เสียงฝีเท้าบนพื้นหินอ่อนขัดมันดังสะท้อนก้อง กังวานราวกับเสียงเคาะระฆังในวิหารที่ไร้ผู้คน ความเงียบงันภายในห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูลอัคร The Mansion ไม่เคยให้ความรู้สึกปลอดภัยเลยแม้แต่น้อย มันคือความกดดันที่ถูกเคลือบไว้ด้วยความหรูหรา และในเวลานี้ รินรดา กำลังยืนอยู่ ณ จุดศูนย์กลางของแรงปะทะทางอารมณ์ที่แม้แต่เธอก็เกือบจะตั้งรับไม่ทัน
ปลายนิ้วเรียวของรินรดากำแฟ้มประวัติการรักษาของธันวาแน่นจนกระดาษด้านในยับยู่ยี่ ดวงตาคู่คมภายใต้กรอบแว่นสายตาบางเบามองตรงไปยังเด็กชายวัยสิบขวบที่นั่งอยู่บนเก้าอี้บุนวมกำมะหยี่สีเลือดหมู ธันวาไม่ได้แตะต้องแป้นเปียโนสีดำขนาดยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่มุมห้อง วันนี้ไม่มีเสียงบรรเลงบทเพลงคลาสสิกอันเศร้าสร้อย มีเพียงความเงียบงันที่น่าอึดอัด และรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากของเด็กชาย—รอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งตลอดหลายเดือนที่เธอเข้ามาเยียวยาเขา
"คุณหมอคะ..." เสียงหวานใสที่พยายามควบคุมให้ราบเรียบดังขึ้นจากมุมห้อง
คุณหญิงภารดีก้าวเข้ามาใกล้ ชายผ้าไหมเนื้อดีกวัดแกว่งตามจังหวะการเดิน ทว่าดวงตากลับไม่ได้มองที่รินรดา ร่างระหงหยุดยืนอยู่ข้างเปียโน มือข้างหนึ่งเอื้อมไปแตะผิวไม้ที่เงาวับราวกับจะประกาศความเป็นเจ้า
"ดิฉันสังเกตมาหลายครั้งแล้วนะคะ ว่าเวลาที่คุณหมอรินรดาอยู่กับธันวา เด็กคนนี้ดูจะมี... ปฏิกิริยาที่แปลกไป" คุณหญิงภารดีเอ่ยขึ้น รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงประดับอยู่ แต่ดวงตาคู่นั้นกลับแข็งกร้าวและว่างเปล่า ราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่ถูกวาดรอยยิ้มไว้โดยไม่ใส่จิตวิญญาณ
รินรดาผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ พยายามจัดวางน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด "ปฏิกิริยาที่ว่า หมายถึงอะไรหรือคะ คุณหญิง"
ธันวาเหลือบมองมารดาชั่วพริบตา ก่อนจะเบนสายตามาสบตากับรินรดาอีกครั้ง พร้อมกับรอยยิ้มที่กว้างขึ้นเล็กน้อย—รอยยิ้มบริสุทธิ์ของเด็กชายที่เริ่มมีความหวังในชีวิต รอยยิ้มที่แสดงถึงความไว้วางใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่รินรดาใช้เวลาแรมเดือนในการเพาะ
ทว่า ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง สายตาสีเทาเข้มของคุณหญิงภารดีก็กวาดผ่านใบหน้าของลูกชาย และหยุดนิ่งที่รอยยิ้มนั้น
กล้ามเนื้อบนใบหน้าของคุณหญิงกระตุกเกร็งเพียงเล็กน้อย รอยยิ้มบนริมฝีปากบางเฉียบแข็งค้าง ก่อนจะค่อยๆ เลือนหายไป ความเงียบที่น่ากลัวแผ่ซ่านเข้ามาแทนที่ บรรยากาศในห้องราวกับลดอุณหภูมิลดลงหลายองศาในชั่วพริบตา
รินรดารับรู้ได้ถึงความผิดปกติทันที เธอเห็นสายตาของคุณหญิงภารดีที่มองธันวา... มันไม่ใช่สายตาของความรัก ไม่ใช่ความภาคภูมิใจ แต่เป็นสายตาของความหวาดระแวง และที่รุนแรงยิ่งกว่านั้นคือ "ความริษยา"
ความอิจฉาที่แม่คนหนึ่งมีต่อลูกแท้ๆ ของตนเอง
"ธันวา..." คุณหญิงภารดีเอ่ยเรียกเสียงต่ำ น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยด้วยความไม่พอใจที่พยายามสะกดกลั้นไว้ "แม่ยืนอยู่ตรงนี้ ตั้งนานสองนาน แม่พูดด้วย ตั้งหลายคำ... ลูกเคยส่งยิ้มให้แม่แบบนี้บ้างไหม? เคยไหมธันวา?"
เด็กชายหุบยิ้มทันที ราวกับถูกกระแสไฟฟ้าแรงสูงช็อต ไหล่เล็กๆ ห่อเข้าหากันโดยอัตโนมัติ ดวงตากลมโตฉายแววหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด ความสดใสที่เพิ่งก่อตัวขึ้นเมื่อครู่พังทลายลงในพริบตา เหลือเพียงความหวาดผวาเด็กชายที่คุ้นเคย
รินรดาก้าวเท้าเข้ามาขวางระหว่างคุณหญิงกับเด็กชายอย่างนุ่มนวลแต่เด็ดเดี่ยว เป็นสัญชาตญาณของจิตแพทย์เด็กที่ต้องปกป้องผู้ป่วยจากการถูกทำร้ายทางจิตใจ "คุณหญิงคะ ธันวายังอยู่ในกระบวนการฟื้นฟูสภาพจิตใจค่ะ รอยยิ้มหรือการแสดงออกทางอารมณ์ของน้อง เป็นสัญญาณที่ดีว่าเขากเริ่มเปิดใจ..."
"เปิดใจ?" คุณหญิงภารดีหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสุข "เปิดใจให้คนนอกอย่างคุณหมอ แต่ปิดตายกับแม่ผู้ให้กำเนิดอย่างนั้นหรือคะ! ฉันเลี้ยงเขามา ยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อให้เขาเป็นเลิศ เพื่อให้ตระกูลของเรามีหน้ามีตาในสังคม แล้วดูสิ่งที่ฉันได้กลับมาสิคะ... ความเย็นชา ความหวาดกลัว และตอนนี้... สายตากับรอยยิ้มที่คุณหมอแย่งมันไปจากฉัน!"
น้ำเสียงของคุณหญิงเริ่มสูงขึ้น ปลายเล็บที่ทาด้วยสีแดงเพลิงจิกเข้าหากันจนขึ้นข้อขาว ความคับแค้นใจที่สะสมมานานระเบิดออกมาในรูปแบบของความอิจฉาริษยาที่น่ากลัวที่สุด—ความอิจฉาที่แม่ทนไม่ได้เมื่อเห็นลูกรักใคร หรือไว้ใจคนอื่นมากกว่าตน
รินรดารู้สึกถึงความเจ็บปวดลึกๆ ในอก ภาพเหตุการณ์ในอดีตซ้อนทับเข้ามาในหัวสมองชั่วขณะ รอยแผลเป็นในวัยเด็กที่เธอเคยเผชิญกับครอบครัวที่มองลูกเป็นเพียงเครื่องประดับทางสังคม ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่มีจิตใจ ความรู้สึกผิดบาปและการสูญเสียที่เธอฝังกลบไว้เริ่มส่งเสียงร้องระงม
"คุณหญิงกำลังมองความรักและการเยียวยาเป็นการแย่งชิงนะคะ" รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่มั่นคง ดวงตาคู่สวยมองตรงไปที่คุณหญิงภารดีอย่างไร้ความเกรงกลัว "ธันวาไม่ใช่สมบัติที่คุณหญิงจะครอบครองความรู้สึกทุกส่วนของเขาได้ น้องเป็นมนุษย์ เป็นเด็กชายอายุสิขวบที่มีสิทธิ์จะยิ้มให้ใครก็ได้... และที่สำคัญที่สุด น้องยิ้มเพราะเขารู้สึกปลอดภัย ซึ่งเป็นสิ่งที่บ้านหลังนี้ไม่เคยมีให้เขาเลย"
คำพูดนั้นราวกับมีดกรีดลงบนแผลสด คุณหญิงภารดีผงะถอยหลังไปหนึ่งก้าว ใบหน้าที่เคยงดงามบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวและริษยาที่พุ่งขึ้นถึงขีดสุด หน้าอกกระเพื่อมไหวตามจังหวะการหายใจที่หอบกระชั้น
"แก... แกกล้าดียังไงมาสอนฉัน!" คุณหญิงภารดีแผדเสียงกร้าว ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความเกลียดชัง "แกมันก็แค่จิตแพทย์เร่ร่อนที่เข้ามาสอดรู้สอดเห็นในครอบครัวคนอื่น คิดว่าตัวเองสูงส่งมาจากไหน ถึงมาสั่งสอนว่าฉันควรเป็นแม่แบบไหน!"
ธันวาสสะดุ้งสุดตัว เด็กชายยกมือขึ้นปิดหู ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว น้ำตาคลอเบ้าแต่ไม่มีเสียงสะอื้น รินรดารemรีบย่อตัวลงโอบกอดไหล่เล็กๆ ของเด็กชายไว้แนบอก กระซิบปลอบประโลมเบาๆ เพื่อดึงเขากลับมาจากขอบเหวแห่งความสติแตก
"ไม่เป็นไรนะลูก... หมอยู่ตรงนี้ ไม่มีใครทำอะไรหนูได้ทั้งนั้น"
ภาพที่รินรดากอดปลอบธันวา ยิ่งเติมเชื้อเพลิงลงในกองไฟแห่งความริษยาของคุณหญิงภารดี คุณหญิงพุ่งเข้ามาหมายจะกระชากแขนของรินรดาให้ออกห่างจากลูกชาย ความบ้าคลั่งที่ถูกเก็บกดไว้ภายใต้ภาพลักษณ์ผู้ดีหลุดลอยหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงสัญชาตญาณดิบของความหึงหวงและความอิจฉาที่น่ากลัว
"ปล่อยลูกฉันนะ อีหมอสารเลว!"
รินรดารีบดันตัวลุกขึ้นยืนบังหน้าธันวาไว้มิดชิด มือข้างหนึ่งยกขึ้นกันท่าไม่ให้อีกฝ่ายเข้ามาทำร้ายเด็กชายได้ ดวงตาคู่คมจ้องมองคุณหญิงภารดีด้วยความเวทนาและเด็ดเดี่ยวในคราวเดียวกัน "คนที่ควรปล่อย... คือคุณหญิงต่างหากค่ะ ปล่อยให้ธันวาได้เป็นอิสระจากความคาดหวังบิดเบี้ยวของคุณเสียที!"
ความเงียบงันกลับมาปกคลุมห้องโถงอีกครั้ง ทว่ามันเป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยแรงระเบิดที่พร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ คุณหญิงภารดียืนหายใจหอบโยน ใบหน้าซีดเผือดด้วยความโกรธ ดวงตาจ้องมองรินรดาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
แต่ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านนอกห้องโถง พร้อมกับบานประตูไม้สักทองที่ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง
ร่างสูงสง่าของคุณพ่อธันวา—ท่านประธานบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง—ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด สายตากวาดมองสภาพความวุ่นวายภายในห้อง ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ภรรยาและจิตแพทย์สาว
และประโยคแรกที่หลุดออกจากปากของเขา ก็ทำให้เลือดในกายของรินรดาเย็นเฉียบลงในพริบตา
"เกิดอะไรขึ้นที่นี่... ทำไมคุณถึงทำตัวน่าสมเพชแบบนี้ภารดี และคุณหมอ... ผมคิดว่าผมจ้างคุณมารักษาลูก ไม่ใช่มาสร้างความแตกแยกในครอบครัวเรา!"
รินรดานิ่งงัด เธอมองหน้าผู้เป็นพ่อที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและไม่แยแสต่อสภาพจิตใจของลูกชาย ก่อนจะเหลือบไปเห็นรอยยิ้มเยาะที่มุมปากของคุณหญิงภารดี—รอยยิ้มของผู้ชนะที่กำลังจะเปลี่ยนเกมนี้ให้เธอกลายเป็นผู้ร้าย
ลมหายใจของรินรดาติดขัด แขนที่โอบกอดธันวาไว้กระชับแน่นขึ้นเมื่อเด็กชายซบหน้าลงกับเอวของเธอด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
นี่ไม่ใช่แค่การรักษาผู้ป่วยเด็กธรรมดาเสียแล้ว แต่มันคือสงครามจิตวิทยาที่เธอต้องเดิมพันด้วยความปลอดภัยของเด็กชายคนหนึ่ง และอาจรวมถึงอนาคตทั้งหมดในวิชาชีพของเธอด้วย
รินรดารวบรวมสธาณการณ์ทั้งหมดในหัวสมองอย่างรวดเร็ว เธอรู้ดีว่าหากถอยตอนนี้ ธันวาจะต้องกลับไปสู่นรกขุมเดิมที่มืดมิดกว่าเก่าอย่างแน่นอน แต่ทว่า... ก้าวต่อไปที่เธอกำลังจะเดิน มันเต็มไปด้วยขวากหนามและอันตรายที่อาจทำลายชีวิตเธอได้ทั้งชีวิต
ริมฝีปากบางเฉียบเม้มเข้าหากันแน่น ดวงตาคู่คมฉายประกายเด็ดเดี่ยวขึ้นมาวับหนึ่ง ก่อนที่เธอจะตัดสินใจหันไปเผชิญหน้ากับผู้เป็นพ่อของเด็กชาย โดยไม่รู้เลยว่า... คำพูดที่เธอกำลังจะเอ่ยออกไปในวินาทีถัดมา จะกลายเป็นชนวนระเบิดครั้งใหญ่ที่ไม่มีวันย้อนกลับไปแก้ไขได้อีก
**************************************
*กระจกเงาสะท้อนใจขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและแบ่งปันความรู้สึกไปกับตัวละครของกระจกเงาสะท้อนใจนะคะ*
เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง•ตอนที่ 43
ความอิจฉาของแม่
ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!