กลิ่นดิน ไอฝน และเมนูอุ่นใจ ณ กระท่อมปลายนา•ตอนที่ 42

ขนมหวานจากฟักทอง

ผลงานโดย กระท่อมไผ่ริมธาร
"ถ้าพักทองลูกนี้ยังแข็งอยู่แบบนี้ เด็กๆ แถวนี้คงได้ใช้แทนลูกบอลเตะเล่นแน่ค่ะคุณริน..." เสียงทุ้มต่ำของดินดังขึ้นพร้อมกับเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชือกฝ้ายสีมอๆ กำลังใช้ปลายนิ้วเคาะลงบนเปลือกฟักทองสีทองอร่ามลูกโตที่วางอยู่บนโต๊ะไม้สักเก่าคร่ำครึ รินรดาสะดุ้งเล็กน้อยหลุดจากภวังค์ความคิดที่วนเวียนเรื่องความคาดหวังของมารดาเมื่อหลายวันก่อน ดวงตากลมโตกระพริบปริบๆ ก่อนจะมองค้อนคนตัวโตที่ถือวิสาสะเดินเข้ามาในครัวเปิดโล่งของกระท่อมปลายนาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ กลิ่นหอมจางๆ ของดินชื้นหลังฝนตกยังคงลอยอวลผสมผสานกับกลิ่นไอน้ำจากเตาฟืน รินรดาผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ ปัดเศษแป้งที่ติดอยู่ข้างแก้มออกด้วยหลังมืออย่างไม่ค่อยใส่ใจนัก "ถ้าต้มไม่สุกก็คงต้องเป็นอย่างนั้นล่ะค่ะคุณดิน... แต่รินไม่ได้จะเอามาทำแกงบวดเสียหน่อย" เชฟสาวเอ่ยตอบเสียงเรียบ นัยน์ตาคู่สวยฉายแววท้าทายเล็กน้อย "วันนี้เราจะทำ ‘ฟักทองสังขยา’ สูตรแป้งเหนียวนุ่มละมุนลิ้นแบบโบราณ ขนมที่จะทำให้เด็กๆ วิ่งมาเข้าแถวหน้ากระท่อมตั้งแต่ยังไม่ทันตั้งหม้อต่างหากล่ะคะ" ดินเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นอย่างนึกสนุก เขาสลัดคราบชาวสวนผู้เงียบขรึมมาเป็นผู้ช่วยจำเป็น เดินเข้าไปใกล้โต๊ะเตรียมอาหารจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากตัวเขา "อ๋อ... ขนมที่ทำให้เด็กดื้อแถวนี้ยอมสงบปากสงบคำได้สินะครับ... เอ๊ย! หมายถึง... สติค่ะคุณริน พอดีติดปาก..." ดินรีบแก้คำพูดทันทีเมื่อเห็นสายตาคมกริบของหญิงสาวตวัดมอง รินรดายิ้มมุมปากนิดๆ อย่างรู้ทัน แต่ไม่ได้เอ่ยทักท้วงอะไร เธอหันกลับมาสนใจฟักทองลูกยักษ์ตรงหน้า มีดปอกผลไม้ในมือคมกริบถูกจรดลงบนขั้วสีเขียวเข้ม กลิ่นหอมหวานอ่อนๆ ของเนื้อฟักทองดิบโชยเตะจมูกทันทีที่เปลือกนอกถูกเฉือนออก เป็นกลิ่นหอมละมุนตามธรรมชาติที่ไม่มีสารเคมีเจือปน ราวกับผืนดินผืนนี้ตั้งใจโอบอุ้มความหวานนี้ไว้ให้พวกเขาโดยเฉพาะ ในขณะที่คมมีดกำลังบรรจงคว้านไส้ฟักทองออกอย่างระมัดระวัง ภาพความทรงจำเก่าๆ ก็แวบเข้ามาในหัว รินรดายังจำเสียงถอนหายใจของมารดาในห้องครัวคอนโดหรูใจกลางกรุงเทพฯ ได้ดี ตอนที่เธอยังเป็นเด็กฝึกงานในร้านอาหารฝรั่งเศสระดับมิชลินสตาร์ แม่เคยบอกว่า *‘อาหารที่ดีต้องมีความสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ไม่ใช่ขนมพื้นบ้านที่ใครก็ทำกินกันได้ตามมีตามเกิด’* ความคาดหวังที่กดทับราวกับก้อนหินนั่น เคยทำให้เธอวิ่งตามหาความสำเร็จจนลืมไปว่า... รสชาติที่แท้จริงของความสุข มักซ่อนอยู่ในความเรียบง่ายและรอยยิ้มของผู้คนรอบตัวต่างหาก "ใจลอยไปถึงไหนแล้วคะเชฟ... เดี๋ยวก็ได้ปาดโดนนิ้วสวยๆ หรอก" เสียงเตือนกระซิบแผ่วเบาข้างใบหู พร้อมกับฝ่ามืออุ่นจัดที่เอื้อมมาแตะข้อศอกของเธอเบาๆ เพื่อดึงให้ถอยห่างจากคมมีดเสี่ยงอันตราย รินรดาสั่นศีรษะน้อยๆ เพื่อไล่ความคิดฟุ้งซ่าน ปล่อยให้ความอบอุ่นจากฝ่ามือของชายหนุ่มซึมซับเข้ามาในหัวใจที่เคยอ้างว้าง "เปล่าค่ะ... รินแค่กำลังคิดว่า ถ้าเราใส่กะทิเคี่ยวกับน้ำตาลโตนดแท้ๆ จากสวนบ้านยาย ใช้น้ำใบเตยหอมคั้นสดๆ กลิ่นคงจะหอมฟุ้งไปทั่วทุ่งนาแน่ๆ" รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตาคมเข้ม ระยะห่างระหว่างกันทำให้ได้กลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นแดดและไอดินจากตัวเขา ชั่วขณะหนึ่ง... หัวใจเจ้ากรรมก็เต้นผิดจังหวะอย่างไม่มีเหตุผล ดินชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมคู่นั้นไหววับด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าคำว่าเพื่อนบ้าน เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะเบนสายตาไปมองกะละมังใบโตที่เตรียมไว้สำหรับผสมแป้ง "งั้น... เดี๋ยวผมรับหน้าที่นวดแป้งเองครับ รับรองว่าเหนียวนุ่มสะใจเด็กๆ แน่นอน แรงงานราคาถูกคนนี้พร้อมใช้งานแล้วครับคุณริน" บรรยากาศในครัวเล็กๆ อบอวลไปด้วยความเงียบงันที่มีเสียงหัวใจเต้นเป็นจังหวะ รินรดาเริ่มลงมือขูดเนื้อฟักทองบางส่วนมานวดผสมกับแป้งข้าวเจ้าและแป้งมันสำปะหลัง เติมกะทิสดคั้นคั้นด้วยมือทีละน้อย กลิ่นหอมมันของกะทิตัดกับกลิ่นหอมหวานของฟักทองอบอวลไปทั่วบริเวณ มือเรียวบางนวดแป้งอย่างตั้งอกตั้งใจ ทุกสัมผัสเต็มไปด้วยความประณีต ราวกับกำลังบรรจงสร้างสรรค์งานศิลปะชิ้นเอกชิ้นหนึ่ง ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าเล็กๆ วิ่งตึงตังมาหยุดอยู่ที่รั้วไม้ไผ่หน้ากระท่อม ตามมาด้วยเสียงเจื้อยแจ้วของเด็กๆ สามสี่คนที่เดินตามกันมาติดๆ นำโดยเจ้าตัวแสบประจำหมู่บ้านอย่างเจ้ากล้า ที่ส่งเสียงร้องลั่นมาแต่ไกล "พี่รินจ๋า! ได้กลิ่นอะไรหอมๆ ลอยมาถึงบ้านหนูเลยค่ะ! วันนี้มีขนมอะไรกินอ่า?" รินรดายิ้มกว้างออกมาทันที รอยยิ้มที่หาได้ยากจากเชฟสาวผู้เคร่งขรึม เธอหันไปมองหน้าดินที่กำลังยิ้มเอ็นดูไม่แพ้กัน "นั่นไงคะ... กลิ่นหอมทำหน้าที่ของมันเรียบร้อยแล้ว" รินรดาจัดการเทส่วนผสมสังขยาฟักทองเนียนนุ่มลงในลูกฟักทองที่คว้านไส้เตรียมไว้จนเต็มปริ่ม ก่อนจะยกขึ้นตั้งบนลังน้ำเดือดพลั่านที่ส่งไอน้ำพวยพุ่ง กลิ่นหอมของกะทิ น้ำตาลโตนด และใบเตยคละคลุ้งผสมผสานกันจนกลายเป็นกลิ่นหอมอบอวลที่ชวนให้ท้องร้อง ดินคอยช่วยคุมฟืนในเตาอย่างขยันขันแข็ง คอยระวังไม่ให้ไฟแรงเกินไปจนเนื้อสังขยาเดือดปุดและไม่เนียนสวย สายตาของเขามักจะแอบมองเสี้ยวหน้าหวานของหญิงสาวที่กำลังนั่งรอคอยเวลาขนมสุกด้วยความอ่อนโยนเสมอ เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ รู้ตัวอีกที แสงอาทิตย์ยามบ่ายก็เริ่มทอประกายสีทองส้มสาดส่องผ่านม่านใบไม้ไผ่ ทอดเงายาวทาบทับลงบนพื้นไม้กระดาน รินรดาเปิดฝาลังถึงออก ไอความร้อนสีขาวโพลนพวยพุ่งพร้อมกับกลิ่นหอมหวานอันเป็นเอกลักษณ์ที่กระจายตัวออกไปจนเด็กๆ ที่นั่งรออยู่หน้าชานเรือนส่งเสียงร้องเฮลั่นด้วยความดีใจ ฟักทองสังขยาเนื้อเนียนสีเหลืองทองอร่ามตัดกับสีเขียวเข้มของเปลือกฟักทองดูงดงามราวกับภาพวาด รินรดาใช้มีดคมตัดแบ่งขนมออกเป็นชิ้นสามเหลี่ยมพอดีคำ ควันจางๆ ยังคงลอยกรุ่นขึ้นมาจากเนื้อสังขยาที่นุ่มละมุนจนแทบจะละลายในปาก เธอตักใส่กระทงใบตองแห้งที่เย็บไว้อย่างประณีต ส่งให้เด็กๆ ที่นั่งรอด้วยความตื่นเต้น "ระวังร้อนด้วยนะคะ..." รินรดากล่าวเตือนด้วยรอยยิ้มอิ่มเอมใจ เมื่อเห็นเด็กๆ กัดคำแรกเข้าไปแล้วทำตาโตด้วยความอร่อย ดินยื่นแก้วน้ำชาสมุนไพรเย็นๆ มาให้เธอดื่มแก้กระหาย รินรดารับมาดื่มอึกใหญ่ ความหวานเย็นชื่นใจช่วยคลายความเหนื่อยล้าลงได้เป็นปลิดทิ้ง ทว่า... ในขณะที่บรรยากาศกำลังดำเนินไปอย่างอบอุ่นและเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม เสียงรถกระบะคันคุ้นเคยที่จอดเทียบท่าหน้าแปลงผักก็ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของรินรดาสลายหายไปในพริบตา ประตูรถเปิดออก พร้อมกับการก้าวลงมาของชายวัยกลางคนในชุดสูทเนี้ยบ ใบหน้าเคร่งขรึมและแววตาดุดันที่เธอจำได้ไม่มีวันลืม—คุณพ่อผู้ไม่เคยยอมรับในเส้นทางสายนี้ของเธอ ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ รินรดานิ่งงดงามอยู่บนชานเรือน ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งราวกับถูกตรึงไว้กับพื้นไม้ ดินสังเกตเห็นความผิดปกติจึงรีบวางถาดไม้ในมือลงแล้วขยับเข้าไปยืนเคียงข้างเธออย่างเงียบๆ ทว่ามั่นคง ร่างสูงใหญ่ส่งความอบอุ่นผ่านไหล่กว้างที่สัมผัสเบาๆ ราวกับจะบอกว่าเธอยังมีเขาอยู่ตรงนี้เสมอ ชายวัยกลางคนกวาดสายตามองสภาพแวดล้อมรอบตัวลูกสาวด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะก้าวเท้าขึ้นมาบนชานเรือนกระท่อมปลายนาอย่างถือวิสาสะ ดวงตาคมกริบกวาดมองฟักทองสังขยาในกระทงใบตอง ก่อนจะหยุดนิ่งที่ใบหน้าของรินรดาด้วยน้ำเสียงเย็นชาที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ "ริน... ลูกคิดจะทิ้งอนาคตทั้งหมดในเมืองกรุง เพื่อมานั่งทำขนมพื้นบ้านให้พวกเด็กกะโปโลพวกนี้กินไปจนวันตายจริงๆ หรือไง?" ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและแบ่งปันความอบอุ่นในทุกตัวอักษรไปกับ "กระท่อมไผ่ริมธาร" นะคะ
สารจากนักเขียน (กระท่อมไผ่ริมธาร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กลิ่นดิน ไอฝน และเมนูอุ่นใจ ณ กระท่อมปลายนา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%