กลิ่นดิน ไอฝน และเมนูอุ่นใจ ณ กระท่อมปลายนา•ตอนที่ 41

การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ

ผลงานโดย กระท่อมไผ่ริมธาร
คราบน้ำตาที่แห้งกรังบนพวงแก้มของรินรดา ไม่ได้น่าอายเท่าความจริงที่เพิ่งถูกเปิดเปลือยออกมาระหว่างเงาตะคุ่มของเสาเรือน เสียงหอบหายใจของเธอยังคงสั่นระริก สอดรับกับเสียงจิ้งรีดเรไรรอบกระท่อมที่ดังระงมราวกับจะประโคมข่าวความร้าวฉานในอดีต ดินไม่ได้ขยับตัวหนี เขาเพียงแต่ขยับมือหนาออกจากการกุมไหล่เธอช้าๆ ปล่อยให้ความอบอุ่นจางหายไปแทนที่ด้วยสายลมชื้นยามดึกที่พัดผ่านช่องฝาไม้ไผ่เข้ามา ดวงตาคมกริบภายใต้แสงตะเกียงน้ำมันก๊าดไม่ได้ทอประกายความสมเพชเวทนา มีเพียงความลึกซึ้งที่อ่านไม่ออก "คุณไม่ได้เป็นเชฟที่หนีคดีความตามใบปลิวพวกนั้นหรอกค่ะ ริน" น้ำเสียงของดินทุ้มต่ำและราบเรียบ ทว่าทรงพลังจนทำให้คนที่กำลังสะท้านไหวต้องเงยหน้าขึ้นมอง "แต่คุณกำลังหนี... เสียงปรบมือของคนอื่นที่ดังเกินไปจนหนวกหูต่างหาก" รินรดาเม้มริมฝีปากแน่นจนซีดขาว ความลับที่ถูกซุกซ่อนไว้ใต้เศษดินโคลนและคราบเขม่าควันไฟตลอดสองปีเต็ม พังทลายลงด้วยคำพูดเรียบง่ายเพียงประโยคเดียวจากปากชายหนุ่มผู้มีกลิ่นดินติดกายเสมอ เธอหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ—เสียงหัวเราะที่แห้งผากและขื่นขมยิ่งกว่าเกลือเม็ดหยาบ "คุณรู้อะไรไหมคะ ดิน..." รินรดากล่าวเสียงพร่า มือบางเอื้อมไปหยิบกาชาสมุนไพรที่เริ่มเย็นชืดขึ้นมาหมุนเล่น ปลายนิ้วเรียวสั่นเทาเล็กน้อย "ตอนที่ฉันยืนอยู่หน้าเตาไฟในห้องอาหารระดับมิชลินสามดาว ทุกคนคาดหวังความสมบูรณ์แบบ... ไข่ดาวต้องกลมพอดี ซอสต้องเงางามไร้ที่ติ และรสชาติ... ต้องถูกปากนักวิจารณ์อาหารที่พร้อมจะเหยียบย่ำอนาคตฉันได้ด้วยปากกาเพียงด้ามเดียว ไม่มีใครสนใจเลยว่า... วันนั้นฉันอยากใส่มันฝรั่งลงไปเยอะๆ สักหน่อยเพราะมันให้ความรู้สึกเหมือนบ้าน หรืออยากเติมเกลือเกินไปนิดเพราะชีวิตมันเค็มอยู่แล้ว" ดินยังคงนิ่งฟัง เขาไม่ขัดจังหวะ ปล่อยให้สายน้ำแห่งความอัดอั้นที่ถูกกักเก็บไว้หลังเขื่อนพังทลายลงมาทีละน้อย แววตาสีเข้มคู่นั้นสะท้อนภาพหญิงสาวผู้เคยโด่งดังบนหน้าหนังสือพิมพ์อาหาร แต่บัดนี้เหลือเพียงแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่กำลังโหยหาความสงบสุขในกระท่อมปลายนา "และนั่นคือเหตุผล... ที่ทำให้ฉันเลือกที่จะเดินออกมา" รินรดาหันมาสบตาเขาตรงๆ นัยน์ตากลมโตไหวระริกด้วยหยาดน้ำตาที่เอ่อคลออีกครั้ง "แต่การหนีมาอยู่ที่นี่ไม่ได้แปลว่าฉันจะซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ไปได้ตลอดชีวิตหรอกนะคะ ดิน เงินเก็บก้อนสุดท้ายกำลังจะหมดลง... และกระท่อมหลังนี้... ก็จำเป็นต้องซ่อมแซม" คำว่า 'ซ่อมแซม' และ 'เงินเก็บก้อนสุดท้าย' ทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไป ความดราม่าถูกแทนที่ด้วยความจริงอันแสนสามัญของโลกมนุษย์ รินรดาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ เธอนิ่งคิดอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยความคิดที่วนเวียนอยู่ในหัวมาหลายวันด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงขึ้นกว่าเดิม "ฉันตัดสินใจแล้วค่ะ..." รินรดาเงยหน้าขึ้น มองตรงไปยังดินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นระคนลังเล "ฉันจะเปิดบ้านหลังนี้... เป็นที่พักโฮมสเตย์เล็กๆ สำหรับคนที่อยากหลีกหนีความวุ่นวายแบบเดียวกับฉัน และ... ฉันจะทำอาหารพื้นบ้านจากวัตถุดิบในไร่ของคุณเลี้ยงพวกเขา" ดินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปากหนา ไม่มีความประหลาดใจเจืออยู่ในนั้น มีเพียงประกายแห่งความพอใจที่ซ่อนอยู่ลึกซึ้ง "ความคิดไม่เลวเลยนี่คะ เชฟริน" ดินเอ่ยแซinเบาๆ "คุณคิดว่าคนเมืองที่ติดแอร์เย็นฉ่ำ จะทนกลิ่นโคลนสาบควายและเสียงกบเขียดร้องระงมในยามค่ำคืนได้สักกี่น้ำกันเชียว?" "พวกเขาทนได้แน่ค่ะ... ถ้าอาหารบนโต๊ะมันเยียวยาหัวใจพวกเขาได้มากพอ" รินรดาตอบกลับทันควัน ความมั่นใจในฐานะเชฟมืออาชีพกลับมาทอประกายในแววตาของเธออีกครั้ง "จำแกงป่าหัวปลีใส่ไก่บ้านฝีมือฉันเมื่อวานนี้ได้ไหมล่ะคะ? นั่นแหละคืออาวุธลับของฉัน" วันรุ่งขึ้น แสงแดดสายๆ ไม่ได้นุ่มนวลอย่างที่เคยเป็น แต่เสียงตอกตะปูและเสียงเลื่อยไม้กลับดังระรัวทำลายความเงียบสงบของกระท่อมปลายนา รินรดารemร่าเริงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เธอมัดผมรวบเป็นมวยหลวมๆ สวมเสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายสีครีมพับแขนขึ้นจนถึงข้อศอก และกางเกงเลย์สีเทาเปื้อนฝุ่นดิน เธอกำลังใช้กระดาษทรายขัดโต๊ะไม้ไผ่เก่าๆ บนระเบียงหน้าบ้านด้วยความตั้งใจ หยาดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามไรผมและกรอบหน้าสวย รินรดายกหลังมือขึ้นปาดเหงื่อออกลวกๆ จนแก้มเนียนเปื้อนคราบฝุ่นไม้สีขาว กลายเป็นภาพที่ดูมีชีวิตชีวาและน่าเอ็นดูในเวลาเดียวกัน "ถ้าขัดแรงกว่านี้ โต๊ะตัวนี้คงทะลุเป็นรูแน่ค่ะ เชฟริน" เสียงทุ้มคุ้นเคยดังขึ้นพร้อมกับเงาของร่างสูงใหญ่ที่ก้าวขึ้นมาบนระเบียง ดินแบกแผ่นไม้สักเก่าขนาดพอเหมาะมาด้วยสองแผ่น ในมืออีกข้างถือกล่องเครื่องมือช่าง รอยยิ้มอบอุ่นฉาบอยู่บนใบหน้าคมคายที่โดนแดดเลียจนผิวเป็นสีแทน "ก็ฉันอยากให้มันเสร็จทันก่อนแขกกลุ่มแรกมาถึงนี่คะ" รินรดาเงยหน้าขึ้นตอบเสียงใส พลางวางกระดาษทรายลงบนโต๊ะ เธอใช้แขนเสื้อเช็ดหน้าผากตัวเองอีกครั้ง "ว่าแต่... คุณเอาแผ่นไม้พวกนี้มาจากไหนคะ?" "ไม้เก่าจากโรงนาฉันเองค่ะ เอามาทำเป็นป้ายชื่อกระท่อมกับทำชั้นวางหนังสือเพิ่ม น่าจะเข้ากับสไตล์ดิบๆ ของคุณดี" ดินวางแผ่นไม้ลงกับพื้นเสียงดังทึบ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งยองๆ ข้างๆ กองไม้ แล้วหยิบไขควงขึ้นมาตรวจเช็กความเรียบร้อย "แล้วตกลง... คุณตั้งชื่อโฮมสเตย์ของเราว่าอะไรหรือยังคะ? หรือจะใช้ชื่อเดิม 'กระท่อมปลายนา'?" รินรดานิ่งคิด ดวงตากลมโตมองทอดออกไปไกลยังทุ่งนาเขียวขจีที่กำลังล้อไปกับสายลม สายลมอ่อนๆ พัดพาเอา
สารจากนักเขียน (กระท่อมไผ่ริมธาร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กลิ่นดิน ไอฝน และเมนูอุ่นใจ ณ กระท่อมปลายนา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%