กลิ่นคาวเลือดเจือจางในสายหมอกยามราตรีมิใช่ภาพลวงตา แต่เป็นสัจธรรมอันโหดร้ายของยุทธภพที่ฉินหานคุ้นชินยิ่งกว่าลมหายใจเข้าออก
"เจ้ามาช้าไปหนึ่งเค่อ..."
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของหน้าผาร้าง เบื้องล่างคือหุบเขาอเวจีที่ไร้ก้นบึ้ง ซึ่งในยามนี้กำลังพ่นไอดำทมิฬขึ้นมาราวกับอสูรกายกำลังอ้าปากคำราม ฉินหานยืนนิ่งสงบ ด้ามกระบี่เหล็กนิลในมือยังคงถูกกดทับไว้ด้วยฝักไม้เก่าคร่ำคร่า ร่างกายของเขายืนหยัดตรงราวกับต้นสนพันปีที่แม้เผชิญพายุหิมะก็หาได้ก้มหัวให้ไม่
เบื้องหลังเขาคือเงาร่างระหงในชุดขาวบริสุทธิ์ราวกับเกล็ดหิมะบนยอดเขาเซียน เซียนจื่อเวย ก้าวเท้าเข้ามาอย่างเงียบเชียบ นางไม่แม้แต่จะชายตามองหุบ เบื้องล่าง ดวงตาคู่คมปลาบที่มักเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปี บัดนี้กลับทอดมองแผ่นหลังกว้างของบุรุษตรงหน้าด้วยความห่วงใยที่ซ่อนเร้นอย่างแนบเนียน
"ความตายไม่เคยรอผู้ใด... แต่ดูเหมือนว่าพวกมันจะรีบเร้นลงไปปรโลกเสียก่อนที่ข้าจะไปถึง" จื่อเวยกล่าวเสียงเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยกระแสพลังปราณที่หมุนวนรอบกายจนใบไม้แห้งรอบบริเวณลอยคว้างกลางอากาศ
ฉินหานไม่ตอบคำเขามีเพียงรอยยิ้มหยันที่มุมปาก ดวงตาคมกริบกวาดมองลงไปเบื้องล่าง ฉินหานสัมผัสถึงไอสังหารจากหุบเขาเบื้องล่าง มันมิใช่ไอสังหารจากมนุษย์ทั่วไป หากแต่เป็นจิตมุ่งร้ายที่สะสมมานับร้อยปีจากวิญญาณของยอดฝีมือที่ตกตายในค่ายกลโบราณ และในวินาทีนั้นเอง ความลึกลับของศิลาบรรพกาลเริ่มเปิดเผย
*ครืนนน—!*
พื้นศิลาใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น รอยแตกร้าวราชาสีม่วงเข้มแผ่ขยายออกราวกับใยแมงมุมจากแท่นบูชาโบราณตรงกลางลานหิน อักขระโบราณที่เคยหลับใหลนับหมื่นปีค่อยๆ เรืองแสงสีโลหิตขึ้นทีละตัว ไอพลังอันกดดันมหาศาลแผ่ซ่านจนอากาศรอบด้านบิดเบี้ยว
"ระวัง!" จื่อเวยอุทานเบาๆ ร่างบางพุ่งทะยานเข้ามาประชิดเบื้องหลังของฉินหานในพริบตา ฝ่าเรียวบางยกขึ้นวาดวงอาคมคุ้มกาย เมฆาจันทร์สีเงินยวงแผ่ขยายเป็นม่านพลังปก
"ช้าก่อน..." ฉินหานยกมือขึ้นห้าม น้ำเสียงของเขาสุขุมและเด็ดเดี่ยว "นี่ไม่ใช่ภัยพิบัติ... แต่มันคือการ 'ต้อนรับ'"
“ต้อนรับผู้ใด?” นางถาม น้ำเสียงเย็นชาเริ่มเจือความตึงเครียด
"ผู้ที่ถูกลืมเลือนจากหน้าประวัติศาสตร์ยุทธภพ"
สิ้นคำกล่าวของฉินหาน ศิลาบรรพกาลใจกลางลานหินก็ระเบิดออก เศษหินนับร้อยพุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วปานกระสุนธนู ทว่ายังไม่ทันที่เศษศิลาเหล่านั้นจะเข้าใกล้ร่างทั้งสอง รังสีคมปลาบสายหนึ่งก็วาบผ่าน ความเร็วของมันเหนือล้ำยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ ฉินหานยังไม่ทันชักกระบี่ออกจากฝักด้วยซ้ำ เขากลับใช้เพียงสันฝักกระบี่กระแทกเข้าใส่เศษศิลาชิ้นใหญ่ที่สุดอย่างแม่นยำ
*เปรี้ยง!*
คลื่นกระแทกสะท้อนกลับจนพื้นหินรอบบริเวณแตกละเอียดเป็นผุยผง ฉินหานถอยหลังไปสามก้าว รอยเท้าลึกลงไปในเนื้อศิลาครึ่งนิ้ว เลือดลมในกายปั่นป่วนเล็กน้อย ทว่าแววตาของเขากลับยิ่งเปล่งประกายความดุดันดั่งพยัคฆ์ร้าย
"วิชาดาบเงาอสูร... สำนักโลหิตทมิฬ?" จื่อเวยหรี่ตาลง ไอสังหารรอบกายพวยพุ่งขึ้นถึงขีดสุด นางไม่คาดคิดว่าคนพวกนี้จะตามรอยมาถึงดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ได้
จากความมืดมิดเบื้องล่างหุบเขา ร่างนับสิบเหิรทะยานขึ้นมาอย่างเงียบเชียบราวกับภูตผี ทุกคนสวมชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าสวมหน้ากากรูปอสูรน่าเกลียดน่ากลัว ในมือถือกระบี่โค้งที่อาบยาพิษสีเขียวมรกต ส่งกลิ่นเหม็นเน่าตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ
"ฉินหาน... เจ้าคิดว่าจะหนีพ้นเงื้อมมือของนิกายเราหรือ?" เสียงแหบพร่าราวกับเสียงเหล็กเสียดสีกันดังขึ้นจากผู้นำกลุ่ม มันก้าวออกมาจากแถวหน้า รัศมีพลังอยู่ในขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นที่เก้า กดดันให้บรรยากาศรอบข้างหนทึบจนแทบหายใจไม่ออก
ฉินหานปัดฝุ่นบนบ่าเบาๆ เขาไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวแม้แต่น้อย ใบหน้าคมคายสงบนิ่งราวกับผิวน้ำในบึงลึก มือหนากุมด้ามกระบี่เหล็กนิลแน่นขึ้นทีละน้อย
"ข้าไม่เคยคิดหนี..." ฉินหานเงยหน้าขึ้นสบตากับมัน แววตาคมกริบดั่งคมกระบี่ "ข้าเพียงแต่... รอให้พวกเจ้าเดินมาหาที่ตายพร้อมหน้ากันต่างหาก"
"สามห่าว!" ผู้นำนิกายโลหิตทมิฬคำรามลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว สะบัดมือเพียงครั้งเดียว กระบี่โค้งนับร้อยเล่มก็พุ่งเข้าใส่ดั่งห่าฝน
เซียนจื่อเวยขยับตัวเตรียมชักกระบี่คู่กาย ทว่าฉินหานกลับเอื้อมมือไปแตะที่ข้อแขนเรียวของนางเบาๆ สัมผัสที่อบอุ่นแต่มั่นคงทำให้จื่อเวยชะงักไปชั่วขณะ นางเงยหน้ามองบุรุษผู้ทะนงตนผู้นี้ และพบเพียงรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความเชื่อมั่นอย่างล้นเหลือ
"เรื่องสวะพวกนี้... ให้ข้าจัดการเอง"
ฉินหานก้าวออกไปเบื้องหน้าหนึ่งก้าว ลลมปราณภายในร่างกายระเบิดออกราวกับเขื่อนแตก เสียงคำรามต่ำดังสะท้อนก้องในลำคอ ดวงตาเปลี่ยนเป็นสีนิลเข้ม ด้ามกระบี่เหล็กนิลขยับออกจากฝักเพียงหนึ่งนิ้ว...
ประกายแสงสีเงินยวดยวงสว่างวาบตัดผ่านความมืดมิดของหุบเขาอเวจี รัศมีกระบี่เพียงสายเดียวกลับแผ่ขยายอำนาจกด
ขี่ฟ้าดินจนเหล่าสมุนนิกายโลหิตทมิฬต้องหยุดชะงักด้วยความหวาดกลัว ทว่า ในวินาทีที่คมกระบี่กำลังจะหลุดออกจากฝักอย่างสมบูรณ์นั้นเอง...
เงาร่างลึกลับอีกสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เบื้องหน้าฉินหานและจื่อเวย!
มือเรียวยาวขาวซีดราวกระดูกผีเอื้อมไปแตะที่ปลายกระบี่เหล็กนิลของฉินหานไว้อย่างนิ่มนวล แรงกดดันมหาศาลสลายหายไปในพริบตา พร้อมกับเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ดังขึ้นข้างหูของฉินหาน...
"ชักกระบี่ตอนนี้... คนที่จะต้องตาย... มิใช่พวกมัน... แต่เป็นนางเซียนผู้นั้น"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟันคมกระบี่และสายหมอกแห่งความลับนี้ไปพร้อมกับข้าพเจ้า แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
กระบี่อหังการ์ดับดารา กับนางเซียนผู้ต้านลิขิตสวรรค์•ตอนที่ 6
คำเตือนจากกระบี่หัก
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่อหังการ์ดับดารา กับนางเซียนผู้ต้านลิขิตสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!