กระบี่อหังการ์ดับดารา กับนางเซียนผู้ต้านลิขิตสวรรค์•ตอนที่ 3

พันธสัญญาแห่งความว่างเปล่า

ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
กลิ่นอายคาวโลหิตยังไม่ทันจางหายไปจากสายลมยามราตรี เสียงตะโกนอันเกรี้ยวกราดที่ก้องกังวานมาจากเบื้องหลังเมื่อครู่ยังคงบาดแก้วหู—*"ฉินหาน... ในที่สุด เจ้าก็โผล่หัวออกมาจากรูหนูเสียทีนะ!"*—ทว่าร่างของบุรุษผู้ถูกขนานนามว่าเป็นอดีตมือสังหารกลับเร้นกายหายเข้าไปในเงาไม้พุ่มทึบอย่างไร้สุ้มเสียง ราวกับเขาไม่เคยมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้ตั้งแต่แรก ทว่า ในยุทธภพที่กฎเกณฑ์ถูกกำหนดโดยผู้มีพลังเหนือกว่า การซ่อนตัวมักเป็นเพียงการซื้อเวลาชั่วคราว "เจ้าประเมินพลังของพรรคโลหิตอสูรต่ำไป... หรือว่าประเมินความอดทนของข้าสูงเกินไปกันแน่, ฉินหาน" น้ำเสียงราบเรียบดั่งสายน้ำนิ่งสนิท ทว่าแฝงไว้ด้วยแรงกดดันระดับมหาอำนาจดังขึ้นจากเบื้องบน ฉินหานหยุดฝีเท้าที่กำลังจะทะยานผ่านกิ่งไม้ใหญ่ ดวงตาคมกริบดั่งคมกระบี่หรี่ลงเล็กน้อย ร่างกายตึงเกร็งขึ้นโดยสัญชาตญาณ แม้เขาจะไร้ซึ่งร่องรอยการปล่อยลมปราณ แต่เบื้องหน้าของเขากลับปรากฏร่างหนึ่งยืนอยู่บนยอดกิ่งสนไหวเอนอย่างสง่างาม นางเซียนจื่อเวย... ผู้นำสำนักเมฆาจันทร์ อาវรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางพลิ้วไหวตามแรงลม ราวกับเซียนผู้หลุดพ้นจากโลกีย์วัฏสงสาร ใบหน้ารูปไข่ที่งดงามหยาดเยิ้มจนแทบหยุดลมหายใจกลับไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ดั่งรูปปั้นหยกสลักจากสรวงสวรรค์ ดวงตาคู่คมดั่งห้วงธารน้ำแข็งจ้องมองมาที่เขาโดยไม่กะพริบ ในมือของนางถือกระบี่วิเศษ "เหมันต์นิรันดร์" ที่ยังไม่ชักออกจากฝัก แต่ไอร้อนระอุรอบกายของฉินหานกลับถูกแช่แข็งจนกลายเป็นเกล็ดน้ำค้างร่วงหล่นลงสู่พื้นดินในชั่วพริบตา "จื่อเวย..." ฉินหานเอ่ยชื่อนางด้วยน้ำเสียงแหบพร่า รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปากเล็กน้อย ทว่าแววตากลับระแวดระวังถึงขีดสุด "เจ้ามาเร็วกว่าที่ข้าคิด... หรือเจ้าตั้งใจมาเก็บกวาดเศษสวะที่สำนักใหญ่ส่งมาแทนข้ากันแน่" เซียนจื่อเวยมิได้ตอบคำถามในทันที นางก้าวเดินลงมาจากยอดกิ่งสนอย่างไร้เสียง ฝ่าเท้าแตะลงบนใบไม้แห้งโดยไม่มีแม้แต่เสียงกรอบแกรบ รัศมีพลังปราณระดับกำเนิดจิตวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่ขยายออกรอบตัวกดทับจนอากาศรอบข้างหนาแน่นราวกับปรอท "เจ้าคิดว่าข้าว่างพอที่จะมาตามเช็ดล้างก้นให้มือสังหารที่มือเปื้อนเลือดเช่นเจ้าหรือ, ฉินหาน" นางเอ่ยเสียงเย็นเยียบ สายตาที่ทอดมองเขามิได้มีความโกรธเกรี้ยว มีเพียงความลึกล้ำที่ยากจะหยั่งถึง "เงาร่างที่เจ้าทิ้งไว้เมื่อครู่... ดึงดูดสายตาของผู้อาวุโสสำนักกระบี่เมฆาและพรรคโลหิตอสูรมาพร้อมกัน หากไม่ใช่เพราะข้าใช้ 'ค่ายกลลวงตาจันทราดับสูญ' กลืนกินกลิ่นอายโลหิตของเจ้าไป ป่านนี้ซากศพของเจ้าคงกลายเป็นอาหารของสุนัขป่าไปแล้ว" ฉินหานแค่นหัวเราะในลำคอ ความทะนงตนในวิถีกระบี่ที่หล่อหลอมเขามาตลอดชีวิตไม่เคยยอมก้มหัวให้ผู้ใด แม้กระทั่งต่อหน้านางเซียนผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในยุทธภพ เขาก็ยังคงยืนหยัดหลังตรงราวกับกระบี่เหล็กกล้าที่ไม่มีวันหักงอ "ข้าไม่เคยขอให้เจ้าช่วย..." ฉินหานกล่าวเสียงต่ำ ดวงตาคมปลาบจ้องมองเข้าไปในดวงตาคู่สวยของนาง "สำนักเมฆาจันทร์ของเจ้ามีกฎเหล็ก ศาสตราวุธและวิชาของสำนักห้ามยุ่งเกี่ยวกับโลกีย์มืดมน แล้วเหตุใดผู้นำสำนักผู้สูงส่งเช่นเจ้า ถึงยังต้องมาพัวพันกับคนไร้ค่าที่แบกรับความแค้นนับร้อยชีวิตเช่นข้าเล่า?" บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบงันลงชั่วขณะ สายลมยามค่ำคืนพัดพาเอาความหนาวเหน็บผ่านร่างของทั้งสองคนไป เซียนจื่อเวยขยับตัวเข้าใกล้เขาอีกก้าว กลิ่นหอมจางๆ ประจำตัวของนางลอยมาแตะจมูก—กลิ่นอายของดอกเหมันต์ที่เบ่งบานท่ามกลางหิมะโปรดปราน นางเงยหน้าขึ้นมองบุรุษผู้ดื้อรั้นตรงหน้า แววตาที่เคยเย็นชาราวกับน้ำแข็งพันปีกลับไหววูบชั่วขณะ ราวกับมีความเจ็บปวดลึกซึ้งที่นางพยายามปิดตายมาเนิ่นนานถูกกระตุ้นขึ้นมา "คนไร้ค่าอย่างนั้นหรือ..." เสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย น้อยจนหากไม่ใช่ฉินหานผู้มีประสาทสัมผัสเหนือมนุษย์ย่อมไม่มีทางสังเกตเห็น "ฉินหาน... ในโลกนี้ เจ้าจะพูดจาดูถูกตัวเจ้าเองอย่างไรก็ได้ แต่เจ้าไม่มีสิทธิ์พูดว่าเจ้าไร้ค่า... ในเมื่อเจ้าคือคนเดียวที่แบกคำสบถนั้นไว้เมื่อสามปีก่อน!" หัวใจของฉินหานกระตุกวูบ ภาพเหตุการณ์ในอดีต—คืนที่โลหิตนองท่วมสำนักเก่าแก่ คืนที่เขาต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง—ผุดขึ้นมาในหัวสมองราวกับภาพฉายซ้ำ ร่างกายของเขาพลันสั่นเทาเล็กน้อยก่อนจะถูกสะกดกั้นไว้ด้วยพลังลมปราณอันแข็งแกร่ง "นั่นคือเรื่องของข้า" ฉินหานเบือนหน้าหนี หลบสายตาคู่นั้นของนาง "วิถีกระบี่ของข้าถูกกำหนดให้เดินไปบนเส้นทางแห่งความโดดเดี่ยวและความตาย เจ้ามีเส้นทางเซียนที่ต้องปกป้อง การมายืนเคียงข้างเงาอสูรเช่นข้า รังแต่จะดึงให้สำนักเมฆาจันทร์ต้องแปดเปื้อน" "ถ้าเช่นนั้น... จงบอกความลับที่เจ้าปิดบังไว้สิ" เซียนจื่อเวยยื่นคำขาด น้ำเสียงของนางราบเรียบแต่มั่นคงดั่งภูผา นางจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา "ข้าช่วยปกปิดร่องรอยให้เจ้า ขัดขวางผู้อาวุโสทั้งห้าสำนัก และยอมแบกรับข้อครหาจากชาวยุทธภพ... ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เพื่อฟังคำผลักไสไล่ส่งจากปากเจ้า ฉินหาน! แลกกับการช่วยเหลือของข้า... จงบอกความจริงเรื่อง 'คัมภีร์ต้องห้ามบรรพกาล' ที่อยู่ในตระกูลของเจ้ามาเสียที!" ชื่อนั้น... "คัมภีร์ต้องห้ามบรรพกาล" หลุดออกมาจากปากของนางเซียน ทำให้บรรยากาศรอบตัวแปรเปลี่ยนเป็นอึมครึมทันที ฉินหานเบิกตากว้างเล็กน้อย ความตกใจฉายชัดขึ้นในแววตาก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาอีกครั้ง เขาหันกลับมาจ้องหน้านาง รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นบนริมฝีปากที่แห้งผาก "ที่แท้... เป้าหมายที่แท้จริงของผู้นำสำนักเมฆาจันทร์ผู้สูงส่ง ก็คือคัมภีร์เล่มนั้นสินะ" ฉินหานแค่นเสียงหัวเราะออกมาอย่างขื่นขม "นึกว่าเจ้าจะแตกต่างจากพวกมัน ที่แท้ก็ไม่แคล้วมีความโลภไม่ต่างจากคนพวกนั้น..." *เปรี๊ยะ!* ยังไม่ทันที่ฉินหานจะพูดจบ กระบี่ "เหมันต์นิรันดร์" ในฝักของเซียนจื่อเวยก็ถูกชักออกเพียงหนึ่งนิ้ว! ประกายแสงสีฟ้าครามสว่างวาบขึ้นตัดผ่านความมืดมิดของผืนป่า แรงกดดันระดับมหาอำนาจพุ่งเข้าใส่ร่างของฉินหานจนเขากระเด็นถอยหลังไปสามก้าว รอยเท้าลึกจมลงไปในดิน มุมปากของฉินหานมีคราบโลหิตสีแดงฉานไหลซึมออกมาเล็กน้อยจากการฝืนรับแรงกดดันนั้น เซียนจื่อเวยก้าวเข้าไปประชิดตัวเขาอย่างรวดเร็ว ปลายฝักกระบี่จ่อเข้าที่กลางอกของฉินหาน ห่างจากหัวใจเพียงแค่ลมหายใจกั้น ดวงตาคู่นั้นแดงก่ำเล็กน้อยด้วยความโกรธเกรี้ยวและความอัดอั้นตันใจที่เก็บงำมานาน "หากข้าต้องการคัมภีร์เล่มนั้นเพื่อความโลภ..." เสียงของเซียนจื่อเวยสั่นระริกด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน "ข้าคงใช้กำลังบังคับเจ้าตั้งแต่สามปีก่อนตอนที่เจ้าร่างกายพิการแล้ว! ฉินหาน... เจ้ามันโง่เง่าหรือว่าตาบอดกันแน่? ที่ข้าต้องการรู้ความลับนั้น ไม่ใช่เพื่อครอบครองมัน... แต่เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยดึงวิญญาณครึ่งหนึ่งของเจ้าที่กำลังจะดับสูญ กลับคืนมาจาก 'ทัณฑ์สวรรค์' ได้ต่างหาก!" คำพูดประโยคนั้นราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจของฉินหาน ร่างกายของเขานิ่งค้างไปสนิท ความทะนงตนทั้งหมดพังทลายลงในชั่วพริบตา ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง มองภาพสตรีตรงหน้าที่กำลังกัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด น้ำตาใสหยดหนึ่งไหลรินลงมาจากดวงตาคู่สวยที่เคยเย็นชาดั่งน้ำแข็ง หยดลงบนหลังมือของนางที่กำด้ามกระบี่แน่น ความเงียบงันเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มันเต็มไปด้วยความหนักอึ้งและความจริงอันโหดร้ายที่ถูกเปิดเผย ในวินาทีที่ฉินหานกำลังจะอ้าปากเอ่ยคำใดออกมาเพื่อทำลายความเงียบนั้น เสียงแหบพร่าอันน่าสะพรึงกลัวก็ดังแทรกขึ้นมาจากความมืดมิดเบื้องหลังพุ่มไม้หนา ห่างออกไปไม่ถึงส้าวจ้าว... *"ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นภาพความรักที่น่าประทับใจเสียจริง สำนักเมฆาจันทร์กับมือสังหารทรยศ... ใครจะคิดว่าความลับเรื่องคัมภีร์ต้องห้าม จะถูกเปิดเผยออกมาในสถานที่รกร้างเช่นนี้!"* เงาร่างมหึมาปรากฏขึ้นพร้อมกับกลิ่นอายโลหิตที่รุนแรงจนแทบอาเจียน ผู้อาวุโสพรรคโลหิตอสูรก้าวออกมาจากความมืด ในมือถือค้อนยักษ์อาบโลหิต ดวงตาสดดั่งเพลิงโลกันตร์จ้องมองคนทั้งสองด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม *"ในเมื่อพวกเจ้ารู้ความลับกันแล้ว... เช่นนั้นก็จงตายอยู่ที่นี่ด้วยกันทั้งคู่เสียเถิด!"* ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่อันโดดเดี่ยวนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่อหังการ์ดับดารา กับนางเซียนผู้ต้านลิขิตสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%