"ริน... ลูกคิดจะทิ้งอนาคตทั้งหมดในเมืองกรุง เพื่อมานั่งทำขนมพื้นบ้านให้พวกเด็กกะโปโลพวกนี้กินไปจนวันตายจริงๆ หรือไง?"
เสียงถอนหายใจหนักหน่วงพร้อมคำถามเชือดเฉือนจากมารดา ยังคงก้องกังванอยู่ในโสตประสาท แม้ว่ารถยนต์หรูคันนั้นจะแล่นลับตาออกไปจากเขตไร่ปลายนาแล้วก็ตาม รินรดายืนนิ่งอยู่หน้าเตาถ่าน กลิ่นหอมของน้ำตาลโตนดเคี่ยวกับกะทิสดกำลังเดือดปุดๆ ส่งกลิ่นหอมหวานอบอวลไปทั่วห้องครัวดินเผา ทว่ารสชาติในใจกลับฝาดเฝื่อนอย่างประหลาด
ปลายนิ้วเรียวยาวที่ใช้ไม้พายคนขนมชะงักไปครู่หนึ่ง เธอมองละอองไอน้ำที่ลอยกรุ่นขึ้นปะทะกับหลังคาแฝก ดวงตากลมโตไหวระริกเล็กน้อยก่อนจะกลับมาสงบนิ่งดังเดิม อนาคตที่มารดาพยายามขีดเส้นให้—ชีวิตที่ต้องวนเวียนอยู่ภายใต้ความคาดหวัง ส้นสูงที่คลิกเสียงบนพื้นหินอ่อนขัดเงา และห้องครัวสเตนเลสสตีลที่เย็นชา—สิ่งเหล่านั้นเคยเป็นกรงทองที่เธอเกือบจะยอมจำนน หากไม่ใช่เพราะเสียงหัวใจที่เรียกร้องหาความหมายที่แท้จริงของการมีชีวิตอยู่
"ถ้าเหนื่อยนัก ก็พักก่อนเถอะค่ะ"
เสียงทุ้มต่ำแต่นุ่มนวลดังขึ้นจากทางประตูกระท่อม ดินก้าวเข้ามาด้วยรองเท้าบูทเปื้อนโคลนแห้งกร้าน ในมือถือตะกร้าหวสานใส่ใบตองสดที่เพิ่งไปตัดมาจากสวนหลังบ้าน รอยยิ้มที่มุมปากของชายหนุ่มไม่ได้กว้างขวางจนเกินพอดี แต่เพียงพอที่จะทำให้รอยร้าวในอกของหญิงสาวค่อยๆ สมานตัวลงอย่างช้าๆ
รินรดาไม่ตอบคำถาม เขาเพียงแต่ยื่นแก้วชาอุ่นๆ ที่ชงจากดอกเก๊กฮวยป่าผสมใบเตยให้ ชายหนุ่มรับไม้พายจากมือเธอไปถือไว้แทนอย่างรู้ใจ การกระทำที่ไร้คำพูดแต้มความอบอุ่นลงบนพื้นที่ว่างระหว่างคนทั้งสองได้อย่างพพอดี
"บางครั้ง... การที่เราเลือกเดินในทางที่คนอื่นมองไม่เห็น ก็ไม่ได้แปลว่าเราหลงทางหรอกนะคะ ริน" ดินเอ่ยขึ้นเบาๆ ขณะใช้ไม้พายคนขนมต่อด้วยจังหวะสม่ำเสมอ "ผืนดินตรงนี้ก็เหมือนกัน ตอนที่ฉันบอกว่าจะพลิกฟื้นมันขึ้นมา ใครๆ ก็หัวเราะเยาะ บอกว่ามันเป็นที่ดินตาบอด ไม่มีราคาค่างวดอะไร... แต่ดูตอนนี้สิคะ มันออกดอกออกผลให้เราได้พึ่งพาอาศัย"
คำพูดของดินเปรียบเสมือนสายน้ำเย็นที่รดลงบนรากไม้ที่กำลังร้อนผ่าว รินรดายกแก้วชาขึ้นจิบ ความหอมหวานละมุนและรสสัมผัสอุ่นซ่านไปทั่วลำคอ ช่วยขับไล่ความหนาวเหน็บที่มารดาทิ้งไว้เบื้องหลังออกไปจนหมดสิ้น เธอยิ้มรับบางๆ กำลังใจจากชายหนุ่มข้างกายคือสิ่งที่ทำให้เธอยืนหยัดอยู่ ณ กระท่อมปลายนาแห่งนี้ได้อย่างมั่นคง
แต่ทว่า... ความสงบสุขมักมีอายุสั้นเสมอ
เสียงเครื่องยนต์กระบะคันใหญ่ที่ขับเข้ามาด้วยความเร็วสูง พร้อมเสียงเบรกเอี๊ยดอ๊าดบาดแก้วหู ดังแทรกบรรยากาศยามบ่ายอันเงียบสงบขึ้นมาอย่างไร้การ
รินรดากับดินหันไปมองพร้อมกัน ฝุ่นตลบอบอวลฟุ้งกระจายหน้าลานกระท่อม ประตูรถเปิดออกพร้อมกับการก้าวลงมาของชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเข้ม ร่างนั้นไว้พุงเล็กน้อย ใบหน้าบึ่งตึงและสายตากราดมองพื้นที่รอบตัวด้วยความดูแคลน ตามมาด้วยชายฉกรรจ์อีกสองคนที่สวมเสื้อกั๊กสีสะท้อนแสงและถือแฟ้มเอกสารในมือ
"ใครเป็นเจ้าของที่ดินแปลงนี้วะ!" เสียงห้วนจัดตะโกนก้องโดยไม่คิดจะรักษามารยาทแม้แต่น้อย
ดินวางไม้พายลงในหม้อทันที เขาก้าวออกไปยืนบังหน้าingรินรดาโดยอัตโนมัติ สีหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นเรียบตึง ดวงตาคมกริบจ้องมองผู้มาเยือนอย่างไม่เกรงกลัว "ผมเองครับ... ที่นี่มีธุระอะไร หรือว่าขับรถหลงทางเข้ามา?"
ชายในชุดสูทหัวเราะในลำคอ สีหน้าเย้ยหยันปรากฏชัดเจนบนใบหน้า เขาตบแฟ้มเอกสารในมือดัง *ฉาด* "หลงทางงั้นเรอะ? หึ! ฝันไปเถอะไอ้หนุ่ม แกต่างหากที่บุกรุกพื้นที่คนอื่นอย่างไร้ยางอาย ที่ดินตรงนี้ รวมทั้งกระท่อมซอมซ่อและแปลงผักพวกนี้ เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท 'ธนาภรณ์ ดีเวลลอปเมนท์' ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ!"
คำประกาศกร้าวราวกับสายฟ้าฟาดกลางวันแสกๆ ทำให้รินรดารู้สึกชาไปทั้งร่าง เธอก้าวพ้นแผ่นหลังของดินออกมาเผชิญหน้ากับชายแปลกหน้า ดวงตากลมโตฉายแววไม่เข้าใจ "คุณพูดเรื่องอะไรคะ? ที่ดินแปลงนี้เป็นมรดกตกทอดของคุณยายของฉัน เรามีโฉนดถูกต้องตามกฎหมายมาตั้งแต่รุ่นทวดแล้ว!"
"โฉนดโบราณบ้าบออะไรนั่นน่ะ มันหมดอายุความใช้งานไปตั้งนานแล้วคุณน้อง!" ชายคนเดิมหัวเราะเสียงดังลั่นอย่างไม่เกรงใจ "ทางบริษัทเราเพิ่งกว้านซื้อสิทธิ์การถือครองทั้งหมดในแถบนี้จากกรมธนารักษ์เมื่อสัปดาห์ก่อน แปลงผักและกระท่อมหลังนี้... อยู่ในเขตพื้นที่โครงการจัดสรรรีสอร์ทเฟสใหม่! พวกคุณไม่มีสิทธิ์มาปลูกผักทำสวนอะไรแถวนี้อีกต่อไปแล้ว!"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงน้ำในหม้อขนมที่ยังคงเดือดปุดๆ แข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นรัวระรัวในอกของรินรดา ความทรงจำเกี่ยวกับรอยยิ้มของคุณยาย กลิ่นดินหลังฝนตก และความตั้งใจที่จะสร้างสถานที่ฮีลใจแห่งนี้ กำลังถูกคุกคามด้วยเศษกระดาษและอำนาจเงินจากเมืองกรุงอีกครั้ง
ดินเอื้อมมือมาแตะแขนของรินรดากล่าวเบาๆ แต่หนักแน่น "อย่าเพิ่งเชื่อคำพูดพล่อยๆ ของพวกมัน ริน... ตั้งสติไว้ค่ะ"
"ฉันให้เวลาพวกเธอสามวัน ในการเก็บข้าวของแล้วไสหัวออกไปจากที่ดินตรงนี้ซะ!" ชายในชุดสูทชี้หน้าคาดโทษ ก่อนจะสะบัดหน้าหันหลังกลับไปขึ้นรถกระบะ "ถ้าไม่อยากให้ฉันพารถ bulldozer มาไถ่ถอนกลบฝังทุกอย่างให้ราบเป็นหน้ากลองซะก่อน!"
รถกระบะคันนั้นพ่นควันดำโขมงแล้วขับออกไปด้วยความเร็วสูง ทิ้งไว้เพียงฝุ่นคลุ้งและบรรยากาศที่หนักอึ้งราวกับมีภูเขามาทับอก
รินรดายืนนิ่งค้าง เธอมองแปลงผักเขียวขจีที่ปลูกด้วยหยาดเหงื่อและความรัก ดอกไม้ป่าที่กำลังผลิบาน และกระท่อมไม้ไผ่ที่ให้ความอบอุ่นแก่เธอมาตลอด ปมในอดีตที่ว่าตนเองเป็นคนไร้ค่าและไม่สามารถปกป้องสิ่งสำคัญอะไรได้เลย กำลังถูกดึงกลับมาเขย่าขวัญเธออีกครั้ง
มือเรียวสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อเอื้อมไปหยิบโฉนดเก่าเก็บในลิ้นชักไม้ น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้เอ่อคลอเบ้าอย่างสุดจะกลั้น ทว่าก่อนที่เธอจะได้เปิดแฟ้มเอกสารนั้น ดินก็ยื่นมือเข้ามาจับมือเธอไว้แน่น ความอุ่นจากฝ่ามือของเขาแผ่ซ่านเข้ามาในความหนาวเหน็บ
"รินคะ... ดูนี่สิคะ" ดินเอ่ยเสียงเรียบ แต่ดวงตาของเขากลับประกายแสงบางอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน ชายหนุ่มชี้ไปยังมุมล่างสุดของเอกสารประกาศสิทธิ์ที่ชายคนนั้นเพิ่งโยนทิ้งไว้บนโต๊ะทำงาน
รินรดาก้มลงมองตาม แววตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ ลายเซ็นและตราประทับบนเอกสารฉบับนั้น... ไม่ใช่ของบริษัทพัฒนาที่ดินทั่วไป แต่เป็นตราประทับประจำตัวของตระกูล 'เศรษฐวณิช'... ตระกูลเดียวกับมารดาผู้ให้กำเนิดเธอเอง!
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและโอบกอดความอบอุ่นไปพร้อมกับกลิ่นดินและไอฟนในตอนนี้นะคะ
กลิ่นดิน ไอฝน และเมนูอุ่นใจ ณ กระท่อมปลายนา•ตอนที่ 43
ความสงบที่ถูกรบกวน
ผลงานโดย กระท่อมไผ่ริมธาร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระท่อมไผ่ริมธาร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กลิ่นดิน ไอฝน และเมนูอุ่นใจ ณ กระท่อมปลายนา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!