กลิ่นอับชื้นของไม้เก่าและกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำยาขัดผิวเปียโนแกรนด์เปียโนยามาฮ่าราคาแพง ลอยปะปนกับกลิ่นเหงื่อเปรี้ยวๆ ที่ซึมอยู่ตามปกเสื้อคอปกสีขาวของเด็กชายวัยสิบขวบ
"หนึ่ง สอง สาม สี่... ผิดอีกแล้วธันวา!"
เสียงตบไม้บรรทัดลงบนฝาปิดคีย์บอร์ดดัง *เพียะ* สนั่นห้องโถงกว้างของคฤหาสน์ตระกูลศิริวัฒนานุกูล เสียงนั้นไม่ได้ดังแค่กระทบไม้ แต่มันสะท้อนก้องเข้าไปในโสตประสาทของรินรดาที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่หน้าประตูกระจกฝ้า รหัสลับรหัสมอร์สคำว่า ‘ฆาตกรรม’ ที่ดังขึ้นจากใต้พื้นไม้เมื่อครู่ ยังคงดังก้องอยู่ในหัวของเธอราวกับเสียงกระซิบจากยมทูต แต่ความจริงตรงหน้า—ในห้องดนตรีชั้นสองนี้—กลับกำลังฆ่าเด็กคนหนึ่งให้ตายทั้งเป็นอย่างช้าๆ
คุณหญิงภารดีในชุดผ้าไหมสีนวลนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหลุยส์สีทอง ใบหน้าเชิดขึ้นดวงตาสีเข้มคมกริบราวกับใบมีดโกนจ้องเขม็งไปที่แผ่นหลังเล็กๆ ที่กำลังสั่นเทาของธันวา เด็กชายค่อมตัวลงจนหน้าอกเกือบชิดกับคีย์บอร์ด นิ้วมือเรียวยาวที่ควรจะได้บรรเลงเพลงอย่างอิสระ กลับเกร็งจนข้อนิ้วปูดโปนและซีดขาว
"แม่ครับ... ผม... ผมเจ็บข้อมือ" เสียงเล็กๆ เปล่งออกมาอย่างแหบแห้ง ไร้ซึ่งพลัง ร่างกายของธันวาโยกคลอนเล็กน้อยคล้ายคนใกล้หมดสติ
"เจ็บเหรอ? ตอนที่แกเล่นโน้ตตัว F ผิดเมื่อกี้ แกไม่เห็นบอกว่าเจ็บความพยายามของฉันเลยสักคำ!" คุณหญิงภารดีลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางสง่างาม ทว่าเยียบเย็น รองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนเป็นจังหวะที่ทรงพลังและน่ากลัว "เล่นใหม่! เอาตั้งแต่ท่อนแรก โน้ตทุกตัวต้องสมบูรณ์แบบ ถ้าแกทำไม่ได้วันนี้ ก็ไม่ต้องลุกออกจากเก้าอี้ตัวนั้นจนกว่าจะถึงเที่ยงคืน!"
รินรดากำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับเนื้อฝ่ามือ ความโกรธเกรี้ยวพุ่งพล่านขึ้นมาถึงลำคอ เธอผลักประตูห้องดนตรีเปิดออกเสียงดัง *ปัง* จนคนทั้งสองสะดุ้งหันมามอง
"คุณหญิงครับ การบังคับเด็กที่กล้ามเนื้ออักเสบให้เล่นซ้ำๆ มันไม่ใช่การฝึกฝน แต่มันคือการทารุณกรรม" เสียงของรินรดาเรียบสนิท แต่น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยแรงกดดันที่เฉียบคมพอจะกรีดแทรกบรรยากาศตึงเครียดได้ทันที
คุณหญิงภารดีหรี่ตามองจิตแพทย์สาวตั้งแต่หัวจรดเท้า รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปากอย่างเย่อหยิ่ง "อ๋อ... คุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กผู้แสนดี เพิ่งรู้หรือคะว่าการจะสร้าง ‘อัจฉริยะ’ ขึ้นมาสักคน มันต้องแลกมากับหยาดเหงื่อและความอดทนขนาดไหน เด็กสมัยนี้มันเปราะบาง เล็กน้อยก็ร้องครวญคราง ถ้าฉันไม่เคี่ยวเข็ญเขา วันนี้เขาจะยืนอยู่บนเวทีระดับโลกได้ยังไง"
"เวทีระดับโลกที่คุณหญิงพูดถึง... มันคือความฝันของเด็ก หรือมันคือปมในใจของคุณกันแน่ครับ?" รินรดาเดินเข้าไปใกล้เปียโน สายตาคมกวาดมองไปที่ข้อมือซ้ายของธันวาที่มีรอยแดงช้ำอย่างเห็นได้ชัด
"คุณหมอ! ระวังคำพูดของคุณด้วย!" คุณหญิงภารดีเสียงสูงขึ้น ใบหน้าเริ่มแดงด้วยความโกรธที่ถูกจี้ใจดำ "ฉันเป็นแม่ของเขา ฉันรู้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับลูก!"
"แม่เหรอครับ..." ธันวาพึมพำออกมาเบาๆ เสียงของเด็กชายสั่นเครือ ดวงตาคู่โตที่เคยเปล่งประกายกลับหมองหม่นไร้แววตา เปลือกตาเริ่มกระตุกถี่ ร่างกายของเด็กชายเริ่มโคลงเคลงไปมาอย่างควบคุมไม่ได้ ลมหายใจหอบถี่และสั้นราวกับคนกำลังจะจมน้ำ
"ธันวา! ตั้งใจฟังแม่ เล่นต่อเดี๋ยวนี้!" คุณหญิงภารดีทำเป็นไม่สนใจอาการผิดปกติของลูกชาย เธอย่างสามขุมเข้ามาใกล้พร้อมกับเงื้อมือขึ้นสูงเพื่อจะคว้าไหล่เล็กให้ตั้งตรง
*พรวด!*
ทันทีที่คุณหญิงภารดียื่นมือเข้ามาสัมผัส ธันวาก็สะดุ้งเฮือกราวกับถูกไฟดูด เด็กชายลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้เปียโนจนมันล้มคว่ำเสียงดังโครام เสียงคีย์บอร์ดลั่นระรัวมั่วซั่วกลายเป็นเสียงกรีดร้องอันโกลาหลในความเงียบ
"อย่าเข้ามา! อย่าแตะต้องผม!" ธันวาถอยหลังกรูดจนแผ่นหลังชนเข้ากับผนังห้อง ดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ร่างกายสั่นเทิ้มอย่างรุนแรงจนควบคุมไม่ได้ ปากอ้าพะงาบๆ หาอากาศหายใจเข้าปอด ทว่าออกซิเจนรอบตัวราวกับระเหยหายไปจนหมดสิ้น
อาการแพนิคขั้นรุนแรงเข้าจู่โจมเด็กชายอัจฉริยะในเสี้ยววินาทีนั้น
"ธันวา! หายใจเข้าลึกๆ มองหน้าฉัน!" รินรดาทิ้งตัวลงนั่งคุกเข่าตรงหน้าเด็กชายทันที เธอยื่นมือออกไปประคองใบหน้าที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นของเขาไว้อย่างมั่นคงและนุ่มนวล "ฟังเสียงฉันนะธันวา หายใจออกช้าๆ... หนึ่ง สอง สาม... หายใจเข้า... หายใจออก..."
"ฮือ... แม่... ผมกลัว... ผมทำไม่ได้..." ธันวากรีดร้องออกมาอย่างคนสติหลุด มือทั้งสองข้างยกขึ้นปิดหูแน่น เล็บจิกทึ้งเส้นผมตัวเองจนรุงรัง น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้มที่ซีดเผือด
คุณหญิงภารดียืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยสีหน้าตื่นตระหนกแกมรังเกียจ เธอขมวดมวลคิ้วแน่นก่อนจะสะบัดหน้าหนี "เห็นไหมล่ะ! เพราะคุณหมอเข้ามาแทรกแซงและตามใจเขา เด็กมันถึงได้นิสัยเสีย สำออย และแสดงอาการเรียกร้องความสนใจแบบนี้ออกมา!"
รินรดาหันขวับไปมองคุณหญิงภารดีด้วยแววตาวาวโรจน์ ประกายไฟแห่งความโกรธแผดเผาในดวงตาสีดำสนิท "คุณหญิงยังมีความเป็นแม่อยู่ไหม? เด็กคนนี้กำลังจะขาดใจตายอยู่ตรงหน้าคุณแล้ว แต่สิ่งที่คุณสนใจกลับไม่ใช่ชีวิตของเขา... แต่มันคือคีย์เปียโนพวกนี้งั้นเหรอ!"
บรรยากาศในห้องดนตรีเงียบกริบลงทันที มีเพียงเสียงสะอื้นไห้ขาดห้วงและลมหายใจหอบกระชั้นของธันวาที่ดังแทรกขึ้นมาเป็นระยะ รินรดารวบรวมสติทั้งหมดเพื่อดึงเด็กชายกลับมาจากขอบเหวแห่งความสติแตก เธอโอบกอดร่างที่สั่นเทาของธันวาไว้แนบอก ลูบหลังเขาเบาๆ เพื่อส่งผ่านความอบอุ่น
ทว่า ในจังหวะที่ความโกลาหลกำลังถึงขีดสุดนั้นเอง...
เสียงเคาะใต้พื้นไม้ก็ดังขึ้นอีกครั้ง *ก๊อก... ก๊อก-ก๊อก-ก๊อก...*
แต่มันไม่ใช่รหัสมอร์สแบบเดิมอีกต่อไปแล้ว ครั้งนี้มันดังติดต่อกันเป็นจังหวะรัวเร็วราวกับมีใครบางคนกำลังพยายามใช้ค้อนทุบทำลายพื้นไม้จากชั้นใต้ดินขึ้นมา และเสียงนั้นก็หยุดกะทันหัน พร้อมกับเสียงบิดกลอนประตูด้านนอกห้องดนตรีที่ดังแกร๊ก... ทั้งที่รินรดาจำได้แม่นว่า เธอล็อคกลอนประตูห้องนี้ไว้ตั้งแต่ก้าวเข้ามาแล้ว!
ขอขอบพระคุณผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเจ็บปวดไปกับรอยร้าวของตัวละครในบทนี้ครับ — กระจกเงาสะท้อนใจ
เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง•ตอนที่ 5
ความคาดหวังที่กัดกิน
ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!