“ตราประทับนี้... คุณเอามาจากไหนคะ”
น้ำเสียงของรินรดาไม่ได้สั่นเครือ แต่มันราบเรียบและเย็นเยียบจนน่าขนลุก ดวงตากลมโตคู่นั้นจ้องมองลึกลงไปในดวงตาของตัวแทนบริษัทอสังหาริมทรัพย์ผู้มาเยือน แผ่นกระดาษในมือของเธอไม่ได้เป็นเพียงแค่สัญญาซื้อขายที่ดินอีกต่อไป แต่มันคือรอยแผลเป็นในอดีตที่ถูกกรีดซ้ำด้วยหมึกสีชาดตราครุฑพ่าห์และสัญลักษณ์ประจำตระกูล ‘เศรษฐวณิช’—ตระกูลผู้ดีเก่าที่หล่อเลี้ยงเธอมาด้วยความคาดหวังอันหนาหนัก และเป็นตระกูลเดียวกับมารดาผู้ให้กำเนิดเธอเอง
ทนายความหนุ่มผู้เป็นตัวแทนฝั่งตรงข้ามกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ เขาเบือนสายตาหนีความกดดันจากรังสีกดดันที่แผ่ออกมาจากหญิงสาวร่างบาง แม้เธอจะอยู่ในชุดผ้าฝ้ายเรียบง่ายเปื้อนกลิ่นดินและควันไฟจากการเคี่ยวซุปเมื่อเช้า แต่รัศมีในยามนี้นั้นทรงพลังราวกับทนายความมือหนึ่งในห้องพิจารณาคดี
“มัน... เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายครับ คุณรินรดา” ชายคนนั้นพยายามรักษาท่าที “ในเมื่อคุณยายของคุณเสียชีวิตโดยพินัยกรรมระบุยกกรรมสิทธิ์ให้ทายาทโดยธรรม และทางเราได้กว้านซื้อโฉนดแปลงข้างเคียงไว้หมดแล้ว แปลงของปู่คุณจึงกลายเป็นที่ดินตาบอดในทางพฤตินัย การเวนคืนเพื่อพัฒนาโครงการจึงชอบด้วยกฎหมายทุกประการ”
ดิน ซึ่งยืนพิงวงกบประตูไม้ไผ่คอยสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ ขยับตัวเล็กน้อย มือหนายื่นแก้วชาอุ่นๆ ที่เพิ่งชงจากใบเตยและขิงสดมาวางไว้ใกล้ๆ มือรินรดา เขาไม่ได้เอ่ยคำพูดใดออกมาเพื่อขัดจังหวะ แต่สัมผัสอุ่นจากไอร้อนที่ลอยกรุ่นขึ้นมานั้น ทำหน้าที่เป็นเกราะคุ้ม1กันทางใจให้หญิงสาวรู้ว่าเธอไม่ได้เผชิญหน้ากับพายุนี้เพียงลำพัง
รินรดายกมุมปากขึ้นนิดหนึ่ง เป็นรอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความขบขันโดยสิ้นเชิง
“คุณกำลังบอกว่า ที่ดินแปลงเล็กๆ ที่ปู่ของฉันใช้หยาดเหงื่อทั้งชีวิตถางพงหญ้าสร้างมันขึ้นมา เป็นแค่เศษกระดาษบนโต๊ะทำงานแอร์เย็นฉ่ำของพวกคุณสินะคะ” รินรดาลุกขึ้นยืนช้าๆ เอกสารในมือถูกวางลงบนโต๊ะไม้สักเก่าแก่ที่มีรอยคราบน้ำชาเลอะอยู่ “น่าเสียดายนะคะ ที่คุณทำการบ้านมาไม่ดีพอ... หรือบางที คนเบื้องหลังที่ส่งคุณมา อาจจะลืมบอกไปว่า ฉันเองก็จบปริญญาตรีด้านนิติศาสตร์มาเช่นกัน”
บรรยากาศในกระท่อมปลายนาเงียบงัดลงทันที ได้ยินเพียงเสียงลำธารเบื้องล่างที่ไหลเอื่อยและเสียงลมพัดใบไผ่เสียดสีกันเบาๆ
รินรดาก้าวเท้าเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานตัวเดิม นิเรียวเรียวจิ้มลงไปบนมาตรากฎหมายที่เธอจำขึ้นใจ
“ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 ว่าด้วยเรื่องที่ดินตาบอด ที่ดินแปลงนี้มีสิทธิที่จะขอทางจำเป็นออกสู่ทางสาธารณะได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่สิทธิที่พวกคุณจะมาใช้อำนาจเงินหรืออิทธิพลตระกูลไหนมาบีบบังคับให้เซ็นยินยอมขายในราคาถูกได้ และที่สำคัญที่สุด...” รินรดาเว้นจังหวะ ดวงตาคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความคมกริบ “โฉนดแปลงนี้ ไม่เคยอยู่ในกองมรดกที่ต้องจัดการตามพินัยกรรมที่คุณอ้างถึง เพราะปู่ของฉันได้ทำสัญญา ‘ยกให้โดยเสน่หาและมีเงื่อนไขผูกพันในที่ดินทำกิน’ ให้กับฉันอย่างถูกต้องตั้งแต่เมื่อห้าปีก่อนแล้วค่ะ!”
กระดาษอีกแผ่นถูกดึงออกมาจากแฟ้มสีน้ำตาลเก่าๆ บนชั้นวาง มันคือสำเนาโฉนดตราครุฑแดงที่มีลายมือชื่อของปู่และลายมือชื่อของเธอเอง พร้อมตราประทับรับรองจากสำนักงานที่ดินอำเภออย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ
ตัวแทนบริษัทอสังหาริมทรัพย์ถึงกับหน้าถอดสี เขาผุดลุกขึ้นยืนโดยอัตโนมัติ เหงื่อเม็ดโปรดผุดพรายขึ้นตามไรผม “เรื่องนี้... ทางเราไม่เคยได้รับรายงานมาก่อน...”
“เพราะคนที่ส่งพวกคุณมา คิดว่าฉันเป็นเด็กผู้หญิงโง่ๆ คนหนึ่งที่หนีความวุ่นวายในเมืองกรุงมาปลูกผักทำนาไปวันๆ น่ะสิคะ” รินรดาตอบเสียงเรียบ นัยน์ตาฉายแวววับด้วยความเจ็บปวดที่ถูกกดทับไว้ลึกสุดใจ “ฝากกลับไปบอกคุณอา... หรือใครก็ตามในตระกูลเศรษฐวณิชที่นั่งรอฟังข่าวอยู่ที่ห้องทำงานหรูๆ ว่า รินรดาคนนี้ ตายจากความเป็นลูกหลานตระกูลนั้นไปนานแล้ว แต่ถ้าอยากจะรื้อฟื้นเรื่องนี้กันด้วยกฎหมาย ฉันก็พร้อมจะเปิดศึกในศาลทุกเมื่อเช่นกันค่ะ!”
คำพูดเฉียบคมราวกับใบมีดโกนอาบน้ำผึ้งทำให้ทนายความฝั่งตรงข้ามถึงกับไปต่อไม่ถูก เขาพับเอกสารเก็บใส่กระเป๋าเอกสารอย่างลนลาน โค้งตัวให้รินรดาและดินเล็กน้อยก่อนจะรีบเดินจ้ำอ้าวออกจากกระท่อมไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย
เสียงประตูไม้ปิดลงพร้อมกับเสียงถอนหายใจยาวเหยียดของรินรดา ไหล่บางที่เคยตั้งตรงอย่างแข็งกร้าวค่อยๆ ลู่ลง ร่างกายของเธอกำลังสั่นเทาเล็กน้อยจากความโกรธและอารมณ์ที่ถูกดึงขึ้นมาปะทะกันอย่างรุนแรง
ดินก้าวเข้ามาใกล้ วางมืออุ่นจัดลงบนบ่าของเธอเบาๆ
“เก่งมากครับคุณรินรดา” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างอ่อนโยน “วันนี้คุณปกป้องดินของปู่และหัวใจของตัวเองได้อย่างงดงามที่สุดแล้ว”
รินรดากลืนก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ที่ลำคอลงไป เธอหันไปสบตากับชายหนุ่ม รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากที่ซีดเซียว “ขอบคุณนะคะดิน ถ้าไม่ได้ชาอุ่นๆ แก้วนั้น... ฉันคงเผลอใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลไปแล้ว”
กลิ่นหอมกรุ่นของชาใบเตยยังคงลอยวนอยู่ในอากาศ บรรยากาศรอบกระท่อมกลับคืนสู่ความสงบเงียบตามธรรมชาติอีกครั้ง แต่อย่างน้อย หัวใจของรินรดาก็ได้รู้แล้วว่า เธอยืนหยัดอยู่บนผืนดินนี้ได้อย่างมั่นคงเพียงใด โดยไม่ต้องพึ่งพาเงาของตระกูลที่เคยเหยียบย่ำเธอเลย
ทว่า... ความเงียบสงบมักอยู่ได้ไม่นานนัก
ในขณะที่รินรดากำลังจะเอื้อมมือไปเก็บแก้วชาบนโต๊ะ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครหลายคนก็ดังขึ้นที่ลานหน้ากระท่อม ไม่ใช่เสียงรถยนต์ของตัวแทนบริษัทอสังหาริมทรัพย์คันเดิม แต่เป็นเสียงฝีเท้าของคนกลุ่มใหญ่ที่ย่างกรายเข้ามาอย่างเร่งรีบ
รินรดาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ ดินจึงก้าวออกไปเปิดประตูเพื่อดูแขกผู้มาเยือนยามวิกาล
แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันส่องกระทบใบหน้าของชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง ร่างสูงโปรแกรมในชุดสูทสากลราคาแพง ใบหน้าคมคายมีริ้วรอยตามวัยแต่ยังคงความหล่อเหลา และที่สำคัญที่สุด... ดวงตาคู่นั้นถอดแบบมาจากรินรดาไม่มีผิดเพี้ยน!
“พ่อ...” รินรดาพึมพำออกมาเบาๆ ราวกับคนละเมอ เมื่อผู้เป็นบิดาแท้ๆ ที่เธอตัดขาดไปหลายปี ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเย็นชาที่เธอจำได้ไม่มีวันลืม
“ไงล่ะลูกสาว... ไม่เจอกันนานเลยนะ รินรดา”
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้รินรดาเติบโตไปพร้อมกับกลิ่นดินและไอฝนนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
กลิ่นดิน ไอฝน และเมนูอุ่นใจ ณ กระท่อมปลายนา•ตอนที่ 44
การต่อสู้ด้วยเหตุผล
ผลงานโดย กระท่อมไผ่ริมธาร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระท่อมไผ่ริมธาร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กลิ่นดิน ไอฝน และเมนูอุ่นใจ ณ กระท่อมปลายนา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!