“ถ้าคุณหมอคิดว่าการให้ผมระบายมันจะช่วยให้เปียโนตัวนั้นเลิกส่งเสียงกรีดร้องในหัวผมได้... คุณหมอก็คิดผิดถนัด!”
เสียงทุบโต๊ะไม้โอ๊กดังปังสนั่นห้องทำงาน รินรดาชะงักมือที่กำลังจดบันทึก ปากกาลูกลื่นในมือสั่นไหวเล็กน้อยตามแรงสั่นสะเทือนของโต๊ะ เธอเงยหน้าขึ้นสบกับดวงตาคู่คมของธันวา เด็กชายวัยสิบขวบที่บัดนี้ไม่ได้ดูเหมือนเด็กน้อยผู้เปราะบางอีกต่อไป แววตาของเขาฉายประกายเกรี้ยวกราดดั่งสัตว์ป่าที่จนตรอก
รินรดาไม่ตอบโต้ทันที เธอเลือกที่จะวางปากกาลงช้าๆ แล้วประสานมือไว้บนตัก รักษาระยะห่างและความสงบดั่งผิวน้ำในบ่อที่ไร้แรงลม ความนิ่งของเธอเปรียบเสมือนกำแพงที่ธันวากำลังพยายามกระแทกให้พังทลาย
“เสียงเปียโนที่เธอได้ยิน... มันกำลังบอกอะไรเธออยู่หรือจ๊ะ ธันวา” น้ำเสียงของรินรดานุ่มนวล ทว่าหนักแน่น
ธันวาแค่นหัวเราะ เสียงหัวเราะที่ฟังดูแห้งแล้งจนน่าใจหาย เขาผุดลุกขึ้นยืนจนเก้าอี้ไม้ราคาแพงล้มหงายหลังไปข้างหลัง เขาเดินวนไปรอบห้อง นิ้วมือเรียวยาวของเด็กชายขยับไหวราวกับกำลังไล่กดคีย์เปียโนที่มองไม่เห็นในอากาศ ก่อนจะหยุดลงที่หน้าต่างบานใหญ่ที่ปิดสนิท
“มันบอกว่าผมไม่ใช่คน แต่เป็นตุ๊กตาไขลาน!” เขาตะโกนก้อง เสียงของเขาเริ่มสั่นเครือ “แม่บอกว่าถ้าผมเล่นโน้ตตัวนี้ไม่สมบูรณ์แบบ ชีวิตผมจะกลายเป็นขยะสังคม พ่อบอกว่าถ้าผมแพ้การประกวดครั้งหน้า นามสกุลของผมก็ไม่มีความหมาย คุณหมอคิดว่ายังไงล่ะ? ผมควรจะขอบคุณพวกเขาไหมที่ให้ชีวิตผม... มาเพื่อเป็นเครื่องจักรผลิตความภูมิใจให้พวกเขาน่ะ?”
รินรดาเฝ้ามองหยาดน้ำตาที่เริ่มรื้นขึ้นในดวงตาคู่เล็กนั้น เธอเข้าใจความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดสะอ้านที่รีดจนเรียบกริบชุดนั้น ทุกรอยจีบของเสื้อผ้าคือรอยตีตราจากความคาดหวังของคุณหญิงภารดีที่กดทับลงบนไหล่เล็กๆ นี่เสมอมา
“ธันวา... การมีชีวิตอยู่ของคุณ ไม่ใช่ภาระของใคร และไม่ใช่หน้าที่ที่จะต้องไปแบกรับความต้องการของใครด้วย” รินรดาขยับตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ เธอเดินเข้าไปใกล้เด็กชายอีกเพียงหนึ่งก้าว “ความโกรธของคุณในตอนนี้ มันคือหลักฐานว่าหัวใจของคุณยังมีชีวิตอยู่ มันไม่ใช่สิ่งที่ผิดเลย”
“โกหก!” ธันวาหันขวับมาเผชิญหน้ากับเธอ ดวงตาที่เคยเศร้าสร้อยบัดนี้เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ “คุณหมอก็เหมือนคนอื่น! บอกว่าเข้าใจ บอกว่าให้ระบาย แต่พอถึงเวลาจริงๆ คุณก็แค่บันทึกมันลงในแฟ้มหนาๆ ของคุณ แล้วรอให้แม่ผมมาพาตัวกลับไปขังไว้ในกรงแก้วนั่นเหมือนเดิม!”
เด็กชายพุ่งตัวเข้าไปคว้ากระดาษบันทึกบนโต๊ะรินรดาแล้วขยำมันจนยับยู่ยี่ ก่อนจะปาลงกับพื้น รินรดาไม่ได้แสดงอาการตกใจ เธอเพียงแต่ก้มลงมองเศษกระดาษเหล่านั้นด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ
“ถ้ากรงแก้วนั่นมันบีบคั้นคุณมากขนาดนั้น... บอกฉันมาสิธันวาว่ามีวิธีไหนบ้างที่เธออยากให้ฉันช่วย”
“วิธีเหรอ?” ธันวาขยับยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เย็นเยียบจนรินรดารู้สึกใจหาย “คุณทำไม่ได้หรอก เพราะโลกของคุณกับโลกของแม่ผมมันเชื่อมต่อกันด้วยผลประโยชน์... แต่ถ้าคุณอยากช่วยผมจริงๆ...”
เขาทิ้งช่วงจังหวะ ความเงียบงันในห้องทำงานบีบคั้นจนแทบหยุดหายใจ รินรดาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เริ่มไร้แววของเด็กชาย ราวกับเธอกำลังพยายามคว้าจับเศษเสี้ยวของจิตวิญญาณที่กำลังแตกสลาย
“ถ้าคุณอยากช่วยผมจริงๆ... คืนนี้ ช่วยอย่าให้แม่มารับผมกลับไปเลยได้ไหม?” ธันวากระซิบ น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนจากความเกรี้ยวกราดเป็นความอ้อนวอนที่น่าเวทนา “ผมไม่อยากกลับไป... ที่นั่นไม่มีอากาศหายใจ และผม... ผมอาจจะตัดสินใจทำอะไรบางอย่างที่แก้ไขไม่ได้ในคืนนี้”
รินรดานิ่งงัน หัวใจของเธอเต้นรัวด้วยความกังวลที่พุ่งสูงขึ้นเป็นทวีคูณ ในขณะที่เธอกำลังจะเอ่ยปากรับปาก ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูจังหวะหนักแน่นและเย็นชาก็ดังขึ้นสามครั้ง
*ก๊อก ก๊อก ก๊อก*
ประตูห้องทำงานถูกผลักเปิดออกโดยไม่รอคำอนุญาต ร่างสง่างามของคุณหญิงภารดีในชุดผ้าไหมสั่งตัดก้าวเข้ามา ใบหน้าเรียบเฉยของท่านมองผ่านรินรดาไปราวกับเธอเป็นเพียงอากาศธาตุ ก่อนจะหยุดสายตาที่ธันวาด้วยกระแสจิตที่แฝงด้วยคำสั่งเด็ดขาด
“ธันวา... กลับไปที่รถเดี๋ยวนี้ งานเลี้ยงการกุศลคืนนี้สำคัญเกินกว่าที่ลูกจะมาเสียเวลาไร้สาระกับจิตแพทย์ที่แก้ปัญหาให้ลูกไม่ได้”
รินรดารีบขยับตัวมาบังหน้าเด็กชายไว้ทันควัน แต่ทว่า ธันวากลับก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว เขาไม่ได้เดินไปหาแม่ตามคำสั่ง แต่เขากลับก้มลงหยิบมีดคัตเตอร์ที่ซ่อนอยู่ในปลอกแขนเสื้อขึ้นมาแล้วจรดลงที่ลำคอของตนเองอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ใครจะคาดถึง
“อย่าเข้ามานะแม่!” ธันวากรีดร้อง “ถ้าแม่ก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว ผมจะแสดงให้แม่ดูว่า... ความสมบูรณ์แบบที่แม่ต้องการ มันจะจบลงด้วยคราบเลือดที่ล้างไม่ออกยังไง!”
รินรดาเบิกตากว้าง ความตายกำลังยืนอยู่ตรงหน้าเธอในคราบของเด็กน้อยผู้โชคร้าย และในขณะที่ทุกอย่างดูเหมือนกำลังจะระเบิดออก เสียงโทรศัพท์มือถือของรินรดาก็ดังขึ้นบนโต๊ะ มันเป็นเบอร์แปลกที่ไม่คุ้นตา แต่เมื่อเธอเหลือบมองข้อความที่เด้งขึ้นมาบนหน้าจอ เธอถึงกับต้องกลั้นหายใจด้วยความตระหนก
*ข้อความนั้นระบุว่า: 'หมอรินรดา อย่าเชื่อสิ่งที่เด็กคนนั้นพูด... เขากำลังเล่นเกมที่เขาวางแผนไว้กับแม่ของเขาตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเข้าห้องคุณ'*
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านรอยร้าวในใจไปกับรินรดาและธันวานะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ - กระจกเงาสะท้อนใจ
เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง•ตอนที่ 33
คำสารภาพท่ามกลางความมืด
ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!