“คุณไม่มีสิทธิ์ตัดสินชีวิตเด็กคนนี้ด้วยการจับเขาขังไว้ในกรงทองที่มองไม่เห็นแบบนั้นค่ะ คุณหญิง!”
เสียงของรินรดาสั่นพร่า ทว่าแฝงด้วยความเฉียบขาดที่กรีดลงบนความเงียบงันภายในห้องโถงกว้างขวางของคฤหาสน์ตระกูลอัครเดโช เอกสารในมือของเธอถูกบีบจนยับยู่ยี่ ราวกับเป็นตัวแทนของหัวใจที่กำลังถูกกดทับด้วยอำนาจมืด
คุณหญิงภารดีในชุดผ้าไหมสั่งตัดสีน้ำเงินเข้มขยับแว่นสายตาเพียงเล็กน้อย สายตาของท่านไม่ได้มองรินรดา แต่จ้องมองไปที่เปียโนหลังใหญ่กลางห้อง—สมบัติชิ้นงามที่พรากวัยเยาว์ของธันวาไปจนหมดสิ้น ท่านไม่ได้โกรธเคือง แต่น้ำเสียงที่ตอบกลับมากลับเย็นเยียบยิ่งกว่าน้ำแข็ง
“สิทธิ์? หมอคิดว่าคำว่าสิทธิ์มีความหมายอย่างไรในบ้านหลังนี้หรือคะ คุณรินรดา” คุณหญิงเดินเข้ามาใกล้ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่ฟุ้งกระจายทำให้รินรดารู้สึกหายใจไม่ออก “ความรักของฉันไม่ใช่การปล่อยให้ลูกทำตัวเหลวแหลก หรือใช้ความอ่อนแอเป็นข้ออ้างในการหนีความจริง ธันวาเป็นเด็กพิเศษ และเด็กพิเศษจำเป็นต้องถูกเจียระไนให้งดงามที่สุด ไม่ใช่ถูกเลี้ยงดูตามยถากรรมในคลินิกโทรมๆ ของหมอ”
“เขาไม่ใช่เพชร แต่เขาคือคนค่ะ!” รินรดาตวาดกลับ เสียงสะท้อนก้องในโถงทางเดิน ก่อนจะค่อยๆ ผ่อนลมหายใจเพื่อดึงสติ “เขามีความฝัน มีความรู้สึก และเขากำลังแตกสลายเพียงเพราะความคาดหวังของคุณหญิงที่สูงเสียดฟ้าจนไม่มีใครเอื้อมถึง”
ท่ามกลางบทสนทนาที่กำลังเดือดพล่าน ร่างเล็กๆ ของธันวาปรากฏตัวขึ้นที่บันไดชั้นสอง เด็กชายไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้กรีดร้องเหมือนเด็กที่หวาดกลัว เขากลับยืนนิ่ง สายตาว่างเปล่าไร้ชีวิตชีวา แววตาของเด็กวัย 10 ขวบที่ควรจะเต็มไปด้วยความซุกซน บัดนี้กลับดูเหมือนตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่ร้าวรานจากภายใน
“ผมจะไม่ไปไหนทั้งนั้นครับ”
น้ำเสียงของธันวาเรียบนิ่ง แต่หนักแน่นจนทุกคนในห้องต้องชะงัก รินรดารีบหันไปมอง เด็กน้อยก้าวลงบันไดทีละขั้น ท่าทางมั่นคงผิดปกติ ในมือของเขามีบางอย่างที่เขาไม่เคยหยิบจับมาก่อน... กุญแจสำรองของห้องเก็บของที่เขาเคยถูกสั่งให้ไปสำนึกผิดบ่อยครั้ง
“ธันวา ลูกกลับไปบนห้องเดี๋ยวนี้!” คุณหญิงภารดีสั่ง เสียงเริ่มสั่นด้วยความเสียหน้าเมื่อเห็นคนรับใช้ในบ้านแอบซุบซิบ
“ถ้าผมไปต่างประเทศ ผมจะเผาห้องเปียโนนี้ทิ้งเสีย” ธันวาพูดประโยคที่ทำลายความหวังของคุณหญิงลงในพริบตา เขาสบตากับแม่ด้วยความโกรธแค้นที่สั่งสมมานาน “แม่รักเปียโน รักชื่อเสียง รักภาพลักษณ์ของแม่... แต่แม่ไม่เคยรักผม ถ้าแม่จะขังผม ผมก็จะทำลายสิ่งที่แม่รักที่สุดแทน”
ความเงียบเข้าปกคลุม บรรยากาศกดดันพุ่งทะยานถึงขีดสุด รินรดารู้สึกใจหายวาบ เธอไม่ได้สอนให้เด็กชายขบถด้วยความรุนแรง แต่เธอเห็นพายุที่ก่อตัวอยู่ภายในใจของเขามานาน นี่คือผลลัพธ์ของความอดทนที่ถูกกดทับจนถึงจุดระเบิด
คุณหญิงภารดีหน้าซีดเผือด ท่านก้าวเข้าไปหาลูกชายด้วยความเกรี้ยวกราด แต่ธันวากลับถอยหลังหนีไปทางระเบียงหลังบ้านที่ติดกับสวนกุหลาบ รินรดาพยายามยื่นมือไปห้าม แต่ทว่าจังหวะนั้นเอง ประตูบานใหญ่ของคฤหาสน์ก็ถูกผลักออกพร้อมกับชายร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีดำสนิทสามคน
“ขอโทษที่ขัดจังหวะครับคุณหญิง” ชายคนหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ “ทางโรงพยาบาลที่ต่างประเทศส่งคนมารับตัวคุณหนูธันวาตามกำหนดการครับ เที่ยวบินกำลังจะออกในอีกสี่ชั่วโมงข้างหน้า”
หัวใจของรินรดากระตุกวูบ เธอหันไปมองธันวาที่ตอนนี้ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวจริงๆ เด็กชายหันกลับมามองรินรดาด้วยแววตาอ้อนวอนครั้งสุดท้าย ก่อนจะตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด
ธันวาวิ่งไปที่โต๊ะวางแจกันใบงามที่ตั้งอยู่มุมห้อง แล้วกวาดมันลงพื้นจนแตกกระจาย เสียงแก้วแตกดังสนั่นราวกับเสียงหัวใจที่แหลกสลายของเด็กคนหนึ่ง เศษแก้วชิ้นหนึ่งบาดเข้าที่มือของเขาจนเลือดไหลซึมออกมา แต่ธันวากลับไม่สะดุ้ง เขาหยิบเศษแก้วชิ้นคมที่สุดขึ้นมาแล้วจ่อไว้ที่ข้อมือตนเองต่อหน้าทุกคน
“ถ้าก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว...” เด็กชายแค่นยิ้มผ่านน้ำตาที่เริ่มเอ่อล้น “ผมจะทำให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่ที่แม่ไม่อยากจำไปตลอดชีวิต!”
รินรดาแทบหยุดหายใจ เธอเห็นเงาสะท้อนของความเจ็บปวดในวัยเด็กของเธอในแววตาของธันวา มันคือความรู้สึกเดียวกัน... ความรู้สึกที่อยากจบชีวิตลงเพื่อเป็นอิสระจากกรงขังที่ผู้ใหญ่สร้างขึ้น
และในวินาทีที่ทุกคนชะงักงันกับเหตุการณ์ตรงหน้า เสียงโทรศัพท์ของคุณหญิงภารดีก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ ท่านหยิบขึ้นมาดูด้วยท่าทางหงุดหงิด ทว่าเพียงแค่เหลือบมองหน้าจอ ใบหน้าอันหยิ่งผยองของท่านก็เปลี่ยนเป็นสีขาวซีดไร้สีเลือด มือที่ถือโทรศัพท์สั่นเทาจนแทบทำหล่นพื้น
“คุณหญิงคะ... เกิดอะไรขึ้นหรือคะ?” รินรดาถามด้วยความระแวง
คุณหญิงภารดีเงยหน้าขึ้นมองรินรดาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่ความโกรธอีกต่อไป แต่เป็นความหวาดกลัวอย่างที่สุด ท่านวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะก่อนจะพูดเสียงสั่นพร่า “ตำรวจเพิ่งโทรมา... พวกเขาบอกว่าพบหลักฐานสำคัญที่เกี่ยวกับการตายของ ‘สามีฉัน’ ในห้องทำงานที่บ้านพักตากอากาศ... และคนที่ส่งมอบหลักฐานนั่นให้กับพวกเขา คือ ‘คนที่น่าจะตายไปแล้ว’ เมื่อสิบปีก่อน”
รินรดารู้สึกเย็นวาบไปทั้งสันหลัง ในขณะที่ธันวายังคงถือเศษแก้วจ่อข้อมือตัวเอง ท่ามกลางสถานการณ์ที่กำลังจะพังทลายลงในไม่กี่อึดใจนี้ ใครกันที่ย้อนกลับมาเปิดโปงความลับที่ถูกฝังกลบไว้ในอดีต?
หวังว่าเนื้อหาตอนนี้จะทำให้ทุกท่านตระหนักถึงเสียงของเด็กที่ถูกลืมนะคะ ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านรอยร้าวในใจของตัวละครไปกับ "กระจกเงาสะท้อนใจ" ค่ะ
เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง•ตอนที่ 18
คลื่นใต้น้ำ
ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!