"ถ้าหนูเล่นผิดโน้ตอีกแค่ตัวเดียว... แม่จะไม่ให้หนูจับเปียโนอีกเลยตลอดชีวิต เข้าใจไหมธันวา?"
เสียงของปิติกาญจน์ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของเด็กชายวัยสิบขวบ ราวกับรอยแผลเป็นที่ถูกกรีดซ้ำลงบนเนื้อสดๆ ทว่าในห้องบำบัดสีขาวนวล ณ คลินิกของแพทย์หญิงรินรดา บรรยากาศในยามนี้กลับไร้ซึ่งเงาของความกดดันนั้น ปราศจากกรอบกระจกแก้วหนาเตอะที่เคยแยกธันวาออกจากโลกภายนอก มีเพียงเสียงกระดาษพลิกเบาๆ และกลิ่นหอมจางๆ ของชาคาโมมายล์ที่ช่วยขับไล่ความหนาวเหน็บในใจ
รินรดานั่งอยู่บนเก้าอี้บุผ้าฝ้ายสีครีม เธอไม่ได้เร่งเร้า ไม่ได้จ้องมองด้วยสายตากดดันแบบที่ผู้ใหญ่คนอื่นๆ มักทำเวลาคาดหวังความสมบูรณ์แบบจากเด็กอัจฉริยะ ปลายนิ้วเรียวของเธอเพียงแค่เคาะเบาๆ เป็นจังหวะช้าๆ บนโต๊ะไม้ เพื่อให้เด็กชายรู้ว่า เขามีเวลาทั้งโลกในห้องนี้
"คุณหมอครับ..." เสียงเล็กๆ เอ่ยขึ้นอย่างลังเล ดวงตากลมโตที่เคยไร้ประกายชีวิตชีวาช้อนขึ้นมองแพทย์หญิง ริมฝีปากแห้งผากเม้มเข้าหากันแน่นราวกับกำลังชั่งน้ำหนักระหว่างความกลัวกับความจริงในใจ "ถ้าผม... ถ้าผมเล่นเพลงนี้โดยที่ไม่มีโน้ตวางอยู่เลย แล้วผมใส่ความรู้สึกของตัวเองลงไป... แม่จะเกลียดผมไหมครับ?"
รินรดาชะงักมือที่กำลังถือปากกา เธอวางมันลงอย่างแผ่วเบา สบตาเด็กชายด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
"ธันวาลองถามตัวเองก่อนสิคะว่า... เวลาที่หนูเล่นเพลงด้วยหัวใจของตัวเองหนูรู้สึกอย่างไร?" รินรดากล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าหนักแน่นในทุกถ้อยคำ "ความสุขของการเล่นดนตรี มันอยู่ที่เสียงปรบมือของคนอื่น หรืออยู่ที่หัวใจของคนที่กำลังบรรเลงกันแน่คะ"
เด็กชายก้มมองมือของตัวเอง นิ้วเรียวยาวที่ผ่านการฝึกซ้อมวันละหลายชั่วโมงจนมีรอยด้านแข็ง มือคู่นี้เคยเป็นเครื่องมือรับใช้ความทะเยอทะยานของครอบครัว เป็นดั่งโซ่ตรวนที่ล่ามเขาไว้กับความคาดหวังอันหนักอึ้งของคุณหญิงภารดี แต่ในเวลานี้ บนเปียโนหลังเก่าประจำห้องบำบัด ซึ่งไม่ได้มีราคาค่างวดอะไรเทียบเท่าแกรนด์เปียโนนำเข้าที่บ้าน มันกลับเป็นพื้นที่อิสระแห่งเดียวที่เขาได้เป็นเจ้าของอย่างแท้จริง
ธันวาลุกขึ้นเดินช้าๆ ไปยังเปียโนหลังนั้น เขานั่งลงบนเก้าอี้ ปรับความสูงด้วยความคุ้นเคย ดวงตาสดใสขึ้นเล็กน้อยเมื่อปลายนิ้วสัมผัสคีย์งาช้าง แทนที่จะกางสมุดโน้ตหนาเตอะตามระเบียบวินัยที่ถูกพร่ำสอนมาตั้งแต่จำความได้ เขากลับหลับตาลงสูดลมหายใจเข้าลึก
โน้ตตัวแรกถูกบรรเลงออกมา... ไม่ใช่เพลงคลาสสิกที่เคร่งครัดตามแบบแผนของบีโธเฟนหรือโมสาร์ท แต่เป็นทำนองที่แต่งขึ้นสดๆ รวดร้าว เปราะบาง ทว่าเต็มไปด้วยพลังแห่งการปลดปล่อย เสียงดนตรีค่อยๆ ดังขึ้น สะท้อนความอ้างว้างในอดีต ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความอบอุ่น ละมุนละไม และจบลงด้วยจังหวะที่เบาสบายราวกับสายฝนที่เพิ่งซาลงในยามบ่าย
รินรดานั่งฟังเงียบๆ หัวใจของเธอไหววูบไปกับท่วงทำนองนั้น เธอเห็นภาพเด็กชายคนหนึ่งค่อยๆ หลุดพ้นจากกรงแก้วที่ครอบงำจิตวิญญาณมานานแสนนาน กรงแก้วที่ผู้ใหญ่สร้างขึ้นด้วยความรักที่บิดเบี้ยวและอีโก้ทางสังคม กำลังแตกร้าวทีละนิดจากแรงสั่นสะเทือนของเสียงดนตรีที่มาจากวิญญาณอิสระ
เมื่อเสียงโน้ตตัวสุดท้ายจางหายไป ความเงียบงันก็เข้าปกคลุมอีกครั้ง ธันวาลืมตาขึ้น ช้าๆ หันกลับมามองรินรดาด้วยรอยยิ้ม... รอยยิ้มแรกในรอบหนึ่งปีเต็มที่ฉาบอยู่บนใบหน้าเล็กๆ นั้น ไม่ใช่รอยยิ้มที่ฝืนทำเพื่อเอาใจผู้ปกครอง ไม่ใช่รอยยิ้มเจื่อนๆ ยามที่ได้รับคำชมจอมปลอม แต่มันคือรอยยิ้มที่มาจากก้นบึ้งของหัวใจ ดวงตาคู่นั้นเปล่งประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวที่เพิ่งค้นพบทางกลับบ้าน
"ผม... ผมทำได้แล้วครับคุณหมอ" ธันวาหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่รินรดาแทบไม่เคยได้ยินมาก่อน มันสดใสและบริสุทธิ์จนทำให้ขอบตาของจิตแพทย์สาวร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
"เก่งมากค่ะคนเก่งของหมอ" รินรดาลุกขึ้นเดินไปลูบศีรษะเด็กชายด้วยความเอ็นดูและโล่งใจ "นี่คือตัวตนที่แท้จริงของหนูนะธันวา เก็บมันไว้นะคะ อย่าให้ใครมาขโมยรอยยิ้มนี้ไปจากหนูอีกเด็ดขาด"
บรรยากาศแห่งความตื้นตันกำลังโอบอุลมคนทั้งคู่ไว้ในความเงียบอันงดงาม จนกระทั่ง...
*ปัง!*
เสียงเปิดประตูห้องตรวจกระแทกเปิดอย่างรุนแรงจนผนังห้องสะเทือน ร่างระหงของคุณหญิงภารดีก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าบึ้งตึง ดวงตาคู่นั้นกวาดมองลูกชายและจิตแพทย์ด้วยแววตาแข็งกร้าว ทว่าสิ่งที่ทำให้รินรดาต้องผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจ ไม่ใช่ท่าทีเกรี้ยวกราดของผู้เป็นแม่ แต่เป็นเอกสารในมือของผู้หญิงคนนั้น—แฟ้มประวัติการรักษาลับของธันวาที่ควรจะถูกเก็บรักษาไว้อย่างปลอดภัยในตู้เอกสารนิรภัยของคลินิก กลับมาอยู่ในมือของคุณหญิงภารดีได้อย่างไร และที่สำคัญที่สุด... ด้านหลังของคุณหญิงยังมีชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำอีกสองคนยืนปิดกั้นทางออกไว้ทั้งหมด
"เล่นสนุกกันพอหรือยังคะ คุณหมอรินรดา" คุณหญิงภารดีแย้มยิ้มเยียบเย็น มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่เคลือบยาพิษ ขณะที่สายตากวาดมองไปยังธันวาที่หุบยิ้มทันทีและตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว "ดิฉันคิดว่า... ถึงเวลาที่เราต้องพาเด็กอกตัญญูคนนี้กลับบ้านเพื่อดัดนิสัยเสียทีค่ะ"
รินรดาก้าวเท้าขวางหน้าธันวาไว้ทันที สัญชาตญาณในการปกป้องสิทธิเด็กและจิตวิญญาณของผู้ป่วยพุ่งพล่านถึงขีดสุด ดวงตาคู่คมจ้องมองผู้เป็นแม่ด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกเก็บซ้ำไว้อย่างมิดชิด "คุณหญิงเข้ามาในห้องนี้ได้อย่างไร และเอาเอกสารนี้มาได้อย่างไรคะ นั่นมันละเมิดสิทธิผู้ป่วย!"
"สิทธิเหรอ?" คุณหญิงภารดีหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่เย็นเยียบจนบาดลึกเข้าไปถึงกระดูก "ในเมื่อเด็กนี่ใช้นามสกุลเดียวกับดิฉัน และฉันคือผู้ปกครองตามกฎหมาย... สิทธิทั้งหมดของมันอยู่ที่ฉันคนนี้ต่างหากล่ะคะคุณหมอ และดูเหมือนว่า... สิ่งที่คุณหมอพยายามเยียวยามาตลอดหลายเดือน จะถูกทำลายราบคาบภายในวินาทีนี้แหละค่ะ"
พูดจบทريบ คุณหญิงภารดีก็โบกมือให้ชายชุดดำทั้งสองคนก้าวล้ำเข้ามาในห้อง พร้อมกับคว้าข้อมือเล็กๆ ของธันวาที่กรีดร้องด้วยความตกใจกระชากเข้าหาตัวอย่างแรง ท่ามกลางเสียงเปียโนที่ถูกกดทับด้วยข้อศอกของเด็กชายจนเกิดเป็นเสียงหอนโหยหวนบาดแก้วหู รินรดาพยายามพุ่งตัวเข้าไปยื้อยุด แต่ปลายกระบอกปืนสีดำสนิทที่ถูกชักออกมาจากเสื้อสูทของหนึ่งในชายชุดดำ ก็ถูกยกขึ้นจ่อตรงหน้าเธออย่างเลือดเย็นทันที!
"ถอยไปค่ะหมอ... ถ้ารักษาจรรยาบรรณมากนัก ก็เตรียมตัวรักษาศพตัวเองบนพื้นห้องนี้แทนก็แล้วกัน"
*กระจกเงาสะท้อนใจขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและแบ่งปันความรู้สึกไปกับตัวละครของกระจกเงาสะท้อนใจนะคะ*
เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง•ตอนที่ 42
รอยยิ้มที่แท้จริง
ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!