“ถ้าคุณหมอคิดว่าการถอดหน้ากากออกจะทำให้ธันวา ‘มีความสุข’ ได้จริง ๆ ฉันคงต้องขอบอกว่าคุณกำลังอ่านตำราจิตวิทยาที่เขียนโดยคนที่ไม่เคยเลี้ยงลูกคนไหนให้เป็นผู้เป็นคนเลย”
น้ำเสียงราบเรียบของคุณหญิงภารดีดังลอดผ่านช่องแคบของประตูไม้สักที่เปิดแง้มไว้เพียงนิ้วเดียว รินรดาชะงักฝีเท้าอยู่กลางโถงทางเดินที่ปูด้วยพรมขนสัตว์หนานุ่ม กลิ่นดอกลิลลี่อบอวลจนเกือบกลายเป็นกลิ่นฉุนที่ชวนให้วิงเวียน เธอไม่ทันได้ตั้งตัวตอนที่บานประตูนั้นเปิดกว้างออกอย่างเชื่องช้า ราวกับสัตว์ร้ายที่เพิ่งตื่นจากการจำศีล
คุณหญิงภารดีในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มยืนตระหง่านอยู่หลังบานประตู ดวงตาคู่เรียวคมกริบกวาดมองรินรดาตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่ใช่ด้วยสายตาของผู้ที่กำลังสนทนา แต่เป็นสายตาของผู้พิพากษาที่กำลังรอประทับตรา ‘ความล้มเหลว’ บนตัวอีกฝ่าย
“ดิฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อโต้เถียงเรื่องตำราค่ะ คุณหญิง” รินรดาขยับตัวเข้าหาแสงไฟสลัวในห้องทำงานส่วนตัวของคุณหญิง กลิ่นอายของอำนาจที่แผ่ออกมาทำให้เธอรู้สึกเหมือนอากาศในห้องนี้ถูกสูบออกไปจนเกือบหมด “แต่ดิฉันมาในฐานะจิตแพทย์ที่เห็น ‘รอยร้าว’ ของเด็กคนหนึ่งที่กำลังจะแตกสลาย ธันวาไม่ได้ต้องการแค่เปียโนที่สมบูรณ์แบบ เขาต้องการ ‘พื้นที่’ ให้หายใจบ้าง”
คุณหญิงภารดีแค่นยิ้ม เป็นยิ้มที่มุมปากเพียงนิดเดียว แต่ทว่าแฝงไปด้วยความสมเพชอย่างลึกซึ้ง เธอเดินไปที่โต๊ะทำงานไม้โอ๊คตัวใหญ่ หยิบกรอบรูปเงินขึ้นมาเช็ดเบา ๆ ราวกับกำลังทะนุถนอมสมบัติล้ำค่าที่สุดในชีวิต
“พื้นที่หายใจเหรอคะ? หมอริน... ในโลกที่เต็มไปด้วยความเน่าเฟะและการแข่งขันแบบนี้ การที่ฉันเคี่ยวเข็ญเขาให้เป็นยอดคน มันไม่ใช่ความรักหรอกเหรอ? หรือหมอคิดว่าการปล่อยให้เขาเติบโตมาเป็นคนธรรมดาที่ต้องดิ้นรนหาเช้ากินค่ำ นั่นคือสิ่งที่เรียกว่าความเมตตา?”
“ความรักที่ถูกตีตราด้วยเงื่อนไขว่า ‘ต้องสมบูรณ์แบบเท่านั้นถึงจะมีค่า’ มันไม่ใช่ความรักค่ะ แต่มันคือการสร้างหุ่นเชิดที่มีลมหายใจ” รินรดาตอบกลับน้ำเสียงหนักแน่น แม้หัวใจจะเต้นรัวด้วยความประหม่า แต่แววตาของเธอไม่มีความลังเล
คุณหญิงภารดีวางกรอบรูปลงกระแทกพื้นโต๊ะเสียงดัง ‘ปัง’ จนรินรดาสะดุ้ง เธอก้าวเข้าหาจิตแพทย์สาวช้า ๆ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่อบอวลอยู่รอบตัวคุณหญิงเริ่มกลายเป็นกลิ่นอายของความกดดันที่รุนแรง
“หมออาจจะมองว่าฉันใจร้าย” คุณหญิงขยับเข้าไปใกล้จนรินรดาได้กลิ่นหอมเย็นเยียบจากกายอีกฝ่าย “แต่หมอเคยเห็นสายตาของเด็กที่ถูกลืมไหม? เด็กที่ไม่มีใครสนใจจะบ่มเพาะ จนท้ายที่สุดก็กลายเป็นขยะสังคม สิ่งที่ฉันทำ... คือการการันตีอนาคตให้ธันวา วันที่ฉันไม่อยู่แล้ว เขาจะขอบคุณสิ่งที่ฉันทำในวันนี้”
“เขาจะไม่มีวันขอบคุณค่ะ... ถ้าเขาสูญเสียตัวตนไปตั้งแต่ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่” รินรดาก้าวถอยหลังเมื่อคุณหญิงรุกคืบ “ธันวาซึมเศร้า เขาเริ่มกัดเล็บจนเลือดออก และบ่อยครั้งที่เขามองเปียโนด้วยความรู้สึกหวาดกลัวมากกว่าความรัก คุณหญิงกำลังทำลายศิลปินเพื่อรักษาเครื่องจักรเพียงหนึ่งตัว”
คุณหญิงภารดีหยุดกึก เธอนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น
“ถ้าเขาคือเครื่องจักรที่เล่นเพลงออกมาได้ไพเราะกว่าใครในโลกใบนี้ แล้วทำไมดิฉันต้องสนใจความรู้สึกเล็ก ๆ น้อย ๆ ของฟันเฟืองล่ะคะ?” คุณหญิงยื่นมือมาหมายจะแตะปลายคางของรินรดา แต่จิตแพทย์สาวเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็ว
“ธันวาไม่ใช่เครื่องจักร เขาเป็นเด็กผู้ชายวัยสิบขวบที่มีสิทธิที่จะหัวเราะ วิ่งเล่น และร้องไห้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตำหนิว่าทำตัว ‘น่าอาย’” รินรดาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น พยายามมองหาเศษเสี้ยวของความเป็นแม่ แต่สิ่งที่เธอพบกลับมีเพียงความว่างเปล่าที่ถูกเคลือบด้วยเปลือกของหน้าตาทางสังคม
“คุณหมอ... โลกนี้ไม่ได้มีที่ยืนให้คนอ่อนแอ” คุณหญิงภารดีหมุนตัวกลับไปมองภาพวาดสีน้ำมันรูปครอบครัวที่แขวนอยู่บนผนัง “ความหวังดีของฉันอาจจะดูบิดเบี้ยวในสายตาหมอ แต่มันคือสิ่งเดียวที่ประคองบ้านหลังนี้ไว้ได้ ในขณะที่คนอย่างหมอ... ที่พยายามจะเยียวยาด้วยคำพูดสวยหรู สุดท้ายก็ทำได้แค่ช่วยให้เขามีความสุขบนความพ่ายแพ้เท่านั้น”
รินรดาเม้มปากแน่น ความโกรธแค้นปะทุอยู่ในอก แต่เธอรู้ดีว่าการใช้อารมณ์กับคนผู้นี้มีแต่จะเสียเปรียบ เธอจึงเลือกที่จะถอยออกมาหนึ่งก้าวเพื่อตั้งหลัก
“ดิฉันจะรักษาธันวา ไม่ว่าคุณหญิงจะต้องการหรือไม่ก็ตาม และถ้าวันหนึ่ง... ธันวาตัดสินใจที่จะเดินออกจาก ‘กรงแก้ว’ นี้ด้วยตัวเอง วันนั้นคุณหญิงจะเข้าใจว่า ความรักที่แท้จริงไม่เคยต้องการกำแพงกั้น”
รินรดาหมุนตัวเตรียมเดินออกจากห้อง แต่ก่อนที่มือของเธอจะแตะถึงลูกบิดประตู เสียงแหบพร่าแต่เต็มไปด้วยอำนาจของคุณหญิงภารดีก็ดังขึ้นอีกครั้ง ทำเอาเลือดในกายของเธอเย็นเฉียบ
“หมอคิดว่าตัวเองเข้ามาที่นี่ได้ง่ายขนาดนั้นเชียวเหรอ? หรือว่าหมอคิดว่าฉันไม่รู้... ว่าก่อนหน้าที่จะมาถึงบ้านนี้ หมอไปแอบพบคลิปวิดีโอที่ธันวาถ่ายไว้ในตู้เปียโนเมื่อตอนเย็นวานนี้มาแล้ว?”
รินรดาหยุดชะงัก มือที่กำลังจะจับลูกบิดสั่นเทา เธอหันกลับไปช้า ๆ ท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาบีบคอไว้ คุณหญิงภารดีไม่ได้หันมามองเธอ แต่กำลังยืนมองเงาของตัวเองในกระจกเงาบานใหญ่กลางห้อง พร้อมกับค่อย ๆ คลี่รอยยิ้มที่ดูประหลาดและน่าขนลุกที่สุดเท่าที่รินรดาเคยเห็น
“ธันวาถ่ายคลิปไว้... และเขาก็ส่งมันให้ฉันในตอนที่คุณเพิ่งเดินออกจากห้องไปเมื่อกี้เอง อยากรู้ไหมว่าเขาร้องขออะไรในนั้น?”
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและรอดูว่า ‘ความจริง’ ที่ซ่อนอยู่ในคลิปวิดีโอของธันวาจะสั่นคลอนโลกของรินรดาให้พังทลายลงเพียงใด... แล้วพบกันตอนหน้าครับ - กระจกเงาสะท้อนใจ
เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง•ตอนที่ 10
ทฤษฎีความรักที่บิดเบี้ยว
ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!