“หมอริน... ถ้าหากชีวิตคนไข้คนหนึ่งต้องแลกด้วยอนาคตในวิชาชีพของหมอ หมอคิดว่ามันคุ้มค่าจริงหรือคะ?”
เสียงที่แหบพร่าทว่าเต็มไปด้วยอำนาจสั่งการจากปลายสาย ไม่ใช่คำถาม แต่คือคำประกาศิต รินรดาชะงักค้าง มือที่ถือโทรศัพท์สั่นสะท้านจนได้ยินเสียงพลาสติกกระทบกับแหวนแต่งงานที่เธอมักจะถอดวางไว้บนโต๊ะทำงานเป็นจังหวะที่น่ารำคาญใจ ธันวานั่งตัวลีบอยู่บนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ดวงตาคู่กลมโตที่เคยฉายแววหวาดหวั่น บัดนี้กลับเลื่อนลอยดุจตุ๊กตาที่ถูกดึงลานจนหมดสิ้น
รินรดากัดริมฝีปากแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ เธอพยายามควบคุมลมหายใจไม่ให้เสียงสั่นเครือเล็ดลอดออกไป “ดิฉันเชื่อว่าหน้าที่ของแพทย์คือการรักษา ไม่ใช่การเป็นเครื่องมือเพื่อสนองความปรารถนาของใครค่ะ คุณหญิง”
“เครื่องมือเหรอคะ?” เสียงหัวเราะแผ่วเบาจากอีกฝั่งช่างเย็นเยียบยิ่งกว่าน้ำแข็ง “ในโลกที่หมออยู่ หมออาจจะคิดว่าความถูกต้องคือสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่ในโลกที่ธันวาอยู่... ความถูกต้องถูกกำหนดโดยนามสกุลของคนที่เป็นแม่ พรุ่งนี้เช้าหวังว่าคณะกรรมการจริยธรรมของโรงพยาบาล จะได้เห็นหลักฐานชุดนี้พร้อมกับบันทึกการรักษาที่หมอแอบแก้ไข... หมอคิดว่าชื่อเสียงของ ‘จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ’ จะเหลืออะไรคะ เมื่อข่าวหน้าหนึ่งตีแผ่ว่าหมอละเมิดจรรยาบรรณเพื่อปั่นหัวเด็กให้เกลียดแม่ตัวเอง?”
สายถูกตัดไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่กดทับห้องตรวจจนแทบหายใจไม่ออก รินรดาวางโทรศัพท์ลงช้าๆ เธอหันไปมองธันวาที่นั่งกอดเปียโนของเล่นตัวเล็กแน่น ราวกับว่านั่นคือสิ่งเดียวในโลกที่ยังคงให้ความอบอุ่นแก่เขาได้
“ธันวาคะ...” รินรดาเรียกชื่อเด็กน้อยเสียงอ่อนโยน แม้ในใจจะพายุกำลังโหมกระหน่ำ “ลูกได้ยินใช่ไหม...”
เด็กชายไม่ตอบ เขาเพียงแค่เงยหน้าขึ้นมองรินรดา แววตาของเขาไม่ได้มีความโกรธแค้น แต่มันว่างเปล่าเสียจนน่าใจหาย “คุณหมอครับ... ถ้าผมเลิกเล่นเปียโน แล้วยอมเป็นเด็กโง่ๆ ที่คุณแม่ต้องการ คุณหมอจะยังโดนคุณแม่ทำร้ายไหมครับ?”
หัวใจของรินรดาราวกับถูกของมีคมกรีดลึก นี่คือผลลัพธ์ของ ‘ความรัก’ ที่บิดเบี้ยว มันไม่ได้ทำลายแค่เพียงตัวเด็ก แต่ยังพยายามกัดกินศีลธรรมของคนที่พยายามจะเข้าไปเยียวยาด้วย เธอเอื้อมมือไปกุมมือเล็กๆ ที่สั่นเทานั้นไว้ “มันไม่ใช่ความผิดของลูกเลยค่ะธันวา และคุณหมอจะไม่มีวันยอมให้ใครมาทำลายชีวิตของลูก... ต่อให้ต้องแลกด้วยทุกอย่างที่ดิฉันมีก็ตาม”
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ โรงพยาบาลชั้นนำกลางกรุง รินรดาเดินเข้าสู่ตึกอำนวยการด้วยท่าทีสงบนิ่ง แม้ว่าในกระเป๋าเสื้อกาวน์จะมีโทรศัพท์ที่สั่นแจ้งเตือนข่าวซุบซิบในแวดวงสังคมที่เริ่มหนาหูขึ้นเรื่อยๆ ว่า ‘จิตแพทย์สาวชื่อดังกำลังเผชิญคดีฟ้องร้องเรื่องการแทรกแซงครอบครัวคนไข้’
เมื่อเธอเปิดประตูห้องประชุม คณะกรรมการสามคนนั่งรออยู่แล้ว โดยมีคุณหญิงภารดีนั่งเด่นเป็นสง่าอยู่หัวโต๊ะ รอยยิ้มของหญิงสูงวัยดูอ่อนหวานทว่าแฝงไว้ด้วยพิษร้าย เธอสวมชุดผ้าไหมราคาแพงที่ดูไร้รอยยับ ราวกับจะแสดงให้เห็นว่าอำนาจของเธอนั้นไม่มีวันถูกลบเลือนได้
“หมอรินรดา เชิญนั่งค่ะ” คุณหญิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงดั่งผู้มีพระคุณ “พอดีทางเราได้รับข้อมูลมาว่า หมออาจจะมีความเห็นส่วนตัวที่รุนแรงเกินไปเกี่ยวกับวิธีเลี้ยงลูกของดิฉัน ซึ่งมันส่งผลกระทบต่อจิตใจของธันวา... อย่างหนัก”
รินรดานั่งลงช้าๆ สายตาของเธอจ้องตรงไปยังหญิงสูงวัยโดยไม่กะพริบตา “การที่ดิฉันบอกว่าธันวาต้องการเวลาพักผ่อน และต้องการพื้นที่ในการแสดงตัวตน ไม่ใช่ความเห็นส่วนตัวค่ะคุณหญิง แต่คือความจำเป็นทางการแพทย์”
“ความจำเป็นงั้นหรือคะ?” คุณหญิงแค่นหัวเราะ ก่อนจะวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะเสียงดังปัง “แล้วนี่คืออะไรคะ? บันทึกการรักษาที่หมอระบุว่า ดิฉัน ‘กดดัน’ ลูกชายตัวเอง หมอมีหลักฐานไหมคะ? หรือว่าแค่การคาดเดาจากจินตนาการส่วนตัวของจิตแพทย์ที่ไม่เคยมีลูก?”
บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนแทบขาดสะบั้น รินรดาเริ่มรู้ตัวแล้วว่านี่ไม่ใช่แค่การเรียกมาตักเตือน แต่เป็นการวางแผนทำลายล้างเพื่อปิดปากเธออย่างถาวร ทันใดนั้น ประตูห้องประชุมก็ถูกผลักออกอย่างแรง พยาบาลคนสนิทของรินรดาหน้าตาตื่นเข้ามาพร้อมกับแท็บเล็ตในมือ
“คุณหมอรินคะ! เกิดเรื่องแล้วค่ะ!”
รินรดาลุกขึ้นทันที ความรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่างแล่นพล่านไปทั่วร่าง เธอเหลือบมองคุณหญิงภารดีที่ยังคงยิ้มเย็น ก่อนจะก้มลงดูหน้าจอแท็บเล็ตที่พยาบาลยื่นให้
ภาพในหน้าจอไม่ใช่ข่าวซุบซิบ แต่เป็นคลิปวิดีโอวงจรปิดที่ถ่ายจากห้องพักเปียโนในบ้านของคุณหญิงภารดี ภาพธันวากำลังล้มพับลงกับพื้นห้องขณะซ้อมเปียโน โดยมีร่างของคุณหญิงยืนมองอยู่ห่างๆ ด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก และเสียงในคลิปที่ดังชัดเจนคือเสียงของคุณหญิงที่เอ่ยว่า...
“ถ้าไม่ตาย ก็จงเล่นให้จบ... เพราะคนที่ล้มเหลวไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะร้องไห้”
รินรดาเงยหน้าขึ้นมองคุณหญิงภารดีที่เริ่มเปลี่ยนสีหน้าจากมั่นใจเป็นซีดเผือด ทว่าในจังหวะนั้นเอง ประตูห้องประชุมก็ถูกเปิดออกอีกครั้งด้วยฝีมือของชายหนุ่มคนหนึ่งในชุดสูทสีเข้ม—เขาคือสามีของคุณหญิงภารดี ผู้ที่รินรดาคิดมาตลอดว่าไม่เคยรับรู้เรื่องราวของลูกชายเลย
เขาก้าวเข้ามาหยุดตรงกลางห้อง ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งมาที่รินรดา ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ความหวังของเธอพังทลายลงในพริบตา
“คุณหมอรินรดา... ผมเกรงว่าคุณจะต้องหยุดการรักษาธันวาตั้งแต่วินาทีนี้ เพราะลูกชายของผม... เพิ่งจะหายตัวไปจากโรงเรียนเมื่อสิบนาทีที่แล้วครับ”
กระจกเงาสะท้อนใจขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความเจ็บปวดและแสงสว่างในจิตใจไปกับรินรดานะคะ
เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง•ตอนที่ 35
แรงกดดันจากสังคม
ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!