กลิ่นอายความอับชื้นของกระดาษโบราณและสารเคมีดองศพคละคลุ้งอยู่ในห้องเก็บวัตถุพยานชั้นใต้ดิน แสงไฟนีออนสีนวลสาดส่องลงบนโต๊ะสแตนเลสยาว ก่อเกิดเงาทอดยาวบิดเบี้ยวบนผนังปูนเปลือย ท่ามกลางความเงียบงันที่มีเพียงเสียงหยดน้ำจากก๊อกน้ำเก่าๆ เป็นจังหวะ รวิศยืนพิงชั้นวางแฟ้มคดี ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาจ้องมองร่างเพรียวบางของหญิงสาวที่กำลังใช้แหนบปลายแหลมคีบเศษผ้าชุ่มเลือดออกจากซองพลาสติกใสอย่างระมัดระวัง
"คุณกำลังใช้ความรู้สึกตัดสินคดีฆาตกรรม... มนตรา" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันขึ้นมากะทันหัน น้ำเสียงนั้นราบเรียบแต่เต็มไปด้วยแรงกดดันทางจิตวิทยาที่สั่งสมจากประสบการณ์ในห้องผ่าศพมานับร้อยนับพันเคส
มนตราหยุดมือ ชะوةไปชั่วขณะ เธอค่อยๆ วางแหนบลงบนโต๊ะ ช้อนดวงตาสีเข้มที่ฉายแววท้าทายขึ้นมองชายหนุ่มผู้ยึดติดกับหลักฐานเชิงประจักษ์ "และคุณก็กำลังใช้ความเย็นชา ปิดกั้นเสียงสะท้อนจากอดีตที่พวกมันพยายามจะบอกคุณนะคะ, คุณหมอรวิศ"
รวิศแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเยือกเย็น เขาเดินเข้าหาโต๊ะตัวนั้นทีละก้าวอย่างเชื่องช้า ฝ่ามือหนาสอดเข้าในกระเป๋าเสื้อกาวน์สีขาว "วิทยาศาสตร์ไม่เคยโกหก รอยแผล รอยช้ำ และสารพิษในกระเพาะอาหาร คือความจริงเดียวที่มนุษย์สร้างภาพลวงตาปกปิดไม่ได้... สิ่งที่คุณเรียกว่า 'สัมผัสพิเศษ' หรือภาพนิมิตบ้าบอนั่น มันก็แค่ภาพหลอนจากสมองที่เหนื่อยล้าของนักมานุษยวิทยาที่หมกมุ่นกับตำนานปรัมปรา"
คำพูดนั้นเฉียบคมราวกใบมีดผ่าตัด แต่มนตราหาได้สะท้านสะเทือนไม่ เธอกลับก้าวประชิดเข้าหาเขาในระยะที่ใกล้จนเกินความจำเป็น กลิ่นกายหอมกรุ่นเจือจางของดอกไม้ป่าผสมกับกลิ่นอายความตายรอบตัว ทำให้ลมหายใจของรวิศสะดุดไปเสี้ยววินาที
"ถ้าวิทยาศาสตร์ของคุญมันแม่นยำนัก..." มนตรากระซิบเสียงแผ่วเบา ทว่าก้องกังวานในความเงียบ ดวงตาคู่สวยจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีเทาเข้มของเขา "ทำไมคุณถึงยังใช้เวลาทั้งคืนนั่งมองแหวนโบราณวงนั้น... แหวนที่ไม่มีทางอธิบายได้ด้วยฟิสิกส์ หรือว่า... คุณกลัวความจริงที่ว่า โลกใบนี้ยังมีเรื่องราวที่เหนือกว่าเหตุผลที่คุณกราบไหว้กันแน่คะ"
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกบีบอัดจนแทบหายใจไม่ออก รวิศนิ่งงันไปชั่วขณะ แววตาของเขาไหววับอย่างรวดเร็วก่อนจะกลับมาเยือกเย็นดังเดิม ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองแทบไม่เหลือพื้นที่ให้สายลมพัดผ่าน เคมีอันเร่าร้อนแต่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงปะทะกันอย่างเงียบเชียบในพื้นที่ปิดตายแห่งนี้ เขารู้ดีว่าผู้หญิงคนนี้อันตราย ไม่ใช่เพราะเธอมีพลังประหลาดที่เขาไม่เชื่อมั่น แต่เป็นเพราะเธอกำลังมองทะลุผ่านเกราะกำบังอันหนาทึบที่เขาสร้างขึ้นเพื่อปกป้องปมในอดีตเข้าไปได้อย่างง่ายดาย
"คุณพูดมากเกินไปแล้ว..." รวิศเอ่ยเสียงพร่า มือหนายื่นออกไปราวกับจะผลักเธอให้ออกห่าง แต่ปลายนิ้วกลับหยุดชะงักค้างอยู่กลางอากาศเมื่อมนตราเอื้อมมือขึ้นมาแตะที่ปกเสื้อกาวน์ของเขาแผ่วเบา สัมผัสนั้นเย็นเฉียบแต่กลับสร้างกระแสไฟประหลาดแล่นพล่านไปทั่วแผ่นหลังของนิติเวชหนุ่ม
"ความเงียบในใจของคุณมันดังเสียจนฉันไม่ต้องใช้สัมผัสพิเศษอะไรเลยต่างหากล่ะคะ, รวิศ" เธอยิ้มมุมปาก ยิ้มที่ไม่ได้มีความสุข แต่มันคือรอยยิ้มของคนที่ถือไพ่เหนือกว่าในเกมจิตวิทยานี้
ก่อนที่รวิศจะทันได้เอื้อนเอยถ้อยคำใดเพื่อปกป้องกำแพงอีโก้ของตนเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงและเร่งรีบก็ดังขึ้นจากทางเดินด้านนอก ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูดังรัวและเสียงหอบหายใจของเจ้าหน้าที่เวรที่ผลักประตูเข้ามาอย่างไม่ทันอนุญาต
"คุณหมอครับ! เกิดเรื่องแล้วครับที่ห้องเก็บศพห้องที่สาม..." เจ้าหน้าที่หนุ่มหน้าตาตื่นตระหนก เหงื่อกาฬไหลท่วมใบหน้า "ศพของเหยื่อรายล่าสุดจากคดีแม่น้ำโขง... จู่ๆ รอยแผลโบราณบนหน้าอกของเขาก็มีเลือดสดๆ ไหลออกมาเอง ทั้งๆ ที่เราดองศพไว้จนแห้งสนิทแล้วครับ!"
รวิศชะביקไป ดวงตาสีเทาเข้มเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความเยือกเย็นทั้งหมดมลายหายไปในพริบตา เขากวาดสายตากลับมามองมนตราที่กำลังจ้องมองเขาด้วยแววตานิ่งสงบ ราวกับล่วงรู้เหตุการณ์นี้อยู่แล้วตั้งแต่ต้น
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปในความมืดมิดและปมปริศนานี้ร่วมกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
นิติเวชผู้หยั่งรู้กับพยานในเงากาลเวลา•ตอนที่ 8
บทสนทนาท่ามกลางความมืด
ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชผู้หยั่งรู้กับพยานในเงากาลเวลา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!