"ถ้าเจ้ายังขยับเท้าขวาเข้ามาใกล้เส้นอาถรรพ์อีกแค่ครึ่งนิ้ว ร่างกายของเจ้าจะถูกสลายกลายเป็นละอองมานาสีครามภายในสามวินาที... เชื่อข้าเถอะ ลูเซียน"
น้ำเสียงของเอลาร่ากระซิบแผ่วเบา ทว่าเฉียบขาดจนสะท้อนก้องไปทั่วความเงียบงันอันน่าอึดอัดของทางเดินชั้นใต้ดิน ตะเกียงเวทมนตร์ดวงน้อยในมือของเธอกะพริบไหววับ ราวกับมันกำลังหวาดกลัวต่อแรงกดดันจากมิติที่บิดเบี้ยวเบื้องหน้า หยาดเหงื่อเม็ดโตผุดพรายขึ้นตามกรอบหน้าของเด็กสาวผู้เพียบพร้อม แม้แต่ทายาทตระกูลขุนนางเวทมนตร์ผู้สูงศักดิ์อย่างเธอก็ยังรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่ไต่ขึ้นมาจากฝ่าเท้า ลามเลียกระดูกสันหลังจนชาหนับ
ลูเซียนหยุดชะงักรองเท้าหนังของตนเองที่ห่างจากเส้นขอบเขตสีดำสนิทบนพื้นหินอ่อนเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด ดวงตาคู่คมกริบใต้กรอบแว่นโลหะไม่แสดงอาการหวาดกลัวแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เขากลับหรี่ลงเล็กน้อยเพื่อวิเคราะห์โครงสร้างของสนามพลังงานเวทที่กำลังสั่นพ้องอยู่ตรงหน้า นิ้วเรียวยาวขยับเคาะเบาๆ ที่อากาศธาตุ คล้ายกำลังคำนวณสูตรคณิตศาสตร์ซับซ้อนที่มนุษย์ธรรมดาไม่อาจมองเห็น
"ไม่ใช่สามวินาทีหรอเอลาร่า" ลูเซียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก "จากความหนาแน่นของมานาที่รั่วไหลออกมาจากรอยแยก และอัตราการยุบตัวของสนามแม่เหล็กเวทมนตร์ตรงนั้น... เวลาที่เรามีก่อนที่ระบบป้องกันอัตโนมัติจะทำงานคือสองวินาทีกับอีกเจ็ดเสี้ยววินาทีต่างหาก"
เด็กหนุ่มหันมามองสหายร่วมทางพร้อมรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก รอยยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์ของอัจฉริยะผู้ชอบท้าทายกฎเกณฑ์ รอยยิ้มที่ทำให้เอลาร่ามักจะเผลอถอนหายใจด้วยความหมั่นไส้แกُมระอาทุกครั้งไป
"เจ้ายังจะมีอารมณ์มาเถียงเรื่องเสี้ยววินาทีอีกเหรอ นี่เรากำลังบุกรุกเข้าไปใน 'เขตต้องห้ามเซเรบิส' พื้นที่ปิดตายที่แม้แต่อธิการบดีก็ยังสั่งห้ามเข้าเด็ดขาดนะ!" เอลาร่าเอ็ดเบาๆ พลางใช้มืออีกข้างกระชับผ้าคลุมสีเข้มให้แนบชิดลำตัว เพื่ออำพรางไอเวทประจำตระกูลของตนเองจากระบบตรวจจับของสถาบัน
สถานที่ที่พวกเขายืนอยู่ ณ เบื้องหลังบานประตูเหล็กกล้าหนาเตอะที่ถูกงัดแงะด้วยคาถาถอดรหัสระดับสูงเมื่อสิบนาทีที่แล้ว คือ "ห้องโถงต้องห้าม" ใจกลางประวัติศาสตร์อันดำมืดของสถาบันเวทมนตร์แห่งนี้ พื้นที่ที่ถูกลบออกไปจากแผนผังโรงเรียนทุกฉบับ ราวกับมันไม่เคยมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้
กลิ่นอับชื้นของกาลเวลาผสมผสานกับกลิ่นฉุนประหลาดของโลหะหนักและสมุนไพรโบราณลอยอบอวลอยู่ในบรรยากาศ ความมืดมิดที่นี่ไม่ใช่ความมืดธรรมดา แต่มันคือความว่างเปล่าที่กลืนกินแม้กระทั่งแสงสว่างจากคบเพลิง หากไม่มีเวทมนตร์ประคองรักษาเปลวไฟจากตะเกียงของเอลาร่าไว้ พวกเขาก็คงจะตาบอดสนิทท่ามกลางความเวิ้งว้างนี้ไปนานแล้ว
ลูเซียนไม่สนใจคำเตือนอีกต่อไป เขายกมือซ้ายขึ้น นิ้วชี้และนิ้วโป้งประกบเข้าหากันอย่างแม่นยำ
*แปะ!*
เสียงดีดนิ้วเบาๆ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน ทว่าในมิติควอนตัมของเวทมนตร์ เสียงนั้นกลับทรงพลังราวกับเสียงคำรามของอสุนีบาต
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง แสงสีทองเรืองรองนับพันเส้นก็พวยพุ่งออกมาจากปลายนิ้วของลูเซียน มันถักทอเข้าหากันเป็นโครงข่ายเรขาคณิตสามมิติที่ซับซ้อน ลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศเพื่อสแกนหาจุดอ่อนของสนามพลังอาถรรพ์ ระบบแจ้งเตือนโปร่งใสสีฟ้าที่ปรากฏขึ้นเฉพาะในสายตาของเด็กหนุ่มเริ่มรัวรวดเร็วด้วยข้อมูลมหาศาล
[ตรวจพบอาณาเขตเวทมนตร์โบราณ: "เกราะมายาผนึกโลหิต"]
[ระดับอันตราย: S (สูงมาก)]
[กำลังวิเคราะห์จุดบกพร่องของโครงสร้าง...]
[คำเตือน: โครงสร้างเวทมนตร์นี้ถูกสร้างขึ้นด้วยตรรกะคณิตศาสตร์เวทมนตร์ยุคปฐมกาล ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบัน 67%]
ดวงตาของลูเซียนเป็นประกายวับด้วยความตื่นเต้น สำหรับคนอื่น ที่นี่คือสุสานแห่งเวทมนตร์ที่พร้อมจะคร่าชีวิต แต่สำหรับเขา ที่นี่คือห้องสมุดขนาดยักษ์ที่เก็บรักษา "ความจริง" ที่ถูกซ่อนเร้นเอาไว้
"ตามข้ามา" ลูเซียนกล่าวสั้นๆ ก่อนจะก้าวเท้าผ่านเส้นอาถรรพ์สีครามไปอย่างแม่นยำ ในจังหวะเดียวกับที่สนามพลังงานกำลังกระพริบเปลี่ยนความถี่พอดี ร่างของเขาผ่านพ้นเขตอันตรายไปได้อย่างเฉียดฉิว ราวกับนักกายกรรมที่เดินอยู่บนเส้นลวดกลางเหวลึก
เอลาร่ากัดริมฝีปากล่างเบาๆ ด้วยความลังเลเพียงชั่วพริบตา ก่อนจะตัดสินใจก้าวตามรอยเท้าของเด็กหนุ่มไปอย่างไม่ลังเล เธอรู้ดีว่า แม้ลูเซียนจะดูบ้าบิ่นและชอบทำอะไรเกินตัว แต่การคำนวณของเขานั้นไม่เคยผิดพลาด
เมื่อก้าวพ้นเขตอาถรรพ์มาได้ ทั้งคู่ก็ต้องพบกับภาพเบื้องหน้าที่ทำให้ลมหายใจสะดุดกึก
ห้องโถงกว้างใหญ่ไพศาลปรากฏแก่สายตา ผนังห้องทั้งสี่ด้านถูกประดับด้วยชั้นหนังสือสูงเสียดฟ้าที่อัดแน่นไปด้วยตำราปกหนังเก่าคร่ำคร่าและคัมภีร์ม้วนโบราณนับหมื่นเล่ม แต่สิ่งที่น่าตกใจที่สุดไม่ใช่จำนวนของหนังสือเหล่านั้น หากแต่เป็นใจกลางห้องโถง...
มีแท่นหินอ่อนสีดำสนิทตั้งตระหง่านอยู่ บนแท่นนั้นไม่มีร่างของสิ่งมีชีวิต หากแต่มี "ตำราสีทองคำขาว" เล่มมหึมาลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศด้วยแรงโน้มถันศูนย์ย์ รอบๆ ตัวมันมีโซ่ตรวนเวทมนตร์สีดำสนิทนับร้อยเส้นล่ามโยกย้ายตรึงมันไว้กับพื้น ทว่าโซ่เหล่านั้นกลับกำลังสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง พร้อมกับรอยร้าวที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนหน้าปกหนังสือทีละน้อย
*ตึง... ตึง... ตึง...*
เสียงคล้ายหัวใจดวงมหึมาที่กำลังเต้นอยู่ใต้พื้นห้องโถงดังสะท้อนก้องกังวาน มันไม่ใช่เสียงของวัตถุตายซาก แต่มันคือเสียงชีพจรของสิ่งมีชีวิต... หรือบางสิ่งที่ทรงพลังเกินกว่าจะจินตนาการได้
"นั่นมัน..." เอลาร่าก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว มือเรียวคว้าแขนเสื้อของลูเซียนไว้แน่น ฝ่ามือของเธอเย็นเฉียบจนสั่นเทา "ตำราเล่มนั้น... มันถูกบันทึกไว้ในบันทึกโบราณของตระกูลข้า ว่ากันว่าเป็น 'ตำราปฐมบทแห่งความหายนะ' ที่ถูกผนึกไว้โดยผู้ก่อตั้งสถาบันเมื่อสามร้อยปีก่อน ทำไมมันถึง..."
ประโยคของเอลาร่าขาดหายไปในลำคอ เมื่อจู่ๆ ตำราสีทองคำขาวเล่มนั้นก็หยุดนิ่ง... แล้วพลิกเปิดออกด้วยตัวเองอย่างช้าๆ
กระดาษหน้าแรกที่เปิดออกเผยให้เห็นอักขระเวทมนตร์สีแดงฉานที่เปล่งแสงระยิบระยับราวกับหยดเลือดสดๆ อักษรเหล่านั้นไม่ได้ถูกเขียนขึ้นด้วยหมึก แต่มันกำลังดิ้นพล่านและส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนแผ่วเบาออกมาจากหน้ากระดาษ กลิ่นอายกดดันมหาศาลแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วห้องโถง กดทับจนพวกเขารู้สึกหายใจไม่ออก
[แจ้งเตือนระบบฉุกเฉิน!]
[ตรวจพบวัตถุเป้าหมาย: "ตำราอาถรรพ์แห่งปฐมกาล (ฉบับสมบูรณ์)"]
[คำเตือนระดับ SSS: พลังงานมานาในรัศมี 10 เมตรกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต!]
[เงื่อนไขการปลดล็อก: ผู้ถือครองระบบดีดนิ้ว ได้บรรลุเงื่อนไขลับในการเข้าถึง --]
เสียงแจ้งเตือนของระบบตัดขาดลงกะทันหันราวกับถูกคลื่นรบกวนบางอย่างตัดขาด ลูเซียนขมวดคิ้วมุ่นเป็นครั้งแรก ความรู้สึกเย็นวาบแล่นพล่านไปทั่วแผ่นหลัง เขาไม่ใช่คนตื่นตระหนกง่าย แต่สถานการณ์ตอนนี้มันเกินกว่าที่สมการเวทมนตร์ใดๆ จะคาดเดาได้
ในวินาทีที่ตำราเล่มนั้นพลิกเปิดไปถึงหน้ากระดาษหน้าที่สิบสาม อักขระสีแดงเลือดทั้งหมดก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าจำลองเบื้องบน หลอมรวมกันกลายเป็นดวงตาสสีทองขนาดยักษ์ที่กำลังจ้องมองตรงมายังพวกเขา ทั้งลูเซียนและเอลาร่า
และก่อนที่สติของพวกเขาจะหลุดลอยไปกับแรงกดดันอันมหาศาล เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเชื่องช้าเสียงหนึ่ง ก็ดังขึ้นจากความมืดมิดที่มุมห้องโถงด้านหลังชั้นหนังสือ
*กริ๊บ... กริ๊บ... กริ๊บ...*
เสียงไม้เท้ากระทบพื้นหินดังชัดเจนทีละจังหวะ ท่ามกลางความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัว
เงาร่างของชายชราในชุดคลุมสีดำสนิท ปิดบังใบหน้าด้วยฮู้ดลึกจนมองไม่เห็นแววตา ก้าวเดินออกมาจากความมืดทีละก้าว พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก ซึ่งเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่คุ้นเคยอย่างน่าประหลาด
"ยินดีต้อนรับสู่บทเรียนบทสุดท้ายของพวกเจ้า... เด็กน้อยทั้งสอง"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ไขปริศนา และลุ้นระทึกไปกับความลับอันดำมืดของสถาบันเวทมนตร์แห่งนี้ด้วยกันเสมอมาครับ — อาร์เธอร์มนตราสวรรค์
เวทมนตร์ดีดนิ้วกับเด็กหนุ่มผู้พลิกตำราอาถรรพ์•ตอนที่ 9
ห้องโถงต้องห้าม
ผลงานโดย อาร์เธอร์มนตราสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อาร์เธอร์มนตราสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เวทมนตร์ดีดนิ้วกับเด็กหนุ่มผู้พลิกตำราอาถรรพ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!