กลิ่นอายโลหิตจางๆ ยังคงลอยวนเวียนอยู่ภายในห้องโถงร้างแห่งนั้น ทว่ามันกลับถูกแทนที่ด้วยความเย็นยะเยือกของพลังปราณบริสุทธิ์ที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างสองร่าง
ฉินหานยืนนิ่งสงบดั่งภูผา ศัสตระในมือไม่ได้ถูกชักออกมาจากฝัก ทว่ารัศมีแห่งความคมกล้าที่แผ่ออกมาจากตัวเขากลับทำให้มิติรอบข้างบิดเบี้ยวเล็กน้อย ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองสตรีผู้สูงศักดิ์ตรงหน้าด้วยแววตาที่ซับซ้อน
"วิชากระบี่ของเจ้ามีดีที่ความเด็ดขาด รวดเร็ว และไร้ความปรานี..." ฉินหานเอ่ยทำลายความเงียบ เสียงของเขาแหบพร่าแต่ทรงพลัง ก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท "ทว่ามันยังขาด 'จิตวิญญาณ' ที่จะแหวกว่ายผ่านฟ้าดิน"
เซียนจื่อเวยขมวดคิ้วเล็กน้อย ร่างอรชรในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์สะท้อนแสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านช่องพังทลายของผนัง นางกุมกระบี่วิเศษในมือแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด แม้ในยุทธภพนี้ นางจะได้รับการยกย่องว่าเป็นถึงผู้นำสำนักเมฆาจันทร์ ผู้สำเร็จวิชาเซียนขั้นสูงจนผู้คนต่างหวาดหวั่น แต่ยามที่ต้องยืนอยู่เบื้องหน้าบุรุษผู้นี้ นางกลับรู้สึกราวกับตนเองเป็นเพียงเด็กน้อยที่เพิ่งเริ่มหัดจับดาบ
"จิตวิญญาณกระบี่ที่ท่านว่า... คือสิ่งใดกัน?" เสียงหวานเยือกเย็นเอ่ยถาม นัยน์ตาคู่นั้นสะท้อนเงาของฉินหานไว้อย่างชัดเจน ไร้ซึ่งความเย่อหยิ่งจองหอง คงเหลือเพียงความเวิ้งว้างและมั่นคงในคราเดียวกัน
ฉินหานไม่ตอบคำพูดในทันที เขาขยับกายเข้าไปใกล้ รัศมีกดดันจากยอดฝีมือระดับสังหารแผ่ขยายออกไปจนอากาศรอบตัวหนาทึบ เขาเอื้อมมือไปแตะที่ข้อมือเรียวบางของนางเบาๆ สัมผัสที่เย็นเยียบราวกับหยกเนื้อดีทำให้ฉินหานชะงักไปชั่วขณะ ก่อนที่เขาจะขยับท่วงท่าของนางให้เข้าที่ด้วยความนุ่มนวลแต่เด็ดขาด
"เงี่ยหูฟังเสียงหัวใจตนเอง... แล้วปล่อยให้คมกระบี่เป็นดั่งส่วนหนึ่งของลมหายใจ เจ้าไม่ได้กำลังใช้กระบี่เพื่อฆ่าฟันผู้ใด แต่เจ้ากำลังใช้มันเพื่อ 'ปกป้อง' สิ่งที่ยอมแลกได้แม้กระทั่งชีวิต"
ลมหายใจอุ่นๆ ของฉินหานปะทะเข้ากับต้นคอระหงของเซียนจื่อเวย นางสะท้อนเฮือกเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกแปลกประหลาดแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย หัวใจที่เต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอตลอดหลายสิบปีของการบำเพ็ญเพียร บัดนี้กลับเต้นรัวระรัวจนแทบหลุดออกมาจากอก นางไม่เคยยอมให้บุรุษใดเข้าใกล้ถึงเพียงนี้... ทว่ากับฉินหาน นางกลับรู้สึกราวกับดวงวิญญาณทั้งสองถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
"จับกระบี่ให้มั่น..." เสียงกระซิบพร่าดังขึ้นข้างใบหู "ข้าจะแสดงให้เห็นถึง 'วิชาลับใต้เงามืด' เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ตั้งใจดูให้ดี!"
สิ้นเสียง ชั่วพริบตานั้น โลกทั้งใบราวกับหยุดหมุน
ฉินหานขยับร่างพริ้วไหวราวกับเงาพราย เขาไม่ได้ใช้กระบี่ของตนเอง หากแต่ใช้นิ้วมือแทนคมกระบี่ วาดผ่านความมืดมิด ท่วงท่าช้าเยือกเย็นราวกับสายน้ำไหลเอื่อย ทว่าในความเชื่องช้านั้นกลับแฝงไว้ด้วยพลังทำลายล้างที่สามารถผ่าดาราให้ร่วงหล่นได้ ทุกคณาจังหวะที่ขยับ อักขระปราณโบราณสีดำสนิทก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ กลิ่นอายแห่งความตายและคานอำนาจแห่งฟ้าดินผสมผสานกันจนเกิดเป็นภาพที่น่าตื่นตระการตายิ่งนัก
เซียนจื่อเวยเบิกตากว้าง จ้องมองทุกการเคลื่อนไหวของเขาอย่างไม่กะพริบตา ทุกสลักเสลาของเคล็ดวิชาถูกบันทึกไว้ในห้วงความคิด ความเข้าใจที่เคยติดขัดมาเนิ่นนานราวกับถูกปลดล็อกด้วยกุญแจดอกสำคัญ พลังปราณในตันเถียนของนางพลุ่งพล่าน หมุนวนอย่างบ้าคลั่งจนเสื้อผ้าปลิวสะบัด
ผ่านไปเนิ่นนานเพียงใดไม่มีผู้ใดล่วงรู้ จนกระทั่งกระบวนท่าสุดท้ายสิ้นสุดลง ฉินหานถอนหายใจยาวเหยียด เม็ดเหงื่อผุดขึ้นตามไรผมของชายหนุ่ม บ่งบอกว่าการถ่ายทอดวิชานี้สูญเสียพลังปราณไปไม่น้อยทีเดียว
"เจ้า... เข้าใจแล้วหรือไม่?" ฉินหานเอ่ยถาม พลางถอยหลังกลับไปหนึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะห่าง ทว่าสายตายังคงจับจ้องสตรีตรงหน้าไม่วางตา
เซียนจื่อเวยนิ่งงันไปชั่วขณะ นางหลับตาลง ซึมซับกระแสพลังที่ไหลเวียนอยู่ในเส้นชีพจร ก่อนที่นัยน์ตาคู่สวยจะลืมขึ้นอีกครั้ง ประกายแสงสีฟ้าครามเจิดจ้าพาดผ่าน นัยน์ตานั้นเต็มไปด้วยความมั่นใจและความเด็ดเดี่ยวที่เหนือล้ำกว่าเดิม
"ข้าเข้าใจแล้ว..." นางเอ่ยเสียงเบา รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นบนริมฝีปากสีชาด เป็นรอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มจนแม้แต่แสงจันทร์ยังต้องหมองหรา "ขอบคุณท่าน... ฉินหาน"
น้ำเสียงของนางไม่ได้เย็นชาดั่งเช่นเคย หากแต่แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนลึกซึ้งที่มอบให้แก่เขาเพียงผู้เดียว บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความอบอุ่นที่สวนทางกับความหนาวเหน็บยามราตรี
ทว่า ความเงียบสงบนั้นยังคงอยู่ได้ไม่นานนัก...
*ตูมมมม!*
เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวมาจากเบื้องล่างหุบเขา แรงสั่นสะเทือนทำให้ผนังหินรอบด้านร้าวราน เศษหินน้อยใหญ่ร่วงหล่นลงมาราวกับห่าฝน ท้องน้ายามราตรีที่เคยกระจ่างใส บัดนี้กลับถูกย้อมด้วยเพลิงสีโลหิตฉาน และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ... กลิ่นอายพลังปราณอันชั่วร้ายนับร้อยสายกำลังพุ่งตรงมายังห้องโถงแห่งนี้ด้วยความเร็วสูงดั่งพายุหมุน
ฉินหานหรี่ตาลงคมกริบ รัศมีสังหารระเบิดออกจากร่างทันทีอย่างไร้ความปรานี เขายกมือขึ้นห้ามเซียนจื่อเวยไว้เบื้องหลัง
"ดูท่า... แขกที่ไม่ได้รับเชิญกลุ่มใหญ่ จะมาเร็วกว่าที่คิดเสียอีก..."
ฉินหานเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่ามือหนากลับเอื้อมไปกุมด้ามกระบี่อหังการ์ที่เหน็บอยู่ข้างเอว... และในเสี้ยววินาทีที่นิ้วเรียวออกแรงกดลงบนด้ามจับนั้นเอง เงาร่างสายหนึ่งก็พุ่งทะลุกำแพงหินเข้ามาพร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ!
"ฮ่าๆๆๆ! ฉินหาน เจ้าหนีข้าไม่พ้นหรอ... เอ๊ะ! ที่แท้เซียนผู้สูงศักดิ์ก็มาแอบกกบุรุษอยู่ที่นี่นี่เอง!"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟันคมกระบี่และสายหมอกแห่งความลับนี้ไปพร้อมกับข้าพเจ้า แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะครับ
กระบี่อหังการ์ดับดารา กับนางเซียนผู้ต้านลิขิตสวรรค์•ตอนที่ 9
วิชาลับใต้เงามืด
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่อหังการ์ดับดารา กับนางเซียนผู้ต้านลิขิตสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!