กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนกับไอเย็นยะเยือกของเกล็ดหิมะที่โปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย บนผืนป่าสนพันปีแห่งเขตชายแดนรอยต่อยุทธภพ ร่างหนึ่งทะยานผ่านยอดไม้ด้วยความเร็วราวสายฟ้าแลบ ปราณสีครามเข้มข้นแผ่ซ่านออกมาจากแผ่นหลังที่ชุ่มโชกไปด้วยโลหิต ทุกย่างก้าวที่ปลายเท้าแตะลงบนกิ่งสน เปลือกไม้ล้วนแตกละเอียดเป็นผุยผงด้วยแรงสะท้อนจากลมปราณอันดุดัน
ฉินหานหอบหายใจหนักหน่วง ลมหายใจของเขาพ่นออกมาเป็นไอสีขาวขุ่น ทว่านัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวคู่นั้นยังคงทอประกายเยียบเย็นและทะนงองอาจไม่เสื่อมคลาย มือขวาของเขากุมด้ามกระบี่เหล็กนิลกาฬที่ไร้ลวดลายประดับเอาไว้แน่น ราวกับว่ามันเป็นอวัยวะชิ้นสุดท้ายที่เชื่อมโยงเขากับความตายและความเป็น
เบื้องหลังของเขา ห่างออกไปเพียงชั่วลมหายใจ แสงกระบี่เจิดจ้าสามสายไล่ล่าติดตามมาอย่างไม่ลดละ เสียงแหวกอากาศดังหวีดหวิวเสียดแท้วิญญาณ
"ฉินหาน! เจ้าหนีไม่พ้นหรอก! วางกระบี่ลงแล้วยอมรับทัณฑ์สวรรค์เสีย สำนักอัคคีผลาญฟ้าและสำนักกระบี่เมฆาเมตตาไว้ชีวิตเจ้าได้เพียงแค่พิการตบะ!"
เสียงตะโกนก้องด้วยลมปราณอันทรงพลังดังสะท้อนก้องหุบเขา ผู้พูดคือ "หลี่เทียนซาน" ผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักอัคคีผลาญฟ้า ผู้ใช้กระบี่เพลิงผลาญโลกันตร์ซึ่งเป็นหนึ่งในสดยอดฝีมือแห่งยุค
ฉินหานแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ เยาะหยันทั้งฟ้าดินและผู้คน "เมตตา? ฮ่าๆๆ... คำว่าเมตตาจากพวกเจ้า สะอาดพอกลบเกลื่อนกลิ่นคาวเลือดของพี่น้องหมู่บ้านสกุลฉินแปดร้อยชีวิตที่พวกเจ้าสังหารอย่างไร้ความปรานีเมื่อคืนวานแล้วหรือ?"
สิ้นเสียงคำราม ฉินหานไม่เพียงไม่หยุดหนี แต่กลับพลิกตัวกลางอากาศอย่างงดงามราวกับพญาอินทรีสะบัดปีก ปลายกระบี่นิลกาฬชักออกจากฝักเพียงครึ่งนิ้ว ประกายแสงสีดำทมิฬตัดผ่านความมืดมิดของราตรีกาล เกิดเป็นคลื่นกระบี่คมกริบพุ่งย้อนศรกลับไปหาผู้ตามล่าอย่างไร้ความปรานี
*เปรี้ยง!*
คลื่นกระบี่ปะทะเข้ากับรังสีเพลิงของหลี่เทียนซานจนเกิดเสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหว เปลวเพลิงสีชาดและปราณกระบี่สีดำกระจายออกเป็นวงกว้าง แผดเผากิ่งสนรอบบริเวณจนกลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตา แรงสะท้อนทำให้ฉินหานกระอักเลือดคำใหญ่สีดำคล้ำออกมา เนื่องจากพิษร้ายที่ถูกซัดเข้าสู่จุดชีพจรตั้งแต่ศึกก่อนหน้าเริ่มกำเริบ แต่แววตาของเขากลับยิ่งคมกล้าและดุดันขึ้นเป็นทวีคูณ
"คิดจะหักโหมฝืนใช้ 'วิชากระบี่เก้าดับดารา' ในสภาพที่ลมปราณย้อนกลับเช่นนี้ เจ้าใกล้จะสิ้นใจตายด้วยพิษในร่างกายของตนเองอยู่แล้ว ฉินหาน!" หลี่เทียนซานเร่งความเร็วจนร่างกลายเป็นลูกไฟพุ่งทะยานเข้ามาประชิด ระยะห่างเหลือเพียงสิบวาเท่านั้น
ฉินหานกัดฟันกรอด ความเจ็บปวดรวดร้าวแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์ราวกับมีเข็มพันเล่มทิ่มแทงกระดูก เคล็ดวิชาในกายปั่นป่วนจนแทบควบคุมไม่ได้ หากเป็นยามปกติ ยอดฝีมือเช่นหลี่เทียนซานย่อมไม่ใช่คู่มือของเขาด้วยซ้ำ แต่อยามนี้เขาทั้งบาดเจ็บสาหัสและถูกพิษสลายปราณกัดกิน
เบื้องหน้าของเขาคือหน้าผาสูงชันที่ถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกหนาทึบและกระแสลมอันบ้าคลั่ง นามของมันคือ "ยอดเขาเมฆาจันทร์" เขตหวงห้ามอันลี้ลับที่ไม่มีผู้ใดในยุทธภพกล้าก้าวล่วง เพราะเล่าขานกันว่าผู้ใดที่หลงเข้าไป จะไม่เคยมีใครได้กลับออกมาอย่างมีลมหายใจอีกเลย ไม่ว่าจะเป็นเซียนหรือมาร
*ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วสินะ...*
ฉินหานแค่นยิ้มหยันให้กับโชคชะตาที่เล่นตลก ชีวิตของเขาเกิดมาเพื่อล้างแค้นและถือครองวิถีกระบี่อันโดดเดี่ยว หากจะต้องตาย ก็ต้องตายบนเส้นทางที่ตนเองเป็นผู้เลือก หาใช่ตายด้วยน้ำมือของพวกสุนัขรับใช้แห่งสำนักธรรมะจอมปลอมเหล่านี้
เขากระโดดพุ่งทะยานออกไปสู่ความว่างเปล่าเบื้องหน้า ทิ้งให้ร่างร่วงหล่นลงสู่เหวลึกที่มืดมิดดั่งหลุมศพของอนันตกาล
"มันร่วงลงไปแล้ว! ตามไปดูซากมัน!" หลี่เทียนซานหยุดฝีมือที่ริมหน้าผา ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นเมื่อเห็นศัตรูหนีรอดเงื้อมมือไปได้ แม้จะรู้ว่าก้นเหวคือเขตห้ามที่อันตรายถึงชีวิต แต่เพื่อเคล็ดกระบี่โบราณที่ฉินหานครอบครองอยู่ พวกมันไม่มีทางปล่อยให้ร่างนั้นสูญหายอย่างไร้ร่องรอยเด็ดขาด
ทว่า ในวินาทีที่ร่างของฉินหานกำลังดิ่งพสุธาลงสู่ความมืดมิดอย่างไร้ความหวัง ทันใดนั้นเอง ท่ามกลางหมู่เมฆหมอกหนาทึบที่หมุนวนราวกับมีชีวิต ปรากฏลำแสงสีขาวบริสุทธิ์สายหนึ่งพุ่งแหวกอากาศขึ้นมาด้วยความเร็วที่เหนือจินตนาการ
ลำแสงนั้นห่อหุ้มด้วยกลิ่นอายความเย็นเยือกและสูงส่งดั่งเทพเซียน มันเข้ามารองรับร่างของฉินหานไว้ได้อย่างนุ่มนวลราวกับถูกโอบอุ้มด้วยปุยเมฆ พร้อมกับเสียงกังวานใสเย็นชาดั่งน้ำค้างแข็งกลางเหมันตฤดูที่ดังสะท้อนก้องไปทั่วหุบเขา
"ผู้ใดบังอาจ... กำหนดความเป็นความตายในอาณาเขตของสำนักเมฆาจันทร์"
ร่างระหงในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ปักลายจันทร์เพ็ญยืนตระหง่านอยู่บนยอดสนโบราณเบื้องล่าง นางไม่ได้ชายตามองเหล่าผู้อาวุโสสำนักธรรมะที่ยืนอยู่ปากเหวเลยแม้แต่น้อย ดวงตาดอกท้อคู่คู่นั้นเย็นชาและลึกล้ำดั่งห้วงมหาสนิท ทว่าเมื่อกวาดสายตามามองชายหนุ่มที่นอนหมดสติอยู่ในอ้อมแขนของนาง แววตาคู่นั้นกลับสั่นไหวเล็กน้อยราวกับผิวน้ำที่ถูกโยนก้อนหินลงไป
ฉินหานที่สติเลือนรางฝืนปรือตาขึ้นเล็กน้อย เขามองเห็นใบหน้างดงามล่มเมืองที่คุ้นเคยในความทรงจำ แม้จะผ่านมาหลายปี แต่นางก็ยังคงงดงามเยือกเย็นดั่งเซียนผู้ตัดขาดจากโลกีย์เช่นเดิม
"เจ้า... ยังคงดื้อรั้นเช่นเคยนะ... เซียนจื่อเวย" ฉินหานกระซิบแผ่วเบาก่อนที่สติของเขาจะดับวูบลงในอ้อมแขนของนาง
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่บทนี้ด้วยกันนะครับ
กระบี่อหังการ์ดับดารา กับนางเซียนผู้ต้านลิขิตสวรรค์•ตอนที่ 1
โลหิตแต้มหิมะร่วงหล่น
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่อหังการ์ดับดารา กับนางเซียนผู้ต้านลิขิตสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!