“อย่า... แม่ครับ อย่าให้ผมเล่น... ผมเจ็บนิ้วแล้ว”
เสียงละเมอของธันวาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องบำบัด รินรดาชะงักมือที่กำลังบันทึกข้อมูลลงในแฟ้มสะสมงาน เธอวางปากกาลงช้าๆ แล้วขยับเก้าอี้เข้าไปใกล้เด็กชายที่กำลังขดตัวอยู่บนโซฟาหนังตัวยาว ดวงตาที่ปิดสนิทสั่นระริก หยาดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามไรผมทั้งที่เครื่องปรับอากาศในห้องส่งความเย็นฉ่ำออกมาอย่างต่อเนื่อง
มือเล็กๆ ของธันวาเริ่มกำแน่นจนเล็บจิกเข้าที่ฝ่ามือเหมือนกำลังพยายามดึงสายเปียโนที่มองไม่เห็นให้ขาดสะบั้น
“ธันวาคะ... ฟังเสียงฉันนะ” รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าหนักแน่น เธอไม่แตะตัวเขาหากไม่จำเป็น เพียงแค่ขยับไปนั่งในระดับสายตาที่เขาจะมองเห็นเมื่อลืมตาขึ้น “ที่นี่ปลอดภัยแล้ว ไม่มีใครบังคับให้หนูเล่นเพลงที่ไม่ต้องการ... ไม่มีใครมาตัดสินว่าเสียงตัวโน้ตของหนูมันผิดเพี้ยน”
เด็กชายสะดุ้งสุดตัวก่อนจะลืมตาโพลง ดวงตากลมโตคู่นั้นไม่ได้สะท้อนภาพของจิตแพทย์สาวตรงหน้า แต่ดูเหมือนเขายังคงจมดิ่งอยู่กับโลกที่มืดมิดในฝัน
“เธอ... เธอมากับคราบแป้งนั่นอีกแล้วครับหมอ” ธันวากล่าวเสียงสั่น มือของเขาเริ่มสั่นเทาจนต้องซุกไว้ใต้ตัก “แม่ใส่ถุงมือสีขาวทุกครั้งที่มาตรวจงาน... ถ้าผมเล่นผิดแม้แต่ตัวโน้ตเดียว แม่จะเอานิ้วที่สวมถุงมือหมาดแป้งนั่น มาบีบคางผมจนกรามผมแทบหัก แม่บอกว่าคนเก่งต้องไม่มีน้ำตา แต่... แต่ตอนนั้นผมเจ็บจนน้ำตามันไหลออกมาเอง”
รินรดาขยับกายเล็กน้อย ความรู้สึกปวดแปลบแล่นผ่านอก เธอเห็นภาพสะท้อนของความรุนแรงที่ถูกฉาบไว้ด้วยความรักจอมปลอม คุณหญิงภารดีไม่ได้เพียงแค่สอนเปียโน แต่เธอกำลังใช้ความเปราะบางของเด็กชายวัยสิบขวบเป็นเครื่องมือเชิดหน้าชูตาในสังคมชนชั้นสูง
“หนูเคยบอกแม่ไหมคะ ว่ามันเจ็บ?” รินรดาถามพลางประคองสายตาไว้ด้วยความเห็นใจ
“บอกไม่ได้ครับ” ธันวาส่ายหน้าช้าๆ “แม่จะบอกว่าที่ผมเจ็บ เพราะผมยังพยายามไม่พอ... แม่บอกว่า ‘เงา’ ของความสำเร็จมันทอดยาวกว่า ‘ความรู้สึก’ ของเด็กเสมอ ถ้าผมอยากเป็นลูกที่ดี ผมต้องแลกด้วยสิ่งนี้”
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองรินรดาด้วยแววตาที่ว่างเปล่าจนน่าใจหาย “เมื่อคืนในฝัน... ผมเห็นแม่ยืนอยู่ข้างเปียโน มือของแม่ไม่ได้ถือไม้เรียว แต่ถือ ‘กรงแก้ว’ ใบใหญ่... แม่ขังตัวโน้ตทุกตัวที่ผมเคยเล่นพลาดไว้ในนั้น แล้วเธอก็ทุบกรงจนแตกกระจาย เศษแก้วพวกนั้นมันบาดแขนผมจนเลือดไหล แต่แม่กลับยิ้ม... ยิ้มเหมือนตอนที่คนปรบมือให้ผมบนเวทีคอนเสิร์ต”
รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น เธอกำลังเผชิญหน้ากับบาดแผลที่หยั่งรากลึกเกินกว่าจะรักษาด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ คุณหญิงภารดีไม่ได้แค่กดทับ แต่เธอกำลังสลัก ‘ความกลัว’ ลงไปในจังหวะหัวใจของลูกชาย
“ธันวาคะ หนูไม่ได้เป็นตัวโน้ตที่ต้องถูกขังในกรงแก้วของใคร และความเจ็บปวดที่หนูรู้สึก... มันไม่ใช่ความล้มเหลว แต่มันคือหลักฐานว่าหนูยังมีจิตใจที่ละเอียดอ่อนและงดงามอยู่”
รินรดาเอื้อมมือไปหยิบสมุดภาพวาดที่ธันวาชอบเขียนส่งให้เธอเสมอ ในหน้ากระดาษนั้นมีรูปเด็กชายตัวเล็กๆ ที่ถูกพันธนาการด้วยเส้นลวดห้าเส้นเหมือนบรรทัดห้าเส้นของโน้ตดนตรี เธอจ้องมองรูปนั้นด้วยความรู้สึกที่บีบคั้นไม่ต่างกัน
“เราจะค่อยๆ แก้ปมนี้ไปด้วยกันนะคะ” รินรดาให้คำมั่น ทว่าในวินาทีที่เธอสบตากับธันวา ประตูห้องบำบัดกลับถูกผลักออกโดยไม่มีการเคาะบอกสัญญาณ
กลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่คุ้นเคยโชยมาก่อนตัวบุคคล คุณหญิงภารดีก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่วงท่าสง่างามเกินกว่าจะเป็นแม่ที่เพิ่งมารับลูกกลับบ้าน ใบหน้าของเธอเรียบเฉย ทว่าดวงตาคมกริบคู่นั้นกลับจ้องเขม็งมาที่แฟ้มบันทึกในมือของรินรดา
“หมอรินรดาคะ” คุณหญิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบจนน่าขนลุก “ฉันเกรงว่าการบำบัดวันนี้จะนานเกินไปหน่อยนะคะ ลูกชายฉันยังมีตารางซ้อมเปียโนรอบเย็นกับอาจารย์ใหญ่จากสถาบันดนตรีรออยู่... และหวังว่าคุณหมอจะไม่ได้ ‘ใส่อะไรผิดๆ’ ลงไปในหัวของเขา จนทำให้เขาเสียสมาธิกับการฝึกซ้อมหรอกนะคะ”
รินรดาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เธอไม่หลบสายตาที่กดดันนั้นแม้แต่น้อย แต่ทว่า ในวินาทีที่เธอหันไปมองธันวา เด็กชายไม่ได้ลุกขึ้นตามคำสั่งของแม่ เขากลับคว้าชายเสื้อกาวน์ของเธอไว้แน่นจนนิ้วซีดขาว พร้อมกับกระซิบด้วยเสียงที่แทบจะไม่มีใครได้ยิน
“หมอครับ... ในกรงแก้วที่ผมฝันถึง... วันนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว” ธันวาสั่นระริก “แม่ไม่ได้ถือเศษแก้วที่ทุบแตกแล้ว... แต่แม่ถือมีด... มีดที่พร้อมจะกรีดลงบนนิ้วของผม ถ้าผมกล้าเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังอีก”
รินรดานิ่งงัน หัวใจกระตุกวูบเมื่อเห็นรอยยิ้มบางๆ ของคุณหญิงภารดีที่มุมปาก ซึ่งเป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้มาจากการเป็นแม่ แต่มันคือรอยยิ้มของผู้ล่าที่เห็นเหยื่อกำลังจนมุมอยู่ในกรงที่เธอสร้างขึ้นมาเองกับมือ
ความอดทนที่รินรดาพยายามรักษาไว้ดูเหมือนจะใกล้ถึงขีดจำกัด เมื่อความจริงที่เธอซ่อนไว้ในแฟ้มกลับถูกคุณหญิงภารดีแย่งคว้าไปถือไว้ในมือ พร้อมกับเสียงหัวเราะเบาๆ ที่ชวนให้สะท้อนใจว่า... เกมการต่อสู้ครั้งนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นอย่างโหดร้ายที่สุด
หวังว่าเนื้อหาตอนนี้จะทำให้คุณรี้ดรู้สึกถึงรอยร้าวในใจของตัวละครไปพร้อมๆ กับดิฉันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ - กระจกเงาสะท้อนใจ
เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง•ตอนที่ 26
ความกลัวที่หยั่งราก
ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!