เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง•ตอนที่ 36

การถูกตรวจสอบ

ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
“ดิฉันทราบดีค่ะว่าสถานะของผู้ปกครองนั้นมีอำนาจล้นฟ้าในรั้วโรงเรียน แต่การที่ธันวาหายตัวไป ไม่ใช่เหตุผลที่ควรนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการทำลายชีวิตของเด็กที่กำลังต้องการพื้นที่ปลอดภัยที่สุดอย่างการบำบัด” รินรดาวางสายโทรศัพท์ลงบนโต๊ะทำงานด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย กลิ่นอายของความเย็นเยียบจากเครื่องปรับอากาศในห้องทำงานดูจะบาดลึกเข้าไปถึงกระดูกสันหลัง เสียงประกาศจากคณะกรรมการจริยธรรมทางการแพทย์ที่เพิ่งได้รับแจ้งเมื่อครู่ยังคงก้องอยู่ในหู มันไม่ใช่แค่เรื่องการขาดการติดต่อของคนไข้ แต่มันคือ ‘การถูกตรวจสอบ’ อย่างเป็นทางการ ร่างบางในชุดสูทสีเรียบเอนหลังพิงเก้าอี้ ดวงตาคู่สวยที่มักจะฉายแววปลอบประโยนเด็กๆ เสมอ บัดนี้กลับหม่นแสงลงด้วยความเหนื่อยล้า เธอจำคำพูดของคุณหญิงภารดีได้แม่นยำ ทุกถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและอำนาจนิยมในฐานะผู้บริจาครายใหญ่ของโรงพยาบาล ‘วิธีการรักษาแบบนอกกรอบของหมอ ไม่ใช่การเยียวยา แต่มันคือการยุยงให้ลูกของดิฉันก้าวร้าวและขาดวินัย ถ้าธันวาเป็นอะไรไป หมอต้องรับผิดชอบด้วยหน้าที่การงานทั้งหมดที่มี’ รินรดาสูดลมหายใจลึก กวาดสายตามองเอกสารประวัติคนไข้ของธันวาบนโต๊ะ บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจางของเด็กชายคนนี้สะท้อนอยู่ในทุกบรรทัด เธอไม่ได้รักษาธันวาด้วยตำราแพทย์เพียงอย่างเดียว เธอรักษาเขาด้วยความเข้าใจในเศษเสี้ยวของหัวใจที่ถูกบดขยี้ด้วยความคาดหวังของคนเป็นแม่ ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูที่ไม่ได้เป็นจังหวะเชิญชวนทำให้รินรดาขมวดคิ้ว ก่อนที่บานประตูจะเปิดออกโดยไม่รอคำอนุญาต ร่างท้วมในชุดผ้าไหมราคาแพงเดินเข้ามาพร้อมกับกระเป๋าแบรนด์เนมที่ดูเหมือนอาวุธชนิดหนึ่ง คุณหญิงภารดีกวาดสายตามองไปรอบห้องด้วยท่าทีรังเกียจราวกับนี่ไม่ใช่ห้องทำงานจิตแพทย์ แต่เป็นกรงขังที่เต็มไปด้วยเชื้อโรค “คุณหมอรินรดาคะ... ดูเหมือนดิฉันจะต้องมาเตือนคุณด้วยตัวเอง” คุณหญิงภารดีกล่าวพลางนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามโดยไม่รอเชิญ “ธันวาหายไปตั้งแต่วันที่หมอเริ่มใช้วิธี ‘ศิลปะบำบัดแบบอิสระ’ กับเขา หมอคิดว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่? กำลังสอนให้เด็กที่เกิดมาเพื่อเป็นอัจฉริยะกลายเป็นคนหัวขบถอย่างนั้นหรือ?” รินรดาประสานมือวางบนตักเพื่อควบคุมอาการสั่นของกล้ามเนื้อ “คุณหญิงคะ สิ่งที่ธันวาต้องการตอนนี้ไม่ใช่เปียโนที่เขาสามารถเล่นให้เป็นเลิศได้เพียงเพื่อตอบสนองความภูมิใจของคุณ แต่เขาต้องการเสียงหัวเราะที่ไร้การตัดสิน และการถูกมองเห็นในฐานะเด็กสิบขวบ ไม่ใช่เครื่องจักรผลิตความสำเร็จ” คุณหญิงภารดีแค่นหัวเราะ เสียงนั้นแหลมสูงและเย็นชา “อัจฉริยะย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย หมอไม่มีสิทธิ์มาตัดสินว่าดิฉันทำหน้าที่แม่ได้แย่แค่ไหน หากคณะกรรมการพิจารณาเรื่องวิธีการรักษาที่นอกกรอบของหมอเสร็จสิ้น ดิฉันรับรองได้ว่า ใบประกอบวิชาชีพของคุณจะกลายเป็นเพียงเศษกระดาษที่ไร้ความหมาย” รินรดาจ้องมองดวงตาที่แข็งกร้าวของอีกฝ่าย เธอเห็นเงาของความกลัวซ่อนอยู่ในนั้น ความกลัวที่จะสูญเสียการควบคุม ความกลัวที่จะต้องยอมรับว่าความรักแบบ ‘กรงแก้ว’ ที่เธอมอบให้ลูกชาย คือสาเหตุที่ทำให้เด็กคนหนึ่งต้องวิ่งหนีออกไปสู่ความมืดมิดที่ไม่มีใครรู้พิกัด “คุณหญิงรู้ไหมคะว่าทำไมธันวาถึงหายไป?” รินรดาถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่ทว่าเฉียบขาด “เพราะเขาไม่ได้หายไปเพราะเหตุบังเอิญ แต่เขาเลือกที่จะทิ้งทุกอย่างที่เขามี... แม้กระทั่งเปียโนตัวโปรดที่คุณรักนักหนา เพื่อที่จะได้มี ‘ตัวตน’ ในแบบที่เขาเลือกเองเป็นครั้งแรก” คุณหญิงภารดีชะงัก สายตาที่เคยจิกกัดเริ่มสั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเกรี้ยวกราด “หยุดพล่ามเรื่องไร้สาระได้แล้ว! ฉันมาที่นี่เพื่อบอกให้หมอเลิกยุ่งกับลูกชายของฉันเสียที หากวันนี้หาตัวธันวาไม่พบ ตำรวจจะเป็นฝ่ายเข้ามาจัดการกับเรื่องนี้ และหมอจะเป็นคนแรกที่ถูกสอบสวนในฐานะผู้สมรู้ร่วมคิด!” บรรยากาศในห้องเงียบงันลงชั่วขณะ ความกดดันพุ่งสูงจนรินรดารู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก เธอรู้ดีว่านี่คือเกมที่เธออาจจะต้องแพ้ แต่ในฐานะจิตแพทย์และมนุษย์คนหนึ่งที่เคยผ่านความเจ็บปวดจากการถูกครอบครัวตีกรอบมาเช่นกัน เธอไม่อาจปล่อยให้ธันวาต้องแตกสลายไปมากกว่านี้ “ดิฉันจะหาเขาเองค่ะ” รินรดาตอบเสียงเรียบ “ไม่ใช่ในฐานะแพทย์ที่ทำตามคำสั่งคุณหญิง แต่ในฐานะคนคนหนึ่งที่เห็นธันวาเป็นมนุษย์ที่ควรค่าแก่การได้รับอิสรภาพ” เมื่อคุณหญิงภารดีเดินสะบัดจากไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมฉุนกึกที่อบอวลไปทั่วห้อง รินรดารีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูตำแหน่งพิกัดสุดท้ายที่เธอแอบติดตั้งไว้ในนาฬิกาข้อมือของธันวา ซึ่งเป็นวิธีการนอกกรอบที่เธอเคยให้เขาสวมไว้โดยไม่บอกคุณหญิง จุดสีแดงบนหน้าจอกระพริบถี่ๆ อยู่ที่สวนสาธารณะร้างท้ายเมือง... ที่นั่นคือสถานที่เดียวกับที่เธอเคยไปนั่งพักใจในวันที่ครอบครัวพังทลายเมื่อหลายปีก่อน รินรดารีบคว้ากุญแจรถวิ่งออกไปทันที หัวใจเต้นรัวด้วยความกังวลว่าความมืดจะปกคลุมไปถึงที่นั่นแล้วหรือยัง แต่เมื่อเธอมาถึงและก้าวเท้าลงจากรถ ความเย็นของสายลมปะทะใบหน้า ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้เธอหยุดชะงัก ก้าวขาไม่ออก ท่ามกลางความมืดสลัวใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ธันวามักจะใช้เป็นที่หลบภัยนั้น ไม่ใช่เด็กชายตัวน้อยที่นั่งร้องไห้อยู่เพียงลำพัง หากแต่เป็นชายชุดดำสองคนที่ยืนล้อมกรอบเด็กชายไว้ และหนึ่งในนั้น... กำลังง้างมือตบลงไปที่ใบหน้าของธันวาอย่างรุนแรงจนร่างเล็กทรุดลงกับพื้น ในขณะที่โทรศัพท์ในมือของเธอกลับดังขึ้น เป็นสายเรียกเข้าจากเบอร์ปริศนาที่ไม่ปรากฏชื่อผู้ติดต่อ เธอตัดสินใจรับสายด้วยมือที่สั่นเทา เสียงทุ้มต่ำและเยือกเย็นดังลอดออกมาจากปลายสาย “หมอรินรดา... ถ้าคุณก้าวเข้ามาใกล้อีกก้าวเดียว สิ่งที่ผมถืออยู่ในมือนี้ จะไม่ใช่แค่การสั่งสอนธันวา แต่จะเป็นจุดจบของชีวิตที่คุณพยายามปกป้อง... อยากรู้ไหมครับว่าใครเป็นคนจ้างผมมา?” ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและแบ่งปันความรู้สึกไปกับตัวละครของกระจกเงาสะท้อนใจนะคะ
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%