากห้อง
“ครูทนได้” รินรดาพูดเบาๆ “ครูเคยอยู่ในบ้านที่พังทลายมาเหมือนกัน ครูเข้าใจว่าการที่ไม่มีใครฟังเสียงที่แท้จริงของเรามันเป็นยังไง... เสียงที่เธอเคาะเมื่อกี้ มันไม่ใช่เสียงเปียโนที่เธอซ้อม แต่มันคือจังหวะเดียวกับที่เธอกำลังสั่นข้างในนี้ใช่ไหม?”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจที่สั่นสะท้านของเด็กชาย รินรดารอคอย เธอรู้ว่าในจังหวะนี้เองที่กำแพงจะเริ่มร้าว แต่ก่อนที่ธันวาจะได้เอ่ยอะไรออกมา ประตูห้องซ้อมเปียโนก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง
กลิ่นน้ำหอมราคาแพงและแรงกดดันจากอำนาจพุ่งเข้ามาในห้องทันที คุณหญิงภารดีก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าที่สง่างามแต่ไร้ซึ่งความอบอุ่น สายตาของเธอไม่ได้มองลูกชายที่นั่งกอดเข่าอยู่ แต่จ้องเขม็งมาที่รินรดา
“คุณรินรดาคะ” เสียงของคุณหญิงเย็นเยียบและคมกริบ “ดูเหมือนการบำบัดของคุณจะรุนแรงเกินไปหน่อยนะคะ ธันวาถึงได้ดูเสียขวัญขนาดนี้”
รินรดาลุกขึ้นยืน สบตาหญิงวัยกลางคนด้วยความแน่วแน่ “ดิฉันแค่พยายามสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ธันวาค่ะคุณหญิง แต่ดูเหมือนว่า... ในห้องนี้จะมีอะไรบางอย่างที่ทำให้น้องไม่กล้าแม้แต่จะหายใจตามธรรมชาติ”
คุณหญิงภารดีหัวเราะเบาๆ ในลำคอ สายตาปรายไปมองที่พื้นไม้กระดานตรงที่รินรดาเพิ่งจะเปิดขึ้นมาเมื่อครู่ มุมปากของเธอหยักขึ้นเล็กน้อยเป็นยิ้มที่น่าสะพรึงกลัว “บ้านหลังนี้ไม่มีความลับอะไรหรอกค่ะ มีเพียงความคาดหวังที่เขายังทำได้ไม่ดีพอ”
เธอเดินตรงเข้าไปหาธันวาแล้วลูบหัวเขาด้วยสัมผัสที่ดูเหมือนความรัก แต่ธันวากลับตัวสั่นเทาเหมือนใบไม้ต้องลม “ไปล้างหน้าซะธันวา แล้วกลับมาซ้อมให้จบ... เพลงนี้แม่ต้องใช้แสดงในงานการกุศลอาทิตย์หน้า อย่าให้ความอ่อนแอของคนอื่นมาทำให้เราเสียเวลา”
ธันวาลุกขึ้นยืนก้มหน้า เดินผ่านรินรดาไปโดยไม่สบตาแม้แต่วินาทีเดียว จังหวะที่เขาเดินผ่าน เธอแอบเห็นมือของเขาที่กำไว้แน่นนั้น ในมือนั้นมีเศษกระดาษชิ้นเล็กๆ สีเหลืองเก่าๆ ตกหล่นลงมา
รินรดาแสร้งทำเป็นหยิบสมุดบันทึกบนโต๊ะขึ้นมา แล้วเดินไปคว้าเศษกระดาษนั้นไว้ก่อนที่จะถูกคุณหญิงภารดีเห็น แต่ทว่า... วินาทีที่รินรดาคลี่เศษกระดาษในมือออกภายใต้โต๊ะทำงาน ความเย็นวาบก็แล่นขึ้นมาตามสันหลัง
มันไม่ใช่บันทึกอาการป่วย แต่มันเป็นแผนผังของบ้านหลังนี้ที่มีเครื่องหมายกากบาทสีแดงทับอยู่ตรงตำแหน่งใต้พื้นห้องซ้อมเปียโน และมีลายมือหวัดๆ ของเด็กชายเขียนกำกับไว้เพียงประโยคเดียวว่า...
‘อย่าช่วยผม... ให้ช่วยคนที่อยู่ข้างล่างนั่นแทน’
จังหวะที่หัวใจรินรดากระตุกวูบ เสียงเคาะจังหวะเปียโนก็ดังขึ้นอีกครั้งจากข้างใต้พื้นไม้... แต่คราวนี้มันไม่ได้ดังเป็นจังหวะเพลง แต่มันดังซ้ำๆ เป็นรหัสมอร์สที่เธอเคยเรียนสมัยเด็ก รหัสที่แปลความหมายได้เพียงคำเดียวว่า ‘ฆาตกรรม’
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ในเงาไปพร้อมกับรินรดาครับ - กระจกเงาสะท้อนใจ
เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง•ตอนที่ 4
กำแพงที่ไร้เสียง
ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!