กลิ่นดิน ไอฝน และเมนูอุ่นใจ ณ กระท่อมปลายนา•ตอนที่ 45

กำลังใจจากดิน

ผลงานโดย กระท่อมไผ่ริมธาร
จดหมายฉบับนั้นถูกวางคว่ำไว้บนโต๊ะไม้สนมาสามวันแล้วค่ะ รินรดายังคงจำลายมือหวัดแกมบรรจงของคุณแม่จากกรุงเทพฯ ได้ดี แม้เธอจะไม่ได้พลิกดูมันตั้งแต่เมื่อวานซืน แต่กระดาษแผ่นบางๆ นั้นกลับมีน้ำหนักถ่วงทับหัวใจเธอเสียยิ่งกว่าถังน้ำสาลี่ที่เธอแบกข้ามคันนาเมื่อช่วงบ่าย ความเงียบงันภายในกระท่อมปลายชายทุ่งถูกขับเน้นให้เด่นชัดขึ้นด้วยเสียงเปาะแปะของเม็ดฝนปรอยที่เริ่มซัดสาดกระทบหลังคากระเบื้องดินเผา กลิ่นอายของดินชื้นยามฝนแรกตกต้องผืนนาลอยอบอวลเข้ามาทางหน้าต่างบานกระทุ้ง ผสมผสานกับกลิ่นอุ่นๆ ของชาใบหม่อนที่เธอกำลังเคี่ยวอยู่ในหม้อดินเผาใบย่อม "ถ้าเหนื่อยนัก ก็แค่วางมันลงบ้างก็ได้นะคะ..." เสียงทุ้มต่ำแต่เจือความอบอุ่นดังขึ้นที่หน้าประตู รินรดาไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นใคร ดินยืนอยู่ที่นั่น ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อผ้าฝ้ายสีครามเปียกชื้นเล็กน้อยที่ช่วงไหล่ เขาก้าวเข้ามาอย่างไร้ซุ่มเสียง ราวกับสายลมเย็นที่พัดผ่านแปลงผักสวนครัว ดวงตาคมปลาบสีสนิมคู่นั้นกวาดมองแผ่นกระดาษจดหมายที่คว่ำอยู่บนโต๊ะแวบหนึ่ง ก่อนจะเลื่อนกลับมาสบตาเธอนิ่งๆ โดยไม่มีคำถามใดๆ เจือปน รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น นิ้วเรียวที่กำลังกุมถ้วยชาอุ่นสั่นเทาเล็กน้อย เธอเกลียดความรู้สึกพ่ายแพ้แบบนี้ เกลียดความรู้สึกที่ว่า ไม่ว่าเธอจะหนีมาไกลแค่ไหน หลบมาซ่อนตัวอยู่ในอ้อมกอดของธรรมชาติที่เงียบสงบเพียงใด เงาอดีตและความคาดหวังของครอบครัวก็ยังตามมาเคาะประตูใจได้เสมอ "รินไม่ได้อยากกลับไปเป็นหมากบนกระดานที่ใครจัดวางไว้อีกแล้วค่ะพี่ดิน..." เสียงของเธอแหบพร่า เล็กละเอียดราวกับจะปลิวหายไปกับสายลมฝน "แต่... ทุกครั้งที่อ่านจดหมายจากทางนั้น มันเหมือนกับว่า รินกำลังทรยศความหวังดีของพวกเขา ทั้งที่จริงๆ แล้ว... พวกเขาแค่อยากให้รินมีชีวิตที่มั่นคงตามแบบที่สังคมขีดไว้" ดินไม่ได้พูดปลอบโยนทันที ชายหนุ่มเพียงแต่เดินเข้ามาใกล้ขึ้น กลิ่นไอฝนและกลิ่นสาบดินจางๆ จากตัวเขาเจือปนเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัว รินรดารู้สึกได้ถึงความมั่นคงที่แผ่ออกมาจากตัวตนของชายหนุ่มผู้นี้ เขาไม่เคยบังคับให้เธอยิ้ม ไม่เคยบอกให้เธ้มองโลกในแง่ดีอย่างไร้เหตุผล แต่เขาเลือกที่จะยืนอยู่ตรงนี้... ข้างๆ เธอ ในวันที่โลกของเธอมันเอียงลาด มือหยาบกร้านจากการจับจอบจับเสียมเอื้อมมาวางลงบนบ่าของเธอเบาๆ สัมผัสอบอุ่นนั้นส่งผ่านเนื้อผ้าผ่านมาถึงผิวเนื้อ ทำให้ก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ในอกของรินรดายอมคลายตัวลงช้าๆ "ดินจำได้ว่า ตอนที่เราช่วยกันยกร่องแปลงผักแปลงแรกหลังกระท่อมนี้ใหม่ๆ ดินบอกรินว่าอย่างไรคะ?" ดินเอ่ยถาม น้ำเสียงนุ่มนวลราบเรียบราวกับกระแสน้ำไหลเอื่อยในลำธาร รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ดวงตากลมโตไหวระริก "พี่ดินบอกว่า... ดินที่ดีไม่ใช่ดินที่แห้งแล้งจนแตกระแหง และไม่ใช่ดินที่แฉะเหลวจนรากพืชเน่า... แต่คือดินที่ยอมโอบอุ้มเมล็ดพันธุ์ให้เติบโตในแบบที่มันควรจะเป็น" "ใช่ค่ะ..." ดินยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่ทำให้ดวงตาคู่คมนั้นทอประกายอ่อนโยน "แล้วทำไมรินถึงยอมให้คนอื่นมาบอกว่าเมล็ดพันธุ์อย่างริน ต้องเติบโตเป็นต้นไม้อะไรบนผืนดินนี้ล่ะคะ? ครอบครัวอาจจะหวังดี แต่นั่นมันคือชีวิตของริน ไม่ใช่แปลงผักของพวกเขา" คำพูดนั้นเรียบง่าย ทว่าทรงพลังราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจ รินรดานิ่งงึดไป ความอัดอั้นตันใจที่สะสมมาหลายวันคล้ายถูกระบายออกทางหยาดน้ำตาที่เอ่อล้นคลอหน่วย เธอไม่ได้สะหอสะอื้น เธียรปล่อยให้มันไหลรินเงียบๆ อาบแก้มเนียน ท่ามกลางเสียงฝนที่ยังคงโปรยปรายไม่ขาดสาย ดินขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด โอบประคองร่างบางของเธอเข้าสู่อ้อมกอดกว้างอย่างให้เกียรติ มันไม่ใช่กอดแห่งความเสน่หาชู้สาว แต่เป็นอ้อมกอดที่มั่นคงและหนักแน่นราวกับผืนปฐพีที่คอยรองรับทุกสิ่ง รินรดายอมซบหน้าลงกับลาดไหล่กว้างของเขา ปล่อยให้ความอ่อนล้าทั้งหมดไหลซึมผ่านออกไป ในความเงียบงันที่มีเพียงเสียงฝนและเสียงหัวใจเต้นเป็นจังหวะ รินรดาก็สัมผัสได้ถึงความจริงข้อหนึ่ง... เธอไม่ใช่คนไร้ค่า และเธอไม่ได้โดดเดี่ยวอย่างที่เคยหวาดกลัว ดินอยู่ตรงนี้ และผืนดินผืนนี้ก็คอยโอบกอดเธอไว้เสมอ "เอาล่ะค่ะ..." ดินผายมือออกช้าๆ เมื่อเห็นว่าลมหายใจของเธอกลับมาสม่ำเสมอแล้ว "ถ้าเรามัวแต่นั่งเศร้ากับดินที่ถูกน้ำเซาะ พรุ่งนี้แปลงผักกวางตุ้งของเราคงได้ลอยไปกับสายน้ำแน่ๆ ไปค่ะ... มาช่วยกันทำอะไรอุ่นๆ กินกันดีกว่า วันนี้ดินเก็บบักเขือเทศสีดาจากแปลงหลังบ้านมาได้ กำลังสดๆ เลย" รินรดาสูดหายใจเข้าลึก กวาดน้ำตาออกจากแก้ม รอยยิ้มบางเบาที่จริงใจที่สุดในรอบหลายวันผุดขึ้นที่มุมปาก เธอกำลังจะพยักหน้ารับคำชวนนั้น ทว่า... *ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!* เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งอย่างหนักแน่น ท่ามกลางบรรยากาศยามพลบค่ำที่มืดสลัวและสายฝนที่เริ่มกระหน่ำแรงขึ้น รินรดาและดินหันขวับไปมองบานประตูไม้พร้อมกันด้วยความประหลาดใจ เพราะในยามวิกาลและฝนตกหนักเช่นนี้ ไม่เคยมีใครเดินทางมาถึงกระท่อมปลายนาแห่งนี้เลยสักคน มือที่หยาบกร้านของดินเอื้อมไปแตะด้ามมีดเหน็บที่เอวตามสัญชาตญาณ ขณะที่รินรดากลั้นหายใจ หัวใจที่เพิ่งสงบกลับเต้นรัวระรัวขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเงาร่างสูงโปร่งภายใต้ร่มกันฝนสีดำสนิทที่สะท้อนผ่านกระจกหน้าต่าง ค่อยๆ ก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวเผยให้เห็นใบหน้าที่เธอคุ้นเคยดีเสียยิ่งกว่าใคร... ร่างนั้นคือ "คุณปกรณ์" บิดาผู้ไม่เคยเหยียบย่างมายังบ้านนอกคอกนาแห่งนี้เลยตลอดสองปีเต็ม! ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้รินรดาเติบโตไปพร้อมกับกลิ่นดินและไอฝนนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (กระท่อมไผ่ริมธาร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กลิ่นดิน ไอฝน และเมนูอุ่นใจ ณ กระท่อมปลายนา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%