หน้าจอสมาร์ทโฟนในมือรินรดาสั่นไหวเบาๆ พร้อมกับไฟล์วิดีโอที่ยังคงค้างเติ่งอยู่บนแถบแจ้งเตือน คำพูดเย้ยหยันของคุณหญิงภารดีที่เพิ่งเลือนหายไปจากโถงทางเดินยังคงดังก้องอยู่ในมโนภาพ เหมือนหยดน้ำหมึกที่กำลังค่อยๆ กระจายตัวลงในแก้วน้ำใส ย้อมความใจเย็นของเธอให้ขุ่นมัว
"อยากรู้ไหมว่าเขาร้องขออะไรในนั้น?"
รินรดาสูดหายใจเข้าลึก พยายามสะกดกลั้นความรู้สึกที่สั่นคลอน เธอไม่ได้เปิดคลิปนั้นทันที แต่เลือกที่จะวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะไม้โอ๊กตัวหนา ความเงียบของคฤหาสน์หลังใหญ่ในยามวิกาลช่างกดดันราวกับกำลังถูกสูบอากาศออกไปจนหมดสิ้น เธอเป็นจิตแพทย์ที่ผ่านเคสเด็กมานับไม่ถ้วน แต่ความรู้สึกเย็นวาบที่แล่นผ่านกระดูกสันหลังในยามนี้กลับแปลกประหลาดกว่าครั้งไหนๆ มันไม่ใช่ความกลัวในตัวศัตรู แต่มันคือความเจ็บปวดที่เธอยังไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปสัมผัส
เธอก้าวเดินไปตามทางเดินที่ปูด้วยพรมหนานุ่ม มุ่งหน้าไปยังห้องซ้อมเปียโนที่อยู่สุดโถง แสงจันทร์ที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างบานสูงทอดเงาเป็นเส้นยาวราวกับกรงขังขนาดยักษ์บนพื้นไม้ขัดเงา
ทันใดนั้น เสียงบางอย่างก็แว่วเข้ามา...
มันไม่ใช่เสียงดนตรีที่สละสลวยดั่งที่เคยได้ยินจากปลายนิ้วของธันวา แต่มันคือเสียงสะอื้นที่พยายามจะกลืนกินตัวเอง เสียงนั้นสั่นพร่า แหบแห้ง และแฝงไปด้วยความรู้สึกผิดที่หนักอึ้งเกินกว่าเด็กวัยสิบขวบจะแบกรับไว้ได้
รินรดาหยุดชะงัก ฝ่ามือที่กำลังจะแตะลงบนลูกบิดประตูชะงักค้าง เธอรับรู้ได้ถึงความร้าวรานที่ส่งผ่านอากาศออกมา เธอไม่เคาะประตู แต่ค่อยๆ ผลักมันออกช้าๆ อย่างเบามือที่สุด
ภายในห้องมืดสลัว มีเพียงแสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะมุมห้องที่เปิดทิ้งไว้ ธันวานั่งขดตัวอยู่ใต้เปียโนหลังใหญ่ แขนเล็กๆ กอดเข่าแน่นจนเห็นกระดูกสันหลังที่นูนเด่นออกมาผ่านเนื้อผ้าชุดนอนสีขาวสะอาดตา
"ธันวา..." รินรดาเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้
ร่างเล็กสะดุ้งสุดตัว เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่บวมช้ำจากการร้องไห้จ้องมองเธอด้วยความตระหนก ราวกับสัตว์น้อยที่เพิ่งถูกต้อนจนมุม "คุณริน... ออกไปเถอะครับ ผม... ผมไม่ได้ทำอะไรผิด ผมแค่อยากอยู่คนเดียว"
รินรดาไม่ได้ถอยห่าง แต่กลับทรุดตัวลงนั่งกับพื้นตรงหน้าเขา เว้นระยะห่างให้เกียรติพื้นที่ปลอดภัยของเด็กชาย "หมอไม่ได้จะมาจับผิดอะไรหนูนะคะ หมอแค่ได้ยินเสียงคนกำลังใจสลาย... และหมอคิดว่าคนคนนั้นคงไม่อยากแบกความรู้สึกนี้ไว้คนเดียวตลอดทั้งคืนหรอกค่ะ"
ธันวาเม้มปากแน่นจนริมฝีปากซีดเผือด "คุณแม่บอกว่า... ถ้าผมไม่เล่นให้จบ ถ้าผมไม่ทำให้ท่านภูมิใจ ผมก็เป็นแค่เศษเหล็กที่ไม่มีค่าอะไรเลย" เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบจนน่าใจหาย ราวกับว่านี่คือความจริงที่เขาถูกสอนให้ท่องจำจนขึ้นใจ
รินรดาเอื้อมมือไปวางไว้ใกล้ๆ เท้าของเขา ไม่ได้สัมผัสตัวเขาโดยพลการ แต่เป็นการบอกว่าเธออยู่ที่นี่เสมอ "คนเราไม่ใช่เปียโนนะลูก หนูไม่จำเป็นต้องมีสายที่ตึงเปรี๊ยะตลอดเวลาเพื่อให้เสียงของหนูมีค่า ในวันที่หนูไม่มีความสุข เสียงของหนูอาจจะไม่ได้สมบูรณ์แบบตามที่คนอื่นต้องการ แต่มันคือเสียงของหนูจริงๆ... เสียงที่หมออยากฟังที่สุดในตอนนี้"
เด็กชายมองมือของรินรดา ก่อนจะปล่อยโฮออกมาอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีการพยายามกลั้นเสียงอีกต่อไป เขาทิ้งตัวลงซบไหล่ของเธอ ร่างกายที่สั่นสะท้านสะท้อนถึงแรงกดดันที่เขาสะสมมานานนับปี รินรดาโอบกอดเขาไว้แน่น เธอสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่ซึมลึกผ่านเสื้อผ้าของเขา
"ผมส่งคลิปนั่นให้คุณ... เพราะผมอยากให้คุณเห็นว่าจริงๆ แล้วผมไม่เคยมีตัวตนในสายตาพวกเขาเลย มีแค่ความคาดหวังที่เขาทับถมผมลงไป" ธันวากระซิบข้างหูเธอ เสียงของเขาสั่นเครือ "เขาไม่ได้รักผม... เขาแค่รักสิ่งที่ผมเป็นเครื่องมือให้เขาเท่านั้น"
รินรดาลูบศีรษะเด็กชายอย่างปลอบประโลม หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะด้วยความสงสารที่แปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่น เธอจะไม่ยอมให้เด็กคนนี้ต้องแตกสลายไปมากกว่านี้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากหน้าห้อง ประตูถูกผลักเข้ามาอย่างแรงโดยไม่ได้รับอนุญาต เงาของใครบางคนทาบลงบนพื้นห้องจนถึงจุดที่พวกเขานั่งอยู่ คุณหญิงภารดีก้าวเข้ามาด้วยแววตาที่เย็นเยียบกว่าน้ำแข็งในขั้วโลก
"คุณหมอคะ..." เสียงของคุณหญิงภารดีราบเรียบแต่แฝงไปด้วยแรงกดดันมหาศาล "คุณคิดว่าการปลุกปั่นให้ลูกดิฉันอ่อนแอแบบนี้ คือหน้าที่ของ 'มืออาชีพ' ที่ดิฉันจ้างมาอย่างนั้นหรือคะ?"
ธันวาตัวแข็งทื่อในอ้อมกอดของรินรดา ราวกับนกที่ถูกงูพิษจ้องมอง แต่รินรดายังคงนิ่ง เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับมารดาใจร้ายนั่นด้วยแววตาที่ไร้ความเกรงกลัว ทว่าในจังหวะที่รินรดากำลังจะเอ่ยปากโต้กลับ ธันวาก็คว้าข้อมือเธอไว้แน่น
"คุณริน..." เขาพูดเสียงแผ่วแต่ชัดเจนในความกลัว "อย่าพูด... ถ้าคุณพูด เขาจะไม่ได้แค่ทำร้ายผม... เขาจะทำลายทุกอย่างที่คุณมี"
รินรดาสะดุ้งกับสิ่งที่ได้ยิน เธอหันกลับไปมองธันวาที่ตอนนี้ตัวสั่นเทามากกว่าเดิม และเมื่อเธอมองไปที่ประตูอีกครั้ง เธอก็พบกับร่างของชายชุดดำสองคนที่ยืนขนาบข้างคุณหญิงภารดี พร้อมกับอุปกรณ์บางอย่างที่ทำให้ลมหายใจของเธอแทบหยุดชะงัก
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของครอบครัว แต่มันคือการข่มขู่ที่เตรียมการมาเป็นอย่างดี และจุดจบของค่ำคืนนี้อาจหมายถึงการหายไปของเธอนับจากนาทีนี้เป็นต้นไป
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและโอบกอดหัวใจที่บอบช้ำของเด็กชายธันวาไปพร้อมกับรินรดานะคะ
ด้วยความเคารพจาก "กระจกเงาสะท้อนใจ" ค่ะ
เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง•ตอนที่ 11
เสียงสะอื้นในยามวิกาล
ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!