กระบี่อหังการ์ดับดารา กับนางเซียนผู้ต้านลิขิตสวรรค์•ตอนที่ 8

รอยร้าวในสำนักพันปี

ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
กลิ่นอายโลหิตจางๆ ที่ลอยอวลอยู่ปลายจมูกหาใช่ภาพลวงตาไม่... ฉินหานยืนนิ่งสงบอยู่เบื้องหลังม่านไข่มุกของตำหนักลับสำนักเมฆาจันทร์ ปลายนิ้วเรียวยาวดุจหยกขาวแตะอยู่บนด้ามกระบี่ไร้เงาอย่างเผลอไผล นัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวราตรีหรี่ลงเล็กน้อยยามจับจ้องเงาร่างของผู้อาวุโสซ่งที่กำลังกระซิบกระซาบกับบุคคลลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิท ภายใต้แสงตะเกียงน้ำมันหอมที่กะพริบไหววับ ความตึงเครียดในอากาศหนาแน่นเสียยิ่งกว่าหมอกหนาทึบบนยอดเขาพันปี "ท่านแน่ใจแล้วหรือว่า ข้อมูลการเคลื่อน 3 กระบวนท่าสุดท้ายของคัมภีร์เมฆาคล้อยจะไม่รั่วไหล?" เสียงทุ้มต่ำและแหบแหร้วของผู้อาวุโสซ่งเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันในยามวิกาล "ฮึ่ม... ผู้อาวุโสซ่ง ท่านกังวลเกินไปแล้ว" เสียงตอบกลับนั้นแหบแห้งราดด้วยพิษร้าย ราวกับเสียงของงูพิษที่กำลังเลื้อยผ่านใบไม้แห้ง "สำนักอธรรมโลหิตโลกันตร์ของเราย่อมรักษาคำพูด ข้อมูลที่ท่านมอบให้แลกกับโอสถทะลวงขั้นสวรรค์สามเม็ดนั้น... เพียงพอที่จะทำให้ท่านก้าวข้ามขีดจำกัดอายุขัยที่เหลืออยู่ได้ หรือท่านยังไม่ไว้วางใจสำนักของเรา?" ฉินหานแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงนั้นแผ่วเบาเสียจนแม้แต่แมลงภู่ที่บินผ่านยังมิอาจได้ยิน แต่แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยประกายคมปลาบที่พร้อมจะปลิดชีพผู้คน ทรยศต่อสำนัก ขายความลับให้กับพรรคอธรรม... ช่างเป็นแผนการที่สกปรกโสมมยิ่งนัก ภายในสำนักที่ยกย่องตนเองว่าเป็นตัวแทนแห่งคุณธรรมและความถูกต้อง กลับมีหนอนบ่อนไส้ที่กัดกินรากเหง้าจากภายใน "ข้าเพียงแต่ต้องระวังตัวให้มากขึ้น" ผู้อาวุโสซ่งถอนหายใจยาวเหยียด มือเหี่ยวย่นยื่นออกไปรับขวดหยกบรรจุโอสถ "ฉินหานผู้นั้นกลับมาแล้ว ฝีมือกระบี่ของมันลึกล้ำคาดเดา หากมันล่วงรู้เรื่องนี้เข้า... แผนการที่เราวางไว้ร่วมกับประมุขพรรคอธรรมย่อมพังทลายลงไม่เป็นท่า" โอสถทะลวงขั้นสวรรค์... แลกมาด้วยชีวิตและเกียรติยศของศิษย์นับร้อยในสำนัก ช่างน่าสมเพชเวทนาและน่ารังเกียจถึงขีดสุด ในวินาทีนั้นเอง กลิ่นอายเย็นเยียบราดรดลงมาดั่งสายน้ำค้างแข็ง เซียนจื่อเวยก้าวเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างฉินหานอย่างเงียบเชียบดั่งภูตผี นางสวมชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ ปิ่นหยกบนเรือนผมดำขลับสะท้อนแสงจันทร์สลัว แววตาคู่คมของนางไม่ได้ทอดมองไปที่ผู้อาวุโสซ่ง ทว่ากลับจ้องมองที่ใบหน้าของฉินหานด้วยความห่วงใยที่ซ่อนเร้นภายใต้ความเย็นชาอันเป็นเอกลักษณ์ "ท่านโกรธหรือไม่?" เสียงหวานกังวานดั่งระฆังแก้วเอ่ยกระซิบข้างหูของฉินหาน ลมหายใจอุ่นๆ ของนางปะทะเข้ากับต้นคอของเขา ทำให้หัวใจที่ด้านชามานานนับปีเกิดระลอกคลื่นไหว "โกรธหรือ?" ฉินหานระบายยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก "ในยุทธภพนี้ ข้าพบเจอความโลภและความทรยศมามากกว่าจำนวนดาวบนท้องฟ้า สิ่งเหล่านี้ไม่ทำให้ข้าโกรธ... แต่มันทำให้ข้าต้อง 'ลงมือ' ต่างหาก" วิถีกระบี่ของฉินหานหาใช่ความเมตตา แต่มันคือสัจธรรมแห่งการพิพากษา ก่อนที่ผู้อาวุโสซ่งจะทันได้เก็บขวดหยกเข้าสาบเสื้อ ฉินหานก็ก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว เสียงก้าวเท้าของเขาราวกับเสียงเคาะระฆังแห่งความตาย เงาร่างสีดำพุ่งทะยานผ่านม่านไข่มุกราวกับสายฟ้าแลบ ปราณกระบี่ที่แผ่ออกมาจากร่างสะท้อนความน่าสะพรึงกลัวจนอากาศรอบด้านบิดเบี้ยว "ใคร?!" ผู้อาวุโสซ่งตกใจจนหน้าถอดสี ถอยหลังกรูดด้วยความหวาดกลัว สัญชาตญาณการเอาตัวรอดทำให้เขาซัดฝ่ามือออกไปอย่างไร้ทิศทาง ปราณสีดำทะมึนพวยพุ่งเข้าใส่เงาร่างที่พุ่งเข้ามา ทว่า... มันสายเกินไปแล้ว ฉินหานไม่แม้แต่จะชักกระบี่ออกจากฝัก นิ้วชี้และนิ้วกลางผสานกันเป็นดัชนีเพลิงกระบี่ พุ่งทะลวงผ่านไอพลังสีดำนั้นราวกับมีดกรีดผ่านเต้าหู้ ดัชนีพุ่งเข้าจุดชีพจรสำคัญที่กลางหน้าผากของผู้อาวุโสซ่งอย่างแม่นยำ *ฉับพลัน!* ทั่วทั้งตำหนักลับตกอยู่ในความเงียบงัน ผู้อาวุโสซ่งเบิกตากว้าง ร่างกายแข็งทื่อค้างอยู่ในท่าทางตื่นตระหนก เลือดสีดำไหลรินจากมุมปาก ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะทรุดฮวบลงกับพื้นอย่างไร้ลมหายใจ บุคคลลึกลับในชุดคลุมสีดำเห็นท่าไม่ดี รีบหันหลังเตรียมหลบหนีผ่านหน้าต่าง ทว่า... แสงกระบี่สีครามประกายหนึ่งก็พาดผ่านเบื้องหน้าของมันอย่างงดงามและเย็นชา เซียนจื่อเวยยืนขวางทางหนีเอาไว้แล้ว กระบี่เซียนจันทราในมือของนางไม่ได้ชักออกจากฝักเต็มที่ แต่รัศมีกระบี่ที่แผ่ออกมากลับกดดันจนบุคคลลึกลับผู้นั้นคุกเข่าลงด้วยความหวาดกลัว ปราณเซียนบริสุทธิ์แผ่ซ่านสะกดจุดชีพจรทั่วร่างของมันในชั่วพริบตา "คิดจะไปไหนหรือ?" เสียงของเซียนจื่อเวยราบเรียบดั่งน้ำค้างแข็ง แต่น้ำเสียงนั้นกลับแฝงไปด้วยจิตสังหารที่รุนแรงจนน่าขนลุก "คนของพรรคอธรรมกล้าเหยียบย่างเข้ามาถึงเขตวงแหวนห้ามของสำนักเมฆาจันทร์ เจ้าคิดว่าเจ้ามีความสามารถพอที่จะรอดออกไปได้เช่นนั้นหรือ?" บุคคลลึกลับตัวสั่นเทิ้ม พยายามจะอ้าปากพูดบางอย่าง แต่กระแสปราณกระบี่ที่กดทับอยู่ทำให้มันทำได้เพียงหายใจรวยริน ฉินหานเดินเข้าไปใกล้ ชำเลืองมองศพของผู้อาวุโสซ่งแวบหนึ่ง ก่อนจะก้มลงเก็บขวดหยกที่ตกอยู่ขึ้นมาเปิดดู กลิ่นอายโอสถบริสุทธิ์พวยพุ่งออกมา แต่มันกลับเจือปนด้วยกลิ่นอายโลหิตที่น่าสะอิดสะเอียน เขายิ้มเยาะให้กับความโลภของมนุษย์ที่ยอมขายวิญญาณให้แก่ความมืดมิด "ดูเหมือนว่าหนอนตัวนี้จะไม่ได้มีแค่คนเดียวสินะ" ฉินหานเงยหน้าขึ้นสบตากับเซียนจื่อเวย แววตาของทั้งคู่ประสานกันอย่างมีความหมาย ความไว้เนื้อเชื่อใจที่ก่อตัวขึ้นท่ามกลางพายุแห่งการนองเลือดทำให้พวกเขากลายเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างสมบูรณ์แบบ ในขณะที่เซียนจื่อเวยกำลังจะเอ่ยปากสอบปากคำเชลยผู้นั้น จู่ๆ บรรยากาศรอบตัวก็แปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน! ท้องฟ้ายามราตรีที่เคยแจ่มใส ปรากฏกลุ่มเมฆสีแดงฉานพวยพุ่งขึ้นมาจากทิศทางของหุบเขาอสูรคลั่ง เสียงคำรามต่ำๆ ราวกับสัตว์ประหลาดโบราณกำลังตื่นจากการหลับใหลดังสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งอาณาบริเวณ แรงกดดันจากพลังลึกลับระดับมหาศาลแผ่ซ่านเข้ามาครอบงำสำนักเมฆาจันทร์จนยอดเขาแทบสั่นสะเทือน เซียนจื่อเวยสีหน้าเปลี่ยนสีในทันที นางอุทานออกมาด้วยความตกใจ "นี่มัน... ค่ายกลผนึกมารพันปีที่หุบเขาอสูรถูกทำลายแล้ว!" ฉินหานหรี่ตาลงมองออกไปนอกหน้าต่าง สัญชาตญาณนักฆ่าบอกเขาว่าภัยพิบัติที่แท้จริงหาใช่หนอนบ่อนไส้ภายในสำนักไม่... แต่เป็นบางสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่ากำลังคืบคลานเข้ามา และในวินาทีนั้นเอง แสงไฟจากตำหนักหลักของสำนักก็พลันดับวูบลงพร้อมกัน ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนที่ดังระงมไปทั่วทุกสารทิศ—เงาร่างนับร้อยในชุดคลุมโลหิตปรากฏตัวขึ้นบนยอดเขาราวกับฝูงผีดิบกระหายเลือด และผู้นำของพวกมันที่ยืนอยู่บนสุดของยอดเขา กำลังถือศีรษะของเจ้าสำนักรองผู้ดูแลกฎระเบียบเอาไว้ในมือ! ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟันคมกระบี่และสายหมอกแห่งความลับนี้ไปพร้อมกับข้าพเจ้า แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่อหังการ์ดับดารา กับนางเซียนผู้ต้านลิขิตสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%