หน้าจอโทรศัพท์มือถือในมือของฉันสว่างวาบในความมืด ข้อความสั้น ๆ ประโยคนั้นยังคงสะท้อนอยู่ในหัวสมองราวกับเสียงก้องกังวานในถ้ำลึก *'เกมเพิ่งเริ่มขึ้นเท่านั้น ยัยเด็กอักษร'* หัวใจของฉันเต้นรัวจนเกือบจะหลุดออกมานอกอก ความเย็นเยียบแล่นริ้วจากปลายนิ้วลามเลียขึ้นมาถึงต้นแขน ทั้งที่ห้องนอนของฉันเปิดเครื่องปรับอากาศไว้ในระดับปกติ แต่เหงื่อกาฬกลับผุดซึมตามไรผม ฉันพยายามสูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อเรียกสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับเข้าร่าง สายตาคมกริบของภาพถ่ายในจอจ้องมองตรงมายังฉัน—มันไม่ใช่ภาพเก่า มันคือภาพที่ถูกถ่ายจากมุมมืดบริเวณสนามฟุตบอลเมื่อไม่ถึงสี่นาทีที่แล้วนี่เอง
ใครกันที่ตามฉัน? ใครคือเจ้าของเบอร์ปริศนาชวนขนลุกนี้?
คำถามนับร้อยวิ่งวนอยู่ในหัวจนแทบจะระเบิด แต่เสียงเคาะประตูเบา ๆ สามครั้งจากด้านนอกกลับดึงฉันหลุดออกจากภวังค์ความคิดอันดำมืด
"พาย... แกยังไม่นอนใช่ไหม ฉันเอง มินนะ"
เสียงกระซิบของเพื่อนรักลอดผ่านบานประตูไม้เข้ามา ฉันรีบกดล็อกหน้าจอโทรศัพท์แล้วซ่อนมันไว้ใต้หมอน ก่อนจะเดินไปบิดกลอนเปิดประตูต้อนรับเพื่อนสนิทที่อยู่ในชุดนอนลายการ์ตูนสีพาสเทล
"มิน มีอะไรหรือเปล่า ดึกดื่นขนาดนี้แล้ว" ฉันพยายามดัดเสียงให้เป็นปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อไม่ให้เพื่อนต้องมานั่งกังวลกับเรื่องบ้า ๆ ที่ฉันเพิ่งเจอ
มินทำหน้ามุ่ย มือเรียวผลักไหล่ฉันเบา ๆ ให้เดินถอยหลังกลับเข้าไปในห้อง "ยัยพาย แกยังไม่รู้เรื่องใช่มั้ยเนี่ย ในกลุ่มไลน์คณะเราตอนนี้ไฟลุกท่วมแล้วนะยะ! พี่รินคนสวยขาประจำคณะวิศวะ เขาเพิ่งโพสต์รูปคู่กับพี่สิงห์ตอนไปตรวจงานโรงยิมดึก ๆ ดื่น ๆ แถมแคปชั่นยังชวนคิดไปไกลถึงดาวอังคารอีก ฉันเห็นแล้วของขึ้นแทนแกจริง ๆ นะ จะยอมให้ชะนีหน้าไหนก็ไม่รู้มาคาบพี่สิงห์สุดหล่อไปกินง่าย ๆ แบบนี้เหรอ"
ฉันฟังสิ่งที่มินพูดด้วยความรู้สึกที่ตีรันฟันแทงกันอยู่ในอก ภาพถ่ายในโทรศัพท์ของฉันเมื่อครู่ผุดขึ้นมาซ้อนทับกับข่าวที่มินเพิ่งรายงาน ภาพที่ฉันยืนอยู่คนเดียว... หรือจริง ๆ แล้ว ใครบางคนกำลังจับตาดูฉันอยู่จริง ๆ ไม่ใช่แค่เรื่องของความหึงหวงระหว่างผู้หญิง แต่ความรู้สึก "ไม่ปลอดภัย" กำลังเกาะกุมหัวใจของฉันอย่างช้า ๆ
"ฉัน... ฉันไม่ได้คิดอะไรหรอกมิน พี่สิงห์กับฉันเราไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย" ฉันตอบเสียงแผ่วเบา พยายามซ่อนแววตาสั่นระริกไว้ภายใต้รอยยิ้มเจื่อน ๆ
มินถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความขัดอกขัดใจ "โอ๊ย ยัยพายคนซื่อบื้อ! สายตากับการกระทำที่พี่สิงห์เขามีให้แกมันฟ้องชัดเจนขนาดนั้น ต่อให้คนตาบอดสนิทก็ยังดูออกว่าเขาสนใจแกมากกว่าใคร แต่ก็นั่นแหละ... พอมีข่าวกับยัยรินทีไร ฉันล่ะกลัวใจพี่แกจริง ๆ เป็นพวกฟอร์มจัด ปากแข็ง ยิ่งกว่าหินแกรนิตผสมคอนกรีตเสริมเหล็กเสียอีก"
หลังจากมินบ่นจนพอใจและขอตัวกลับห้องไปนอน ฉันกลับยิ่งนอนไม่หลับ ความกังวลเรื่องข้อความปริศนาผสมปนเปไปกับภาพความสัมพันธ์ที่คลุมเครือระหว่างสิงห์และริน จนกระทั่งเข็มนาฬิกาขยับเข้าสู่ช่วงตีสอง ฉันตัดสินใจคว้าเสื้อกันหนาวมาสวมทับชุดนอน ลากรองเท้าผ้าใบแล้วเดินออกจากหอพักมุ่งหน้าไปยังตึกคณะวิศวะ—สถานที่ที่ฉันรู้ดีว่า มักจะมีความลับซ่อนอยู่เสมอในยามวิกาล
ลมยามดึกพัดปะทะผิวกายจนต้องกระชับเสื้อกันหนาวให้แน่นขึ้น บรรยากาศรอบมหาวิทยาลัยเงียบสงบจนได้ยินเสียงจิ้งจอกรีดเรไรและเสียงฝีเท้าของตัวเองที่กระทบกับพื้นฟุตบาท ฉันเดินเลี่ยงมาทางด้านหลังโรงยimเก่าใกล้กับตึกภาควิชาเครื่องกล ซึ่งเป็นมุมอับที่นักศึกษาทั่วไปไม่ค่อยเดินผ่านยามค่ำคืน
พลัน ฝีเท้าของฉันก็ต้องหยุดชะงักลงเมื่อเห็นเงาร่างสูงโปร่งคุ้นตาของใครบางคนกำลังยืนพิงกำแพงอิฐเปลือยอยู่ตรงมุมมืด แสงไฟสลัวจากเสาไฟฟ้าริมทางส่องกระทบโครงหน้าคมคายสันจرقเด่นชัด บุคคลนั้นคือ "สิงห์" เฮดว้ากหนุ่มผู้ขึ้นชื่อเรื่องความดุและเย็นชาจนรุ่นน้องต้องก้มหน้าหนี
แต่ภาพที่ฉันเห็นในวินาทีนี้... กลับไม่มีคราบความน่าเกรงขามหรือรอยยิ้มเย่อหยิ่งใด ๆ ทั้งสิ้น
สิงห์กำลังก้มหน้าลงต่ำ มือข้างหนึ่งยกขึ้นมานวดขมับของตัวเองอย่างช้า ๆ คล้ายคนกำลังแบกรับความเหนื่อยล้าจากโลกทั้งใบไว้บนบ่า ไหล่กว้างที่เคยผึ่งผายยามคุมระเบียบ กลับห่อลงเล็กน้อยในความมืด บรรยากาศรอบตัวเขาล้อมรอบไปด้วยความเหงาและโดดเดี่ยวอย่างน่าประหลาด มันเป็นมุมอ่อนแอที่ไม่มีใครเคยได้เห็น... ไม่มีน้องปีหนึ่งคนไหนเคยรู้ และไม่มีรุ่นพี่คนไหนเคยสังเกตเห็นเลยด้วยซ้ำ
ฉันยืนนิ่งค้างอยู่ที่มุมเสา หัวใจเต้นผิดจังหวะด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งตกใจ เป็นห่วง และแปลกใจระคนกัน ฉันไม่เคยคิดเลยว่าผู้ชายที่ดูแข็งกร้าวราวกับกำแพงเหล็กคนนั้น จะมีมุมที่เปราะบางและดูโดดเดี่ยวได้มากขนาดนี้
ราวกับเขารับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของใครบางคน สิงห์ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตาคมกริบคู่นั้นตวัดมองตรงมายังจุดที่ฉันยืนอยู่ทันที ความตกใจฉายชัดในแววตาของเขาชั่วพริบตา ก่อนที่มันจะถูกแทนที่ด้วยความเรียบเฉยตามความคุ้นชิน
"ใคร..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ งดงามและบาดลึก "ดึกดื่นป่านนี้ ทำไมยังไม่ยอมกลับหอ ยัยเด็กอักษร"
ฉันสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อถูกจับได้ ขาทั้งสองข้างก้าวไม่ออก แต่ความรู้สึกบางอย่างข้างในกลับบอกให้ฉันเดินเข้าไปใกล้เขาอีกนิด ก้าวผ่านเส้นกั้นความสัมพันธ์ที่เขาสร้างขึ้นมาตลอด
"แล้วรุ่นพี่ล่ะคะ..." ฉันรวบรวมความกล้า เอ่ยถามออกไปโดยไม่หลบสายตา "ดึกดื่นป่านนี้ ทำไมถึงมายืนอยู่ตรงมุมอับคนเดียวแบบนี้ล่ะคะ? หน้าตาดูเหนื่อยมากเลยนะ... มีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า"
สิงห์ชะงักไปเล็กน้อย คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อยราวกับไม่คาดคิดว่าฉันจะกล้าถามคำถามนี้กับเขา ใบหน้าหล่อเหลานิ่งเงียบไปนานจนบรรยากาศเริ่มอึมครึม เขากวาดสายตามองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก
"เรื่องของฉัน มันไม่ใช่ธุระอะไรของเธอ" น้ำเสียงนั้นแม้จะพยายามทำให้แข็งกระด้างเหมือนเคย แต่กลับซ่อนความสั่นไหวบางเบาที่ฉันสัมผัสได้
"ถ้ามันไม่ใช่ธุระ... แล้วทำไมแววตาของรุ่นพี่ถึงดูเหมือนคนกำลังขอความช่วยเหลืออยู่ล่ะคะ" ฉันตัดสินใจก้าวเข้าไปประชิดตัวเขาอีกหนึ่งก้าว ระยะห่างระหว่างเราลดลงจนได้กลิ่นบุหรี่จาง ๆ เจือกลิ่นน้ำหอมผู้ชายสะอาด ๆ ลอยมาแตะจมูก
สิงห์มองหน้าฉันนิ่งนาน ดวงตาคู่นั้นไหววูบไปชั่วขณะ ก่อนที่เขาจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ยอมจำนนต่อสายตาที่เต็มไปด้วยความจริงใจของฉัน
"เธอนี่มัน... ดื้อด้านเสียจริงนะพาย" เขาสบถเบา ๆ ในลำคอ แต่ริมฝีปากหยักกลับยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความเยχยอกเหมือนทุกที แต่มันคือรอยยิ้มที่เหนื่อยล้าและเปราะบางที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมา
ในวินาทีที่เรากำลังยืนสบตากันท่ามกลางแสงดาวและเงาสลัวของตึกวิศวะ ทันใดนั้นเอง... หน้าจอโทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อกันหนาวของฉันก็สั่นครืดขึ้นมาอย่างรุนแรง พร้อมกับเสียงแจ้งเตือนข้อความใหม่ที่ดังขึ้นทำลายความเงียบ
ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา และทันทีที่หน้าจอสว่างวาบ หัวใจของฉันก็ร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
ไม่ใช่ข้อความตัวอักษร... แต่มันคือภาพถ่ายของฉันและสิงห์ที่ยืนอยู่ตรงนี้ ในมุมนี้... ณ วินาทีนี้เป๊ะ ๆ! พร้อมกับข้อความใหม่ด้านล่างที่ทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบจนแทบแข็งตัว
*'จับตาดูให้ดีเถอะนะคนสวย... คนที่เธอกำลังยืนปลอบอยู่นั้น ไม่ใช่คนที่เธอคิดหรอก'*
สิงห์เห็นสีหน้าซีดเผือดของฉัน เขารีบคว้าข้อมือฉันไว้แน่นด้วยความตกใจ "พาย! เป็นอะไรไป ใครส่งอะไรมาให้เธอ"
ฉันเงยหน้าขึ้นมองสิงห์ด้วยความตื่นตระหนก ก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นเงาดำตะคุ่มที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วอยู่ตรงมุมตึกร้างฝั่งตรงข้าม—มีใครบางคนกำลังแอบมองเราอยู่จริง ๆ!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและเดินทางร่วมกันมาจนถึงตอนนี้นะคะ
รักหมดใจยัยปีหนึ่งกับรุ่นพี่วิศวะสายเย็นชา•ตอนที่ 9
ความลับใต้แสงดาว
ผลงานโดย ชานมไข่มุกหวานร้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชานมไข่มุกหวานร้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รักหมดใจยัยปีหนึ่งกับรุ่นพี่วิศวะสายเย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!