กลิ่นดิน ไอฝน และเมนูอุ่นใจ ณ กระท่อมปลายนา•ตอนที่ 34

เรียนรู้ที่จะรอคอย

ผลงานโดย กระท่อมไผ่ริมธาร
"ถ้าคิดจะถอนรากมันตอนนี้ล่ะก็ ผักกาดขาวแปลงนั้นคงได้กลายเป็นปุ๋ยหมักสมชื่อจริงๆ นะคะคุณริน" เสียงทุ้มต่ำแต่เจือแววหยอกเย้าดังขึ้นเหนือแปลงผักแปลงใหญ่ รินรดาชะงักมือที่กำลังเงื้อขึ้นหมายจะจัดการถอนต้นผักกาดขาวที่แคระแกร็นไม่เป็นท่า หญิงสาวผ่อนลมหายใจยาวเหยียด ยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูงพร้อมกับใช้หลังมือปาดเหงื่อที่ซึมอยู่ตามไรผม ดวงตาคู่คมตวัดมองชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่เดินถือจอบเข้ามาใกล้ด้วยท่าทางสบายๆ ดินก้าวเท้าเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างกาย กลิ่นอายแดดและดินชื้นๆ ลอยกรุ่นมาจากตัวเขา สะท้อนถึงหยาดเหงื่อจากการทำงานหนักมาค่อนวัน แต่รอยยิ้มที่มุมปากนั้นกลับสดใสเสียจนน่าหมั่นไส้ รินรดาเบ้ปากเล็กน้อยอย่างไม่ยอมแพ้ "มันผ่านมาเกือบเดือนแล้วนะคะคุณดิน ผักพวกนี้ทำไมถึงยังสูงได้แค่คืบเดียว แถมใบยังเหลืองกรอบราวกับคนขาดสารอาหาร รินรดน้ำพรวนดิน ใส่ปุ๋ยสูตรพิเศษจากในมิติก็แล้ว ทำไมพวกมันถึงดื้อด้านนัก หรือดินแถบนี้มันไม่อำนวยความสะดวกให้ผักไฮโซอย่างพวกมันกันแน่" ดินหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงหัวเราะทุ้มๆ นั้นทำให้หัวใจที่ตึงเครียดของรินรคลายความหงุดหงิดลงไปได้เปลาะหนึ่ง ชายหนุ่มย่อตัวลงใช้มือหนาหยาบกร้านแต่ทะนุถนอม สัมผัสลงบนผิวดินร่วนซุยรอบๆ โคนต้นผักกาดขาวต้นนั้นอย่างใจเย็น "ธรรมชาติไม่เคยใจร้อนกับใครหรอกค่ะริน ผักพวกนี้ไม่ใช่ข้าวโพดหรือถั่วงอกที่จะโตข้ามคืน การที่รินเร่งรัดให้มันเติบโตด้วยปุ๋ยวิเศษ ถึงจะทำให้มันโตไวได้จริง แต่มันก็เหมือนกับการบังคับเด็กให้เรียนรู้เรื่องของผู้ใหญ่ รากของมันยังไม่แข็งแรงพอที่จะดูดซับสารอาหารทั้งหมดได้ การที่ใบบางส่วนมันเหลือง นั่นคือกระบวนการที่มันกำลังผลัดใบเพื่อสร้างรากแก้วที่มั่นคงต่างหาก" ดินเงยหน้าขึ้นสบตา นัยน์ตาสสีเข้มคู่นั้นพราวระยับด้วยความจริงใจ "บางครั้ง... การเรียนรู้ที่จะรอคอย ก็คือการลงทุนที่ดีที่สุดนะคะ" คำพูดเรียบง่ายแต่ลึกซึ้งนั้นทำให้รินรดานิ่งงัน หญิงสาวก้มมองต้นผักกาดขาวแคระแกร็นเหล่านั้นอีกครั้ง ภาพอดีตอันน่าปวดร้าวแวบเข้ามาในหัว สมandที่เธอเคยดิ้นรนแข่งขันในเมืองกรุง ทุ่มเททุกอย่างเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของครอบครัวที่มองเธอเป็นเพียงหมากตัวหนึ่ง แต่ยิ่งรีบวิ่งเท่าไหร่ ก็ยิ่งสะดุดล้มเจ็บปวดมากเท่านั้น พอก้าวเข้ามาอยู่ในกระท่อมไผ่ริมธารแห่งนี้ เธอคิดว่าเธอหลุดพ้นจากความเร่งรีบเหล่านั้นแล้ว แต่ลึกๆ เธอก็ยังติดนิสัยใจร้อนอยากเห็นผลลัพธ์ทันตาเห็นอยู่ดี นี่สินะ... บทเรียนที่ธรรมชาติพยายามสอนเธอผ่านแปลงผักแปลงนี้ "คุณดินนี่... ชักจะพูดจาคมคายขึ้นทุกวันแล้วนะคะ สงสัยไปจำคำคมมาจากไหนล่ะเนี่ย" รินรดาแสร้งกลบเกลื่อนความรู้สึกไหววับในใจด้วยการแซิวก่อนจะทรุดตัวลงนั่งยองๆ ข้างกายเขา ปลายนิ้วเรียวเอื้อมไปเกลี่ยดินรอบโคนต้นให้อย่างเบามือขึ้น "ก็ได้ค่ะ ถ้ารับปากว่าจะรอดูกันต่อไป รินก็จะอดทนรอกับเจ้าพวกนี้ดูสักตั้ง" ดินยิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับยามมองท่าทีที่อ่อนลงของหญิงสาว "ผมอยู่ข้างๆ รินเสมอนั่นแหละค่ะ ไม่ว่าผักพวกนี้จะโตช้าแค่ไหน หรือต่อให้มีใครหน้าไหนกล้ามาหาเรื่องที่กระท่อมนี้อีก ผมก็ไม่ยอมให้ใครมาทำลายแปลงผักของรินเด็ดขาด" ประโยคหลังเขากระซิบเสียงทุ้มต่ำพร้อมกับขยับตัวเข้ามาใกล้เสียจนไหล่ชนกัน รินรดาCบหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาทันทีโดยไม่รู้ตัว หญิงสาวค้อนขวับใส่คนฉวยโอกาสไปทีหนึ่งก่อนจะลุกขึ้นยืนปัดมือ "พูดมากจริงนะคะ ไปค่ะ! เที่ยงวันป่านนี้แล้ว ท้องรินเริ่มประท้วงเสียงดังแข่งกับเสียงจิ้งหรีดแล้วนะ วันนี้เราจะทำอะไรกินกันดีล่ะคะ นายแปลงผัก" "ตามใจเชฟคนเก่งเลยค่ะ ไม่ว่าจะทำอะไร ผมก็กินเกลี้ยงไม่มีเหลือทุกทีอยู่แล้ว" ดินลุกขึ้นยืนตามอย่างกระฉับกระเฉง ก่อนจะเอื้อมมือมาแย่งจอบในมือเธอไปถือไว้เสียเอง "ไปล้างไม้ล้างมือเถอะ เดี๋ยวผมเตรียมวัตถุดิบรอที่ครัวเอง" บรรยากาศยามเที่ยงวัน ณ กระท่อมไผ่ริมธารอบอวลไปด้วยความสุขสงบ เสียงน้ำไหลเอื่อยๆ จากลำธารข้างบ้านผสมผสานกับเสียงลมพัดใบไผ่เสียดสีกันเบาๆ รินรดาก้าวเข้ามาในครัวไม้โปร่งโล่ง ลมเย็นพัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างช่วยคลายความร้อนจากแดดภายนอกได้เป็นอย่างดี หญิงสาวก้าวเข้าไปเปิดมิติส่วนตัว หยิบเอาหมูสามชั้นคัดพิเศษติดมันกำลังพอดีที่หมักด้วยเครื่องเทศสูตรลับจนเข้าเนื้อ ออกมาเตรียมไว้ พร้อมกับเห็ดหอมสดๆ และหน่อไม้ดองพื้นบ้านที่เธอเพิ่งดองเก็บไว้เมื่อสัปดาห์ก่อน วันนี้เธอตั้งใจจะทำเมนูบ้านๆ ที่ให้รสชาติล้ำลึกและชวนคิดถึงบ้าน "แกงคั่วหน่อไม้ดองใส่หมูสามชั้น" เมนูที่ต้องใช้ความอดทนในการเคี่ยวเคี่ยวพริกแกงกับกะทิให้แตกมัน เพื่อให้รสชาติกลมกล่อมซึมซาบเข้าสู่เนื้อหมูและหน่อไม้ดองอย่างแท้จริง ไม่นานนัก กลิ่นหอมฟุ้งของพริกแกงเผ็ดสูตรตำเองกับมือก็โชยฉุยไปทั่วบริเวณ เมื่อเธอตักพริกแกงลงผัดกับหัวกะทิเคี่ยวจนแตกมัน ส่งกลิ่นหอมฉุนเตะจมูก สีแดงส้มสวยงามตัดกับความเขียวขจีของใบมะกรูดฉีกและพริกชี้ฟ้าแดงที่โรยแต่งหน้า กลิ่นหอมเย้ายวนนี้ลอยไปตามสายลม พัดผ่านออกไปนอกรั้วกระท่อม จนทำให้คนที่เดินผ่านไปมาแถบนั้นต้องหยุดชะงักสูดกลิ่นเข้าปอดลึกๆ ดินที่กำลังนั่งเหลาไม้ไผ่อยู่ที่ชานบ้านถึงกับวางมือในสิ่งที่ทำอยู่ เขาหันมาสูดกลิ่นหอมนั้นเข้าเต็มปอดก่อนจะยิ้มกว้างออกมา "กลิ่นแบบนี้... ต่อให้ต่อคิวรอกลางสายฝน ผมก็ยอมค่ะริน" รินรดาแอบอมยิ้มอยู่ที่หน้าเตา เธอตักแกงคั่วหน่อไม้ดองร้อนๆ ใส่ชามดินเผาใบโต ควันฉุยพวยพุ่งพร้อมกับกลิ่นหอมของเครื่องแกงและเปรี้ยวเค็มกำลังดีของหน่อไม้ดอง ชวนให้อยストท้องร้องโครกครากยิ่งนัก เธอตักข้าวสวยร้อนๆ หุงด้วยข้าวไร่หอมมะลิเม็ดอวบอ้วนใส่จาน พร้อมกับเตรียมผักสดกรอบๆ จากแปลงข้างบ้านมาเคียงคู่ ทว่า... ในจังหวะที่ทั้งสองกำลังจะนั่งลงร่วมโต๊ะอาหารอันแสนอบอุ่นนั้นเอง เสียงเคาะประตูกลับดังขึ้นอย่างรุนแรงและไร้ซึ่งมารยาทที่หน้ารั้วกระท่อม! ปัง! ปัง! ปัง! "เปิดประตูเดี๋ยวนี้! นังลูกอกตัญญู! แกหลบมาเสวยสุขอยู่ถึงนี่เองรดานะ!" เสียงแหลมสูงอันคุ้นเคยและน่ารำคาญใจดังแผดขึ้นทำลายความสงบสุขของบ่ายวันนั้นจนหมดสิ้น รินรดาชะงักมือที่กำลังจะตักข้าวเข้าปาก รอยยิ้มละมุนบนใบหน้าเลือนหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยแววตาคมกริบที่เย็นเยียบราวน้ำแข็ง ดินวางช้อนลงช้าๆ ใบหน้าคมคายที่เคยเปี่ยมด้วยรอยยิ้มอบอุ่น บัดนี้กลับเรียบตึงจนน่ากลัว ดวงตาสีเข้มวาวโรจน์ขึ้นมาวูบหนึ่งอย่างไม่ปิดบัง ร่างที่ก้าวเข้ามาทางประตูรั้วที่เปิดอ้าซ่า ไม่ใช่ใครที่ไหน... แต่เป็นคุณนายวิไล แม่เลี้ยงใจร้ายของเธอ ที่ควงคู่มากับรวินดา น้องสาวต่างแม่ผู้มีสีหน้าเหยียดหยามและพกความอิจฉาริษยามาเต็มกระเป๋า พร้อมกับชายฉกรรจ์ร่างใหญ่ท่าทางนักเลงอีกสองคนเดินตามหลังมาติดๆ "แหม... อยู่กันอย่างมีความสุขเชียวนะยะ อยู่ในกระท่อมโทรมๆ แบบนี้ แกคิดว่าจะหนีพ้นความจริงไปได้พ้นหรือไง!" คุณนายวิไลกวาดสายตามองไปรอบๆ ครัวด้วยท่าทางขยะแขยง ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่หม้อแกงคั่วหน่อไม้ดองที่ยังส่งควันกรุ่นอยู่บนโต๊ะ "กลิ่นอะไรเหม็นเปรี้ยวชะมัด กินเข้าไปได้ยังไงของต่ำๆ แบบนี้!" รินรดาลุกขึ้นยืนช้าๆ ท่าทางสง่างามไร้ความหวาดกลัวแม้แต่น้อย หญิงสาวปัดมือเบาๆ แล้วก้าวออกไปเผชิญหน้ากับผู้มาเยือนอย่างไม่เกรงกลัว "ที่นี่คือบ้านของฉัน และอาหารบนโต๊ะนี่ก็เป็นน้ำพักน้ำแรงของฉัน ถ้าพวกคุณไม่รังเกียจที่จะเข้ามาพ่นพิษใส่ที่นี่ ทางออกอยู่ตรงโน้นค่ะ เชิญไสหัวออกไปก่อนที่ฉันจะหมดความอดทน!" รวินดาแค่นเสียงหัวเราะเยาะ "อุ๊ย! ปากคอเราะร้ายขึ้นนะยะนังรดา แกคิดว่ามีไอ้หนุ่มชาวไร่จนๆ คนนี้คอยหนุนหลังแล้วจะกร่างใส่ฉันได้เหรอ วันนี้แม่มาเพื่อลากตัวแกกลับไปรับผิดชอบเรื่องหนี้สินที่แกก่อไว้กับตระกูล! เตรียมตัวเก็บข้าวของแล้วไसตามฉันกลับกรุงเทพฯ เดี๋ยวนี้!" สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นในพริบตา บรรยากาศรอบกระท่อมไผ่ริมธารเงียบสงบลงราวกับเสียงเพลงถูกตัดขาด ทว่า... ในขณะที่รวินดากำลังยื่นมือเข้ามาหมายจะกระชากแขนของรินรดานั้นเอง ดินก็ก้าวเข้ามาขวางกลางระหว่างสองคนเอาไว้ด้วยความเร็วดุจพายุ พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก ซึ่งเป็นรอยยิ้มที่ทำให้คนมองต้องสันหลังวาบอย่างบอกไม่ถูก "มือสกปรกๆ แบบนี้... อย่าบังอาจมาแตะต้องภรรยาผมแม้แต่นهاยเดียวค่ะ" ดินเอ่ยเสียงเรียบแต่น่าเกรงขาม คุณนายวิไลหน้าเสียเมื่อสบเข้ากับดวงตาคมกริบดุจพญาเสือของชายหนุ่มร่างใหญ่ ทว่าก่อนที่ใครจะได้ทันขยับตัวทำอะไรต่อ จู่ๆ เสียงรถกระบะคันหรูติดฟิล์มดำสนิทก็แล่นเข้ามาจอดเทียบท่าหน้ากระท่อมอย่างกะทันหัน ประตูรถเปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของบุคคลที่ไม่คาดฝันที่สุด... คนที่ถือสัญญาเงินกู้ฉบับจริงที่สามารถพลิกเกมชีวิตของรินรดาได้ในพริบตาเดียว! (โปรดติดตามตอนต่อไป...) -------------------------------------------------- ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงร่วมเดินทางและเคียงข้างไปกับความอุ่นใจของกระท่อมไผ่ริมธารนะคะ
สารจากนักเขียน (กระท่อมไผ่ริมธาร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กลิ่นดิน ไอฝน และเมนูอุ่นใจ ณ กระท่อมปลายนา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%