กระบี่อหังการ์ดับดารา กับนางเซียนผู้ต้านลิขิตสวรรค์•ตอนที่ 2

คมกระบี่สะท้อนเงาจันทร์

ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
กลิ่นอายอับชื้นของสมุนไพรชั้นเลิศผสมผสานกับควันธูปไม้จันทน์ราคาแพงลอยอลวนอยู่ภายในห้องโถงลับ ชั้นหินปูนสลักลวดลายเมฆาเก้าชั้นถูกอาบไล้ด้วยแสงสีนวลจากไข่มุกราตรีที่แขวนประดับไว้มุมห้อง บนเตียงหินหยกเย็นฉ่ำ ร่างของบุรุษผู้หนึ่งนอนสงบนิ่ง ลมหายใจของเขาแผ่วเบาดั่งเส้นไหมที่ลอยล่องตามสายลม แต่ทุกคราที่ทรวงอกกระเพื่อมไหว รอยแผลเป็นรูปดาวกระจายบนแผ่นอกกลับเปล่งประกายแสงสีดำสนิทออกมาวูบหนึ่ง ราวกับพิษร้ายกำลังกลืนกินวิญญาณของเขาอย่างช้าๆ เซียนจื่อเวยยืนนิ่งสงบดั่งรูปปั้นหยกสลัก ปลายนิ้วเรียวยาวดุจลำเทียนของนางแตะลงบนจุดชีพจรชี우ที่ข้อมือของฉินหาน ดวงตาดอกท้อคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อย สะท้อนประกายความซับซ้อนที่ยากจะหยั่งถึง นางย่อมรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้คือผู้ใด... ฉินหาน... ผู้มีฉายานาม "กระบี่อหังการ์ดับดารา" อดีตมือสังหารมือหนึ่งแห่งพรรคโลหิตทมิฬ ผู้ซึ่งหันหลังให้กับความมืดมิดและเลือกเดินบนเส้นทางแห่งการล้างผลาญสำนักใหญ่ทั้งเจ็ดเพื่อสะสางหนี้เลือดเมื่อสิบปีก่อน ทว่า เหตุใดกันเล่า... มือสังหารผู้เย็นชาไร้หัวใจผู้นี้ ถึงได้ยอมทิ้งวิถีแห่งการหลบซ่อน แล้วก้าวเข้ามาปกป้องนางจากค่ายกลเพลิงผลาญสวรรค์เมื่อคืนก่อน? "เจ้าโง่เขลา หรือว่าจงใจท้าทายทัณฑ์สวรรค์กันแน่..." เสียงหวานใสแต่เย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งในยหมื่นปีเอื้อนเอ่ยออกมาแผ่วเบา นางดึงมือกลับ พร้อมกับสะบัดแขนเสื้อกว้างคราหนึ่ง แสงกระบี่สีครามบริสุทธิ์ก็พวยพุ่งออกมาจากปลอกกระบี่หยกข้างกาย ลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศเพื่อสร้างค่ายกลคุ้ม ณ เวลานั้นเอง เปลือกตาของฉินหานก็กระตุกไหว ดูลึกซึ้งและคมกริบยิ่งกว่าคมกระบี่ใดๆ ดวงตาคู่นั้นลืมโพลงขึ้นในความมืด ปราศจากความงัวเงียของผู้เพิ่งฟื้นจากความตาย มีเพียงความเย่อหยิ่งทระนงและแววตาดุจพญาอินทรีที่มองทะลุปรุโปร่งทุกสรรพสิ่ง "ที่นี่... ไม่ใช่ปรโลกกระมัง" เสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้น ทว่าน้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความเย้ยหยันในโชคชะตา เซียนจื่อเวยไม่ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว นางจ้องมองเข้าไปในดวงตาคู่นั้น แววตาเย็นชาฉายประกายระลอกคลื่นแห่งความโล่งใจที่ถูกกดทับไว้อย่างรวดเร็วกระทั่งยากจะสังเกตเห็น "นี่คือเรือนเมฆาพิสุทธิ์ เขตหวงห้ามแห่งสำนักเมฆาจันทร์... ฉินหาน เจ้ากล้าดียังไงถึงบุกรุกเข้ามาในเขตแดนของข้า ทั้งยังเอาชีวิตมารับกระบี่เพลิงผลาญแทนข้าเมื่อคืนนี้? เจ้าคิดจะเล่นเกมตลกอะไรอีก" ฉินหานแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะแหบแห้งแต่กลับทรงพลังกดดันจนบรรยากาศรอบตัวหนักอึ้ง เขาพยายามยันกายลุกขึ้นนั่ง แม้พิษในกายจะแผดเผาเส้นเอ็นจนปวดร้าวราบนจะฉีกขาด แต่กระดูกสันหลังของเขายังคงตั้งตรงดั่งกระบี่เหล็กกล้า "เกมตลกงั้นหรือ?" ฉินหานหรี่ตามองสตรีตรงหน้า ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเป้าหมายในใบสั่งสังหารของเขา แต่วันนี้กลับยืนอยู่เบื้องหน้าในฐานะผู้ช่วยชีวิต "เซียนจื่อเวย เจ้าประเมินตัวเจ้าเองสูงเกินไป หรือประเมินความแค้นของข้าต่ำเกินไป... ข้าไม่ได้มารับกระบี่แทนเจ้า ข้าเพียงแต่... ไม่ต้องการให้เป้าหมายที่ข้าหมายหัวไว้ ต้องมาตายด้วยน้ำมือของผู้อื่นต่างหาก" คำพูดนั้นเฉียบคมราวด้ามกระบี่ที่กรีดผ่านอากาศ บรรยากาศภายในห้องโถงพลันเย็นเยียบลงชั่วพริบตา เซียนจื่อเวยขบกรามแน่น ปล่อยให้ลมปราณเย็นเยือกแผ่ซ่านออกจากร่างจนหยาดน้ำค้างบนยอดไม้ด้านนอกกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง นางก้าวเข้าไปใกล้ฉินหานทีละก้าว จนกระทั่งปลายจมูกแทบจะชิดกัน กลิ่นอายหอมเย็นของดอกเหมันต์ปะปนกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ "ปากดีนักนะ..." นางกระซิบชิดริมฝีปากของเขา แววตาดุจเซียนผู้สูงส่งเต็มไปด้วยความโกรธกรำที่ถูกซ่อนไว้ใต้ใบหน้าเรียบเฉย "ถ้าเช่นนั้น เหตุใดหัวใจของเจ้าถึงได้สั่นไหวตอนที่กระบี่ของสำนักอัคคีผลาญฟ้าพุ่งเข้าใส่ข้า? หากเจ้าต้องการฆ่าข้าจริง เหตุใดวิญญาณกระบี่ของเจ้าจึงปกป้องจุดตายของข้าเอาไว้ตั้งแต่แรกเริ่ม?" ฉินหานชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบกวาดมองใบหน้าที่งดงามจนไร้ที่ติของนาง ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วครู่ ก่อนที่มุมปากหยักลึกจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยัน "บางที... ข้าอาจจะแค่เสียดายกระบี่เล่มนี้ ที่ไม่อยากให้มันแปดเปื้อนเลือดของสตรีที่แม้แต่สวรรค์ยังไม่กล้ากำหนดชะตากรรมกระมัง" เพล้ง! เสียงกระบี่ในค่ายกลสั่นสะเทือนรุนแรง ราวกับตอบสนองต่ออารมณ์ที่พุ่งพล่านของเจ้าสำนักเมฆาจันทร์ เซียนจื่อเวยยื่นมือเรียวออกไปบีบคางของฉินหานไว้แน่น ปลายเล็บคมกริบกดลงบนผิวเนื้อจนมีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย "ฉินหาน อย่าได้ท้าทายความอดทนของข้า..." น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อยด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย "เจ้าคิดว่าเจ้าคือนักล่าที่ควบคุมทุกอย่างได้งั้นหรือ? เจ้ากำลังเดินเข้าสู่หลุมพรางที่สำนักอัคคีผลาญฟ้าและพรรคโลหิตทมิฬร่วมมือกันขุดขึ้นมาเพื่อฝังกลบเจ้าทั้งเป็น!" ฉินหานมิได้สะดุ้งสะเทือนต่อคำเตือนนั้นแม้แต่น้อย เขากลับแย้มยิ้มอย่างทระนง มือหนาข้างหนึ่งเอื้อมขึ้นกุมข้อมือเรียวของนางไว้แน่น สัมผัสความเย็นเยียบที่แผ่มาจากร่างของนาง ราวกับต้องการหลอมละลายน้ำแข็งพันปีนั้นด้วยความร้อนรุ่มในสายเลือดของตนเอง "หลุมพรางงั้นหรือ? ตั้งแต่วันที่ข้าชักกระบี่เล่มนี้ออกจากฝักเพื่อล้างบางพวกมัน ข้าก็ไม่เคยคิดจะมีชีวิตรอดกลับไปดูตะวันในวันพรุ่งนี้อยู่แล้ว..." ฉินหานโน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบข้างใบหูของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอระหง "แต่ถ้าหากข้าต้องตาย... ข้าจะลากพวกมันลงนรกไปกับข้าด้วย... และแน่นอนว่า... เจ้าจะต้องเป็นพยานในค่ำคืนสุดท้ายของพวกมันด้วยเช่นกัน จื่อเวย" คำว่า "จื่อเวย" ที่หลุดออกมาจากปากของเขาโดยปราศจากคำนำหน้าใดๆ ทำให้ร่างของนางเซียนผู้สูงศักดิ์แข็งค้างไปชั่วขณะ หัวใจที่เต้นช้ามาตลอดร้อยปีกลับกระตุกวูบอย่างรุนแรง ทว่า ก่อนที่นางจะได้กล่าวสิ่งใดตอบโต้ บรรยากาศภายนอกหน้าต่างกระดาษสาพลันแปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน! *เปรี้ยง!* เสียงสายฟ้าฟาดคำรามกึกก้องกลางท้องฟ้ายามราตรี ทั้งที่ไม่มีเค้าลางของเมฆฝนแม้แต่น้อย แสงสีแดงฉานสายหนึ่งพุ่งแหวกอากาศลงมาปะทะเข้ากับค่ายกลคุ้มกันของเรือนเมฆาพิสุทธิ์อย่างจัง แรงระเบิดมหาศาลทำให้ผนังหินสั่นสะเทือน ฝุ่นผงร่วงกราวลงมาดั่งหิมะโปรย ฉินหานหรี่ตาลงทันที สัญชาตญาณมือสังหารกรีดร้องเตือนภัยในหัว แสงสีแดงนั้นไม่ใช่สายฟ้าธรรมชาติ... แต่มันคือ "อักขระโลหิตสะกดวิญญาณ" ของพรรคโลหิตทมิฬ! และที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ... พลังปราณระดับหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์ที่กดทับลงมาจากยอดเขาเบื้องนอก กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้เรือนหลังนี้อย่างรวดเร็วดั่งพายุหมุน เซียนจื่อเวยสะบัดมือหลุดจากการเกาะกุม ใบหน้างดงามเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดในพริบตา "พวกมันมาเร็วกว่าที่คิด... ตาเฒ่าเพลิงโลหิตนำยอดฝีมือบุกมาถึงเขตวงนอกแล้ว!" ฉินหานค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้พิษในกายจะยังคงแผดเผา แต่รัศมีกระบี่ที่แผ่ออกมาจากร่างของเขากลับคมกริบขึ้นเป็นทวีคูณ เขายื่นมือไปคว้าด้ามกระบี่อหังการ์ที่วางอยู่ข้างเตียง ชักมันออกจากฝักช้าๆ เสียงคมเหล็กเสียดสีกับฝักดัง *กริ๊ง* กังวานบาดแก้วหู ประกาศถึงการกลับมาของมัจจุราชแห่งยุทธภพ "ดีนัก..." ฉินหานแย้มยิ้มเหี้ยมเกรียม ดวงตาทอประกายอำมหิต "ในเมื่อพวกมันรีบเร่งอยากลงนรกนัก ข้าก็จะสงเคราะห์ส่งพวกมันไปให้ถึงเป้าหมายเอง" เขาก้าวเท้าออกไปที่ประตูห้อง ทว่าก่อนจะก้าวพ้นธรณีประตู มือเรียวบางของเซียนจื่อเวยกลับคว้าชายเสื้อของเขาไว้แน่น ฉินหานชะงัก หันกลับไปมองนาง เซียนจื่อเวยไม่ได้เอ่ยห้าม แต่นางดึงกระบี่เซียนจื่อฟ้าออกจากฝักของตนเอง แววตาเย็นชาคู่นั้นบัดนี้สะท้อนเงาของเขาอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง "ถ้าเจ้าตาย... ข้าจะทำลายล้างสำนักทมิฬนี้ให้สิ้นซาก แล้วตามไปฝังร่างร่วมกับเจ้าใต้หลุมศพเดียวกัน" ฉินหานนิ่งอึ้งไปชั่ววินาที ก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดังลั่นด้วยความสะใจ "เช่นนั้น... เจ้าก็จงตามรอยกระบี่ของข้ามาดูให้เห็นกับตาเถอะ!" *เคร้ง!* สิ้นเสียงคำราม ประตูไม้สนหอมของเรือนเมฆาพิสุทธิ์ก็ถูกแรงระเบิดจากภายนอกพังทลายจนแหลกละเอียดเป็นจุล ท่ามกลางกลุ่มควันหนาทึบและเปลวเพลิงสีเลือดที่โหมกระหน่ำ เงาร่างนับสิบสายในชุดคลุมสีดำสนิทพร้อมหน้ากากรูปอสูรปรากฏขึ้นบนยอดหลังคา หอกโลหิตในมือของพวกมันชี้ตรงมาที่ร่างทั้งสอง และณ วินาทีนั้นเอง ที่เงาร่างหนึ่งในชุดคลุมสีทองอร่าม ก้าวออกมาจากความมืด พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่สั่นประสาทคนฟังจนแทบหยุดหายใจ— "ฉินหาน... ในที่สุด เจ้าก็โผล่หัวออกมาจากรูหนูเสียทีนะ!" โปรดติดตามตอนต่อไป... ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่อันโดดเดี่ยวนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่อหังการ์ดับดารา กับนางเซียนผู้ต้านลิขิตสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%