"ถ้านิ้วลูกยังไม่พลิ้วไปตามตัวโน้ตที่แม่ต้องการ ก็อย่าหวังว่าจะได้ลุกออกจากเก้าอี้ตัวนั้น ธันวา"
เสียงของคุณหญิงภารดีราบเรียบ ทว่าทรงพลังจนอากาศรอบตัวเด็กชายวัยสิบขวบดูจะเบาบางลง ธันวานั่งหลังตรงแน่วอยู่หน้าเปียโนหลังใหญ่สีดำขลับ ปลายนิ้วที่ซีดเผือดสั่นระริกอยู่เหนือลิ่มขาวสลับดำราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูที่มองไม่เห็น ความกดดันในห้องโถงกว้างไม่ได้มาจากเสียงดนตรี แต่มาจากสายตาคมกริบของมารดาที่ยืนกอดอกอยู่ข้างเปียโน และบิดาที่นั่งอ่านเอกสารอยู่บนโซฟาหนังแท้ โดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองบุตรชาย
ธันวาสูดลมหายใจเข้าลึกจนไหล่สั่นไหว เขาเพิ่งกลับจากเซสชั่นบำบัดกับคุณหมอรินรดาเมื่อสองชั่วโมงก่อน เสียงทุ้มต่ำและแววตาที่เต็มไปด้วยความเข้าใจของเธอยังคงก้องอยู่ในใจ *'ความเจ็บปวดไม่ใช่สิ่งที่ต้องเก็บไว้เพื่อใครนะคะธันวา ถ้าวันหนึ่งลูกรู้สึกว่ามันเกินกว่าที่หัวใจดวงเล็กๆ นี้จะรับไหว การบอกว่า "ไม่" ก็ไม่ใช่ความผิดค่ะ'*
"ผม... ผมเหนื่อยแล้วครับคุณแม่" ธันวาเอ่ยขึ้น เสียงของเขาแหบพร่าแต่มั่นคงกว่าทุกครั้ง
คุณหญิงภารดีชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะคลี่ยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา "เหนื่อยหรือขี้เกียจกันแน่? ในขณะที่เด็กคนอื่นกำลังพยายามเพื่ออนาคต ลูกกลับกำลังเลือกที่จะทิ้งโอกาสนั้นไปเพียงเพราะความงอแงชั่ววูบอย่างนั้นหรือ"
"มันไม่ใช่ความงอแง" เด็กชายหันไปเผชิญหน้ากับมารดาเป็นครั้งแรก ดวงตาที่เคยหม่นแสงฉายแวววูบไหวแต่เด็ดเดี่ยว "ผมซ้อมเพลงนี้มาสิบห้าชั่วโมงในสัปดาห์นี้ ผมเล่นมันจนนิ้วเลือดออก แต่เพลงนี้ไม่เคยมีความหมายกับผมเลย มันคือเครื่องจักร... ผมเป็นแค่หุ่นยนต์ที่คุณแม่ไขลานไว้เพื่ออวดคนอื่นเท่านั้น"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโถงทันที คุณหญิงภารดีหน้าตึงขึ้น เธอเดินตรงเข้ามาใกล้จนธันวาสัมผัสได้ถึงกลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่อบอวลจนน่าอึดอัด เธอวางมือลงบนไหล่เล็กของเขา บีบแน่นจนธันวานิ่วหน้า
"ธันวา!" บิดาของเขาโยนเอกสารลงบนโต๊ะเสียงดังปังก่อนจะลุกขึ้นยืน "นั่นคือคำที่ลูกใช้ตอบแทนความทุ่มเทที่พ่อกับแม่มอบให้เหรอ? ลูกรู้ไหมว่าเราต้องแลกด้วยอะไรบ้างเพื่อให้ลูกได้มายืนตรงนี้"
"แลกด้วยชีวิตวัยเด็กของผมหรือเปล่าครับ?" ธันวาลุกขึ้นยืนอย่างกะทันหัน เก้าอี้ไม้โอ๊คครูดกับพื้นหินอ่อนจนเกิดเสียงแหลมบาดหู เขาไม่ถอยหนีเหมือนทุกครั้ง แต่ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ร่างกายที่ดูบอบบางกลับดูยิ่งใหญ่ขึ้นในวินาทีนั้น "ผมอยากจะร้องไห้ แต่คุณแม่บอกว่ามันคือความอ่อนแอ ผมอยากจะเล่นกับเพื่อน แต่คุณแม่บอกว่านั่นคือการเสียเวลา วันนี้... ผมจะไม่เล่นเปียโนอีกจนกว่าจะถึงพรุ่งนี้เช้า ผมต้องการเวลาของผมคืน"
คุณหญิงภารดีเงื้อฝ่ามือขึ้นโดยอัตโนมัติ รินรดาที่เพิ่งก้าวเข้ามาในห้องโถงพอดีหลังจากได้รับแจ้งเหตุฉุกเฉินจากคนรับใช้ รีบก้าวยาวๆ เข้ามาขวางไว้ทันท่วงที จิตแพทย์สาววางมือลงบนข้อมือของคุณหญิงเบาๆ แต่หนักแน่นด้วยแรงกดที่แฝงด้วยความหมาย
"คุณหญิงคะ... การลงโทษทางกายในเวลานี้ จะยิ่งทำให้รอยร้าวในใจของธันวาลึกจนเกินกว่าที่ใครจะประสานได้นะคะ" รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เด็ดขาด แววตาของเธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยโทสะของคุณหญิงภารดี
"คุณหมอ! นี่มันเรื่องในครอบครัว ดิฉันไม่จำเป็นต้องให้คนนอกมาสอนเรื่องการอบรมลูก" คุณหญิงสะบัดมือออกด้วยความโกรธจัด
"ถ้าการอบรมคือการทำลายตัวตนของเด็กคนหนึ่งจนเขากลายเป็นเพียงตุ๊กตาที่รอวันพังทลาย มันก็ไม่ใช่เรื่องในครอบครัวอีกต่อไปแล้วค่ะ แต่มันคือการละเมิดสิทธิที่ดิฉันในฐานะจิตแพทย์และมนุษย์คนหนึ่งไม่อาจเพิกเฉยได้" รินรดาหันไปมองธันวาที่ยืนตัวสั่นอยู่ข้างหลัง เธอส่งยิ้มให้เด็กชายเป็นเชิงปลอบประโลม ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับพ่อแม่ของธันวาด้วยท่าทีที่สุขุมที่สุด
บรรยากาศในห้องโถงเงียบงันจนได้ยินเสียงลมหายใจที่หอบถี่ ธันวายืนนิ่ง น้ำตาแห่งความอัดอั้นไหลอาบแก้ม แต่เขากลับยืดตัวตรงอย่างไม่เกรงกลัวสายตาของผู้เป็นแม่ที่กำลังจ้องเขม็งมาที่รินรดาด้วยความอาฆาต
"ธันวา..." บิดาของเขาเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่สั่นเครือจากความโกรธ "ถ้าลูกกล้าเดินออกจากห้องนี้ไปโดยไม่จบเพลงนี้... ก็อย่ากลับมาเรียกฉันว่าพ่ออีกเลย"
ธันวามองไปที่เปียโนสีดำตัวนั้น เหมือนกับมองเห็นโลงศพที่ขังชีวิตของเขาเอาไว้ เขาหันกลับมามองรินรดา ผู้หญิงคนเดียวที่ยื่นมือมาให้ในวันที่เขารู้สึกเหมือนจมน้ำ ก่อนจะตัดสินใจก้าวเท้าออกไปจากห้องโถงนั้นโดยไม่เหลียวหลังกลับมามองอีก
ทว่าในจังหวะที่ธันวากำลังจะผ่านประตูไป เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและคุ้นเคยอีกคู่หนึ่งก็ดังแทรกเข้ามาจากทางเข้าหลัก เป็นชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเทาเข้ม—ทนายความส่วนตัวของคุณหญิงภารดีที่เดินเข้ามาพร้อมซองเอกสารสีน้ำตาลในมือ เขาโค้งคำนับคุณหญิงภารดีก่อนจะหันมาส่งยิ้มที่แฝงไปด้วยเล่ห์กลให้ธันวา
"เสียใจด้วยนะครับคุณหนู" ทนายความกล่าวพลางยื่นเอกสารแผ่นหนึ่งให้รินรดา "แต่ในเมื่อคุณหนูไม่ยอมทำตามข้อตกลงของครอบครัว ทางเรามีความจำเป็นต้องแจ้งให้ทราบว่า คุณหญิงได้ยื่นเรื่อง 'เพิกถอนสิทธิ์ในการเข้าพบจิตแพทย์' และส่งตัวธันวาไปรับการบำบัดแบบ 'ปิดตาย' ที่ต่างประเทศในคืนนี้ทันทีครับ"
ขอบคุณทุกท่านที่ยังคงร่วมเดินทางผ่านรอยร้าวในใจไปพร้อมกับตัวละครของกระจกเงาสะท้อนใจนะคะ
เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง•ตอนที่ 17
ปมเริ่มต้นแห่งการเปลี่ยนผ่าน
ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!